LOGINเวลาผ่านไปถึงครึ่งเดือนกว่าแม่หลี่จะยอมให้จางซูเม่ยออกจากห้องนอน เพราะนางกลัวว่าอาการจะทรุดลงอีก จึงขอให้อดทนกินยาจนหมดเทียบก่อน พอเห็นว่าลูกสาวหายดีแล้วถึงได้ยอมปล่อยลูกสาวออกมา
วันนี้จางซูเม่ยตื่นแต่เช้าเพื่อออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณด้านหลังบ้าน นางเบื่อบรรยากาศในห้องจะแย่ ตอนนี้อากาศกำลังเย็นสบายไม่ร้อนแถมยังได้กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยมาตามลม ทำให้รู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมากหากทำบ้านพักตากอากาศที่นี่คงจะดีไม่น้อย
สุดเขตที่ดินจำนวนสี่หมู่นี้เป็นลำธาร หากข้ามไปก็จะเป็นภูเขาที่ชาวบ้านไปหาของป่ากัน แต่พวกเขาจะขึ้นอีกฝั่งหนึ่งที่ใกล้มากกว่าทำให้ป่าฝั่งนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก หากโชคดีอาจมีสิทธิ์เจอพืชวิญญาณเหมือนแม่หลี่ที่บังเอิญเก็บได้สองต้น จนเป็นเหตุให้จางซูเซียวส่งเสียงดังไปทั่วแต่เช้าด้วยความดีใจ
“พี่ใหญ่มาดูเร็ว วันนี้ท่านแม่เก็บสมุนไพรวิญญาณระดับต่ำได้ด้วย ราคาต้องแพงกว่าสมุนไพรปกติมากแน่เลย ใช่ไหมขอรับท่านแม่” เขาหยิบสมุนไพรในตะกร้าขึ้นมาดูด้วยความเบามือ ก่อนจะหันไปถามมารดาถึงมูลค่าของสมุนไพรพวกนี้
“แม่คิดว่ามันต้องแพงกว่าสมุนไพรธรรมดาแน่นอน วันนี้คงได้เงินมากกว่าเดิม เดี๋ยวแม่จะซื้อเนื้อหมูมาทำโจ๊กอร่อย ๆ ให้กินนะเซียวเอ๋อร์”
แม่หวังตอบลูกชายด้วยรอยยิ้ม นางเองก็ดีใจไม่ต่างกับลูก เพราะไม่เคยเก็บสมุนไพรวิญญาณได้เลยและไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย รู้เพียงว่ามันจะส่งประกายสีต่าง ๆ ออกมาตามระดับและยังมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
โดยปกติแล้วหลี่ซูฮวาจะเก็บสมุนไพรธรรมดาตามประกาศรับซื้อของร้านขายยาในเมืองต้าซาน พวกเขาจะนำสมุนไพรไปทำยาขายให้กับชาวบ้านธรรมดา แต่หากเป็นสมุนไพรวิญญาณจะขายได้ราคามากกว่าปกติ เนื่องจากสามารถนำไปหลอมยาสำหรับผู้ฝึกตนได้ซึ่งมีราคาสูงมาก
สมุนไพรวิญญาณแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ต่ำ กลาง สูง มีประกายสีเขียว สีฟ้า สีแดง ตามลำดับ โดยแต่ละระดับจะมีการวัดความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณจากหนึ่งถึงสิบส่วน และราคาที่รับซื้อก็จะต้องดูจากตรงนี้ด้วย แต่สำหรับชาวบ้านขอแค่เก็บสมุนไพรวิญญาณได้ไม่ว่าระดับไหนพวกเขาล้วนดีใจทั้งสิ้น เพราะยังไงก็ได้ราคาแพงกว่าสมุนไพรธรรมดาแน่นอน
โลกนี้มีพลังวิญญาณแฝงอยู่ในทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตต่างกันแค่ว่าจะมีมากหรือน้อยเท่านั้น หากมีมากถึงเกณฑ์ก็สามารