تسجيل الدخولBy : พิ้งค์พราว
ในขณะที่คุณเขาว่ายน้ำออกกำลังกายอยู่นั้น ฉันก็ย้ายอาหารจากโต๊ะข้างในมาไว้โต๊ะริมสระว่ายน้ำที่อยู่หลังบ้านพักหรูจนหมดทุกจาน
ทำงานตรงนี้เสร็จแล้วก็ยังกลับไม่ได้ เพราะต้องอยู่ทำหน้าที่ให้บริการแขกจนกว่าเขาจะไล่ หรือไม่ก็หมดเวลาทำงานของวัน
ว้าว! มัวแต่ทำงานเลยลืมมองบรรยากาศรอบตัว มองทอดสายตาออกไปจากตรงนี้จะเห็นทุ่งดอกทานตะวันเต็มไปหมด นี่มันสวนดอกไม้หลังบ้านเหรอ สวรรค์บนดินชัด ๆ ดอกไม้ใบไม้ปลิวโต้ลมหนาวพลิ้วไหวไปมาดูแล้วสบายตาสบายใจ จนอยากลงไปถ่ายรูปสวย ๆ เก็บไว้ดูสักรูป แต่ได้เพียงคิดเพราะตอนนี้ทำงานอยู่คงทำอย่างนั้นไม่ได้
“คุณพิ้งค์พราว!”
“คะ?” เสียงตะโกนเรียกชื่อฉันทำให้ต้องหันขวับอีกครั้ง ว่าแต่คุณเขารู้จักชื่อฉันด้วยแฮะ สงสัยหัวหน้าคงบอกมั้ง
กึก! แต่คุณพระ! สายตาฉันดันไปสะดุดกับสิ่งที่ไม่ควรจะมอง เขาเดินลอยตรงมาหาฉัน เจ้าของร่างสูงใส่แค่กางเกงว่ายน้ำแจมเมอร์รัดติ้วเพียงตัวเดียว ทั้งซิกแพคที่เป็นคลื่น ๆ หน้าอกก็แน่นปึก สังเกตดี ๆ ฝั่งซ้ายมีรอยสักตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ไม่แน่ใจว่าเขียนว่าอะไรดูคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหน กล้ามเป็นมัด แขนปรากฏเส้นเลือดนูนชัดให้เห็นดูแล้วเซ็กซี่ดึงดูดสายตาได้ดีเลยทีเดียว แล้วนั่นอะไรที่อยู่ใจกลางลำตัวของกายแกร่ง แขกท่านนี้ใช้อะไรยัดไว้รึเปล่าทำไมมันปูดใหญ่ปานห่อหมกขนาดนั้น มันเด่นชัดจนสายตาฉันไม่สามารถละไปที่อื่นได้เลย
“งับปากของคุณด้วย”
เขาทักแรงจนฉันได้สติ ไม่รู้เผลออ้าปากค้างไปตอนไหน แต่นี่เป็นอาการที่ไม่สมควรแสดงออกมาอย่างยิ่ง หนึ่งเลยคือฉันเป็นผู้หญิง สองคือฉันเป็นพนักงานบริการ และกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่
ตั้งสติไว้พราว เธอไม่ชอบเรื่องอะไรแบบนี้ เธอเกลียดเสียด้วยซ้ำ
“เป็นพนักงานแต่ใช้สายตาลวนลามแขกแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” เขาฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ฉันก่อนจะเดินมาหยิบเสื้อคลุมไปสวมทับ แล้วนั่งลงเตียงนอนสีดำ
ค่อยรู้สึกสบายตาขึ้นมาหน่อย รู้สึกร้อนผ่าวที่หน้ายังไงไม่รู้
“ปะ..เปล่านะคะ ดิฉันแค่...”
“อ้อ แล้วหยุดแทนตัวเองว่าดิฉันสักที ชื่ออะไรก็เรียกชื่อตัวเองเถอะ และอย่าเรียกผมว่าคุณผู้ชายอีก ผมชื่อธามม์ ให้เรียกธามม์เฉย ๆ พอ”
ก็มันเป็นกฎของโรงแรมนี่นา ฉันก็ต้องทำตามสิคะ แต่ถ้าคุณเขาชอบแบบนี้ก็ดี ดูเป็นกันเองดี
“ค่ะธามม์”
“ฮะ? ค่ะธามม์เหรอ? ผมมั่นใจนะว่าผมอายุมากกว่าคุณ” เขาเลิกคิ้วเข้มขึ้น เหมือนจะไม่พอใจนะอาการแบบนี้
คงไม่ใช่แล้ว ฉันควรจะใส่คำว่า “คุณ” ลงไปด้วย ตายละ ทำไมซื่อบื้อขนาดนี้พราวเอ๊ย
“ค่ะคุณธามม์ ขอโทษค่ะ”
“ซื่อไม่เปลี่ยนเลยนะ”
พูดเหมือนคุณเขาเคยรู้จักฉันมาก่อน แต่ว่าไปก็รู้สึกคุ้น ๆ อยู่เหมือนกันนะ แต่คิดไม่ออกเลยว่าเคยรู้จักคนที่มีใบหน้าหล่อเหลาขนาดนี้ด้วยเหรอ หรือจะดูซีรีส์มากไปเลยจำหน้าพระเอกเป็นหน้าเขา
“คุณธามม์จะเอาอะไรเหรอคะ”
“ผมอยากดื่มไวน์ ช่วยไปหยิบไวน์แดงมาให้ที”
“คุณธามม์จะดื่มไวน์แดงเหรอคะ แต่อาหารที่คุณสั่งมาไม่มีเนื้อหรือหมูเลยนะคะ พราวว่าอาหารทะเลดื่มกับไวน์ขาวน่าจะเข้ากันได้ดีกว่านะคะ”
“ผมรู้ไม่ต้องมาแนะนำหรอก ผมแค่อยากจิบไวน์แดง สั่งให้ไปเอาอะไรก็เอามาตามนั้นแหละ”
ชาไปเลยสิหน้าฉันเนี่ย เหมือนโดนด่าว่า “อย่ามาเผือก” ก็เผื่อคุณเขาไม่รู้เลยเสนอ ต้องการแบบนี้ก็ตามใจคุณค่ะ
เพราะที่นี่บริการแขกเป็นเหมือนดั่งคนในครอบครัว
แต่ลืมไปรึเปล่าคะ บางครอบครัวญาติพี่น้องก็ไม่ค่อยจะดีกันทุกคน
“ได้แล้วค่ะ ไวน์แดง” ฉันเลือกหยิบไวน์จากเขตบอร์กโดซ์ จากฝรั่งเศส หวังว่าเขาจะถูกใจ
“เข้าใจเลือกหนิ” ทันทีที่เขาเห็นขวดไวน์ที่อยู่ในมือฉัน เขาก็เอ่ยชม คิดว่าน่าจะเป็นคำชมนะ “แล้วคุณจะให้ผมกระดกขวดไวน์เลยรึไง ทำไมไม่เอาแก้วไวน์มาด้วย” ลืมได้ยังไงเนี่ย ถือแต่ขวดไวน์มา ดันลืมหยิบแก้วมาด้วย วันนี้ฉันเป็นอะไรไป ไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ตั้งแต่เห็นห่อหมกของเขาสมองมันก็คิดไม่เป็นขั้นเป็นตอนเลย
“ขอโทษค่ะ เดี๋ยวดิฉัน เอ๊ย! เดี๋ยวพราวไปหยิบมาให้ค่ะ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
เพียงไม่ถึงหนึ่งนาที แก้วไวน์ก็มาอยู่บนโต๊ะตรงหน้าชายที่กำลังตักอาหารเข้าปาก ส่วนฉันก็กำลังละเมียดละไมกับการเทไวน์ลงแก้ว
“ทานอะไรมารึยัง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“หมายถึงมื้อเที่ยงเหรอคะ”
“ใช่”
ก็ยังน่ะสิคะ ฉันรีบเอาอาหารมาให้คุณจนไม่กล้าเดินเข้าห้องครัวไปกินอะไรเลย
“ทานมาบ้างแล้วค่ะ” ฉันเลือกที่จะโกหก เดี๋ยวจะถามต่ออีกว่าทำไมไม่กิน
“ทานมาบ้างแสดงว่ายังไม่อิ่ม ทานนี่สิ” ไม่รู้ว่าคุณธามม์เขาอิ่มหรือเกิดใจดีอะไร จู่ ๆ ก็ชวนฉันทานข้าวด้วย เขายกแซลมอนย่างราดซอสมะขามสูตรเฉพาะของโรงแรมให้ฉัน ซึ่งมันน่าอร่อยยั่วน้ำลายมาก
“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะคุณธามม์ ตอนนี้เป็นเวลาทำงานของพราว ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ที่จะทานอาหารตอนนี้” อีกอย่างคนตรงหน้าฉันก็เป็นแขกอีกด้วย จะลงไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยก็คงน่าเกลียด
“ผมไม่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องหัวหน้าคุณหรอก นั่งลง”
“เอ่อ..พราวว่ามัน...”
“นั่งลง ได้ยินว่าที่นี่บริการแขกเหมือนคนในครอบครัวไม่ใช่เหรอ อย่าทำตัวเหินห่างกับแขกสิ”
“ได้ค่ะ งั้นพราวขออนุญาตนั่งนะคะ” ฉันทำตัวไม่ถูกเลยที่ต้องมาร่วมโต๊ะอาหารกับแขกคนสำคัญของเจ้านายแบบนี้
“ทำตัวตามสบายได้ไหม ผมน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมต้องเกร็ง”
“เปล่าค่ะ ก็คุณธามม์เป็นแขกนี่คะ แถมเรายังไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อน จะให้ทำตัวตามสบาย มันก็ค่อนข้างยากค่ะ”
“งั้นต่อไปคุณก็ต้องพยายามเข้าหาผมบ่อย ๆ เราจะได้สนิทกัน”
“คะ?” ฉันเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายที่คุณธามม์จะสื่อ เขาระดับวีวีไอพีจะอยากสนิทฉันไปทำไมกัน
“ดื่มไวน์หน่อยไหม” น้ำเสียงการพูดและประโยคแบบนี้ ฟังแล้วขนลุกชะมัด ไม่ค่อยชอบให้ใครชวนดื่มเลย
“ไม่ดีกว่าค่ะ พราวคิดว่ามันไม่เหมาะเท่าไหร่ แค่มานั่งทานอาหารกับแขก พราวก็รู้สึกผิดมากแล้ว จะให้ดื่มไวน์ด้วยยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย อีกอย่างพราวเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นานแล้วค่ะ”
“ทำไม”
“มีเรื่องฝังใจนิดหน่อยค่ะ เลยไม่ชอบดื่มสักเท่าไหร่”
“เรื่องอะไร เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“เอ่อ..ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เรื่องมันผ่านมาสามปีแล้ว ฉันลืมไปหมดแล้วค่ะ”
“งั้นเหรอ” เขาเอ่ยเสียงห้วน ก่อนจะกระดกแก้วไวน์ดื่มจนหมดรวดเดียว ไหนบอกจะจิบไวน์ “เดี๋ยวผมมานะ ตามสบายเลย”
“ค่ะ” ไม่รู้ว่าเขาเดินเข้าไปในบ้านทำไม แต่จะไปทำอะไรก็ช่างคุณเขาเถอะ จังหวะนี้ต้องรีบกินก่อนที่เขาจะมา เดี๋ยวจะเคอะเขิน ทานไม่สะดวก
ฉันใช้เวลาไม่ถึงสองนาที แซลมอนย่างราดซอสฉ่ำ ๆ ที่อยู่ในจานได้หายเข้าไปในท้องของฉันเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่ว่าเป็นคนกินตะกละตะกลามอะไรหรอก มันชิ้นไม่ใหญ่มาก ไม่ถึงฝ่ามือฉันด้วยซ้ำ กินสองสามคำก็หมดแล้ว อาหารคนรวยเขากินกันแค่นี้แหละ ถามว่าฉันอิ่มไหม บอกเลยว่า ไม่! ไม่ครึ่งท้องฉันหรอกอาหารแค่นี้
“น้ำก็ไม่มี จะดื่มไวน์ก็ไม่ได้” ฉันพึมพำพลางมองหาน้ำดื่ม
“หาน้ำเหรอ นี่ของคุณ” เหมือนคุณเขาจะรู้ใจว่าฉันกำลังต้องการน้ำดื่ม คุณธามม์กลับมาพร้อมกับน้ำลิ้นจี่กระป๋องเย็นเฉียบ เขาตั้งใจไปหยิบน้ำมาให้ฉันเหรอ ไม่จริงมั้ง แถมเลือกน้ำที่ฉันโปรดปรานเป็นพิเศษเสียด้วย
“คุณธามม์เข้าไปเอาน้ำมาให้พราวเหรอคะ”
“ผมไปเข้าห้องน้ำมา เลยหยิบติดมือมาด้วย”
อ๋อ ฉันก็คิดว่าคงต้องเป็นอย่างนั้นถูกแล้ว ถ้าแขกตั้งใจเดินไปเอาน้ำมาบริการพนักงานคงแปลกอยู่แหละ
ไม่เพียงแค่เอามาให้เขายังเปิดฝากระป๋องให้ แล้วยื่นมาให้ฉัน ว้าวซ่ามาก รู้สึกเป็นเกียรติจัง มาบริการแขกแต่ได้รับการบริการจากแขกเสียเอง
“นี่คุณทานหมดแล้วเหรอ” เขานั่งลงปุ๊บก็เอ่ยถามฉันเลยทันที คงจะเห็นแค่ลายบนจานสินะ
“ค่ะ”
“ผมว่าผมก็ไม่ได้ไปนานนะ ท่าทางจะหิวมาก”
“เปล่านะคะ แค่ปลามันชิ้นเล็กค่ะ”
“งั้นคุณก็เอาจานนี้ไปทานด้วย” เขาผลักจานที่มีห่อหมกปลาทะเลมาให้ เหลือไว้แค่สปาเกตตีราดซอสผัดไทยหนึ่งจานที่อยู่ตรงหน้าเขา
“คุณธามม์ไม่ทานเหรอคะ”
“แค่จานเดียวผมก็อิ่มแล้ว คุณกินเถอะ” จานเดียวอิ่ม แล้วคุณเขาจะสั่งมาทำไมสามสี่อย่าง ยังเหลือของหวานอีกถ้วยด้วยนะ คงไม่ให้ฉันกินคนเดียวหมดหรอกนะ
“ที่จริงฉันก็อิ่มแล้วเหมือนกันนะคะ” โกหกไว้ก่อน ถึงแม้กระเพาะอาหารจะยังรับได้อีกเยอะก็เถอะ เดี๋ยวจะหาว่ามูมมามเห็นแก่กิน
“แน่ใจว่าอิ่ม ชิ้นแค่นั้นอิ่มเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นก็กินของหวานแทน” เขาสลับถ้วยทับทิมกรอบที่ใส่เนื้อลิ้นจี่มาวางตรงหน้าฉัน จะคะยั้นคะยอให้กินให้ได้ใช่ไหมเนี่ย
“ถ้วยเล็กนิดเดียวคงกินได้อีกนะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันไม่ปฏิเสธของหวานถ้วยนี้ เพราะมันคือของโปรดอย่าไปบอกใครเชียวนะว่าฉันมานั่งรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกับแขกวีวีไอพี รู้สึกพิเศษกว่าใครแปลก ๆ แฮะ
ถึงแม้คุณเขาจะดูเอาแต่ใจ แต่ทว่ากลับใจดีกว่าที่คิด ไม่รู้ว่าตอนฉันกลับจะมีอะไรติดไม้ติดมือให้พนักงานเงินเดือนน้อยนิดคนนี้รึเปล่า แค่คิดเล่น ๆ เอง อย่าเอะไป ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
อย่าคาดหวังกับทิปสิพราว เธอทำงานด้วยใจรัก ไม่หวังสิ่งตอบแทน...
ฮึ! ไม่หวังก็คงไม่ใช่ฉันค่ะ มาทำงานทุกคนก็ต้องการเงินกันทั้งนั้น ที่ย้ายมาที่นี่ก็เพื่ออยากได้เงินมากขึ้น ไม่มีหรอกค่ะทำงานไม่หวังเงิน พิ้งค์พราวไม่ใช่จิตอาสานะจ๊ะ
“ธนบัตรเท่านั้นที่ทำให้เราได้โบยบิน”
ขอบคุณเนื้อเพลง MONEY ฟังแล้วรวย จากคุณเปิ้ล ไอริณ
พิ้งค์พราวเธอจะรู้ตัวกี่โมงยะ คิดว่าเขาทำแบบนี้กับทุกคนหรือไง เขาทำดีกับเธอเพราะเขาอยาก...กับเธออีกรอบรึเปล่า
หวังแต่ทิปที่เป็นเงิน ระวังจะได้อย่างอื่นตอบแทนเด้อสาว
รอวันวิวาห์ หนึ่งเดือนต่อมากว่าจะผ่านมาแต่ละวันมันช่างเนิ่นนานเหลือเกินนี่คือความรู้สึกของคนที่อยากเป็นเจ้าบ่าวใจแทบขาดอย่างนภัทรเขานับรอวันที่จะได้เห็นพนิตาใส่ชุดเจ้าสาวเดินจูงมือเข้าประตูวิวาห์ไปพร้อมกันกับเขาผ่านมาหนึ่งเดือนนับจากวันที่ไปสู่ขอพนิตากับพ่อแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เขาจำได้ว่าพ่อแม่พนิตาโกรธมากที่รู้ว่าลูกสาวแอบไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนภัทรชิงสุกก่อนห่ามดีที่คุณย่านงนรีไปด้วยจึงช่วยพูดให้พ่อแม่ของพนิตาใจเย็นลงได้ บวกกับที่เขารับปากหนักแน่นว่าจะรักและดูแลลูกสาวของพ่อตาแม่ยายเป็นอย่างดี จนสุดท้ายว่าที่พ่อตาแม่ยายก็ยอมใจอ่อนยกลูกสาวให้กับบ้านอนันต์ถิระคุณส่วนเรื่องสินสอดทองหมั้นพ่อแม่พนิตาไม่ได้เรียกร้องอะไร ขอแค่ว่าที่ลูกเขยไม่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของลูกสาวเป็นพอ แต่ถึงฝั่งเจ้าสาวจะไม่เรียกร้องค่าสินสอดสักบาท ทางญาติผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าบ่าวก็คงไม่ให้ตัวเองเสียชื่อเสียง เสนอเงินสดแปดหลัก พร้อมเครื่องเพชรอีกหลายชุด ทองคำแท่งและทองรูปพรรณหนักหลายบาท ยังไม่พอแถมนาฬิกาสุดหรูราคาหลักล้านให้พ่อกับแม่ไว้ใส่ไปอวดเพื่อนบ้านอีกด้วย ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะยกให้พ่อแม่ฝ่ายหญิงทั้งหมด ไม
ครอบครัวการละครเวลา 07.20 น.บรรยากาศยามเช้าที่สดใส หนุ่มสาวนอนกอดกันกลมบนเตียงหลุยส์ขนาดใหญ่ แต่ชายหญิงกับใช้พื้นที่แค่นิดเดียว ทั้งคู่ยังนอนหลับปุ๋ยไม่ติงไหว เพราะร่างกายสูญเสียพลังงานไปมากจากการเล่นบทรักกันเมื่อคืนก็ไม่ใช่แค่รอบเดียวนะสิ เขาสะกิดเธอถึงสองรอบติดแบบจัดหนักจัดเต็มเล่นเอาเสียวท้องน้อยวูบวาบทั้งคืน ล่าสุดตื่นมาตีสี่ครึ่งจัดอีกเป็นรอบที่สาม ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนนักหนา ร่างบางแทบจะแตกสลายในอ้อมอกเขาเธอเพลียนั่นแหละ แต่มันก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้เช่นกัน“พี่คะ...พี่ธามม์ พี่! ตื่นค่ะ” เสียงหวานของผู้เป็นน้องสาวยืนเรียกพี่ชายอยู่ข้างเตียง ทว่าคนที่นอนหลับสนิทกลับนอนไม่รู้เรื่องอะไร งานเข้าเขาแล้วยังไม่รู้ตัวอีก“ไอ้ลูกชายตัวดี บอกสอนอะไรก็ไม่ฟัง” ไม่ใช่แค่ธนิฐาที่เข้ามาปลุกพี่ชายในห้องนอนของพนิตา แต่ยังมีทั้งพ่อ แม่และย่าของเขาพากันมายืนล้อมเตียงหนุ่มสาวราวกับญาติมาเยี่ยมคนไข้ที่แอดมิทโรงพยาบาล“ธามม์ลูก ตื่นได้แล้วลูก” นัฐฐาเข้าไปเขย่าตัวลูกเลี้ยงให้ตื่น“อะไรกันครับเนี่ย คนจะนอน” นภัทรขยับตัวงัวเงีย แต่เปลือกตายังไม่ยอมเปิดรับแสง ซ้ำยังกอดแฟนสาวแน่นขึ้นไปอี
ว่าจะไม่แล้วนะ18+ “ไงจ๊ะหนูพราวอาหารมื้อนี้อร่อยถูกปากไหมจ๊ะ” นัฐฐาเอ่ยถามว่าที่ลูกสะใภ้หลังจากรับประทานของหวานอิ่มทุกคนทานของหวานกันจนหมด หลังจากที่หยุดฟังสองพ่อลูกตวาดใส่กันจบ“อร่อยทุกอย่างเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ให้เกียรติพราวขนาดนี้” พนิตาขอบคุณพร้อมพนมมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนกิริยามารยาทอ่อนน้อมถ่อมตนบวกกับการแต่งตัวเรียบร้อยน่ารักของพนิตาวันนี้ช่างถูกจริตคุณย่านงนรีเหลือเกิน หญิงสูงวัยลอบมองเธอแทบจะทุกสิบวินาที มองไปนั่งอมยิ้มไป เธอผ่านด่านคุณย่าร้อยเปอร์เซ็นต์“คืนนี้ค้างที่นี่นะหนู ย่าให้คุณสุเตรียมห้องไว้ให้หนูแล้ว” พนิตาชะงักเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าเบา ๆ ตามมารยาท“เธอนอนห้องผมก็ได้ครับคุณย่า” คำพูดของนภัทรทำให้คนเป็นพ่อขมวดคิ้วเข้ม ส่วนคนข้าง ๆ หน้าแดงวาบทันที เธอสะกิดแขนเขาเป็นเชิงเตือน“ไม่ได้! ยังไม่แต่งงาน หนูพราวก็เป็นแค่แขกคนหนึ่ง” พ่อเอ่ยค้านเสียงหนักแน่น “ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งงานกัน นอนแยกห้องไปก่อนนะหลานรัก” คุณย่าเสริม ทำให้นภัทรไม่กล้าแม้จะเถียงสักคำ จำใจต้องยอมทำตามที่ผู้ใหญ่แนะนำเวลา 22.50 น.ดื่นค่ำมืดผู้หลักผู้ใหญ่ต่างหลับฝันกันหมด เหลือเพียงหนุ่มสาวที
เปิดตัวเปิดใจBy : พิ้งค์พราวใครก็ได้ช่วยเอาฉันออกไปจากตรงนี้ที ไม่คิดว่าการแค่มาทานกับครอบครัวของแฟนมันจะทำให้ฉันอึดอัดใจได้ขนาดนี้ รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง จะขยับตัวแต่ละทีก็ยังเก้ ๆ กังๆ จะหายใจยังต้องคุมลมหายใจไม่ให้เสียงดังหรือเป็นฉันที่ไม่เหมาะกับเขาตั้งแต่แรกแล้ว...ฉันมาทำอะไรที่นี่...เพลงนี้ลอยมาเลยจ้า“อาหารพวกนี้เธอทานได้ใช่ไหม” เสียงทุ้มของชายสูงวัยเอ่ยถามพนิตาฉันกลอกตามองอาหารทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะ อาหารที่จัดเสิร์ฟวันนี้ล้วนแต่เป็นอาหารสุดหรูแบบมิชลินเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ไก่ตุ๋นไวน์แดง กุ้งล็อบสเตอร์ตัวใหญ่อบชีส และอีกสามสี่อย่างที่มีแต่เมนูราคาแพงการจัดจานก็แลดูคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างมาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...“ทำไมพ่อถึงถามคำถามแบบนี้กับเธอ” ความคิดของฉันชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินประโยคคำถามของคนข้าง ๆ ฉันหันไปมองเขา พบว่าคุณธามม์คิ้วขมวดเข้าหากัน สายตาดุดันเพ่งเล็งไปที่พ่อของเขา เขาจะจริงจังอะไรขนาดนั้น“คุณธามม์” ฉันเรียกชื่อเขาแผ่วเบาพลางยื่นมือไปแตะที่ขาเขา ประหนึ่งว่าให้เขาใจเย็นกว่านี้ นั่นพ่อคุณนะ “ถามแค่นี้แกก็โกรธพ่อเหรอ!” คุณนฤบดีก็ไม่ยอมแพ้ตวาดเสียงดั
เปิดตัวแฟนสาวก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!“เชิญ” เสียงทุ้มเจือความขุ่นเคืองเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงานชายหนุ่มปรายหางตามองเลขาคนใหม่ ก่อนจะก้มหน้าลงสนใจเอกสารที่อยู่บนโต๊ะทำงานต่อ“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจพลางยิ้มมุมปากขณะที่เดินถือแฟ้มมาให้เขาเซ็น เธอรู้ว่าแฟนหนุ่มกำลังงอนเธออยู่ เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง “วันนี้คุณธามม์จะรับชาหรือกาแฟดีคะ” พนิตาเอ่ยถามก่อนจะยื่นแฟ้มเอกสารวางไว้บนโต๊ะเจ้านาย“...” เขาทำเป็นไม่สนใจที่เธอถาม ยังคงนั่งอ่านเอกสารตรงหน้าต่อ“คุณจะเป็นแบบนี้ไปตลอดเลยใช่ไหมคะ” พนิตาเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง แถมยังทำสีหน้าเคร่งเครียดใส่เจ้านายที่ไม่เงยหน้ามาสนใจเธอได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของพนิตา เปลือกตาชายหนุ่มค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้นมองหญิงสาวอย่างเต็มตา พอเขาเห็นหน้าของแฟนสาวที่กำลังเริ่มส่อแววไม่พอใจ เขารีบดีดตัวลุกขึ้นเดินเลี้ยวออกไปหาเธออย่างเร็วไว“ไม่ครับ ไม่เป็นแล้ว” เขาโผเข้ากอดเธอโดยไม่สนใจว่าที่นี่คือที่ทำงาน “ทำอะไรคะคุณธามม์” หญิงสาวพยายามบิดตัวออกจากอ้อมแขนกว้าง กลัวคนจะเปิดประตูเข้ามาเห็น“ไม่ปล่อย คุณอยากดื้อก่อนทำไม” ยิ่งห้ามยิ่งกอดแน่นเสียยิ่งกว่างูรัด“พราวคิ
ใครกันคือว่าที่ลูกสะใภ้By : ธามม์“จัดโต๊ะให้เลขากูด้วย จัดไว้ตรงนี้ก็ได้” ผมนั่งชี้นิ้วสั่งเพื่อนรักที่นั่งอยู่หน้าผมในห้องทำงานส่วนตัว“จะให้เลขามานั่งในห้องประธานเลยเหรอครับผม ไม่ใช่หน้าห้องเหรอ” คนขี้สงสัยชอบถามคำถามไม่เข้าหู“ห้องนี้ออกจะกว้างมีมาอีกสักโต๊ะจะเป็นอะไร ผมอยากสอนงานเธอให้เก่ง คุณต้องช่วยผมสอนเธอด้วยนะครับคุณฌอน” ผมไม่ได้แค่อยากเห็นหน้าเธอตลอดเวลาอย่างที่คนอื่นคิดหรอกนะ ผมอยากให้เธอเก่งทุกด้าน ไม่ต้องเก่งมากเอาแค่พอที่จะผ่านด่านของคนในครอบครัวของผมไปได้ “ครับผมเจ้านาย เดี๋ยวผมสั่งคนขึ้นมาจัดการให้ตอนนี้เลยครับ”“ดี เร็ว ๆ ล่ะ”“ว่าแต่จะให้เอาเตียงขึ้นมาด้วยไหมครับเจ้านาย เผื่อจำเป็นต้องใช้” เพื่อนผมคนนี้ช่างเป็นคนชอบกวนประสาท“เป็นความคิดที่ดีนะ แต่ผมว่าบนเตียงค่อนข้างบ่อยแล้ว เปลี่ยนมาเป็นบนโต๊ะบ้างก็ได้ครับ” ผมยกยิ้มมุมปากหนึ่งข้างด้วยความกวนประสาทเพื่อนเช่นกัน“เชี่ย ไอดอลผมเลยนะคุณเนี่ย” “แต่คุณคือไอดอลของผมนะคุณฌอน แค่นี้ยังไม่ถึงครึ่งคุณมึงเลยนะครับ” ผมกับฌอนพูดคุยเรื่องแบบนี้กันอย่างอารมณ์ดี ตามประสาเพื่อนสนิทที่รู้ใจกัน“แน่นอน กูต้องเป็นที่หนึ่งของกลุ่มอย







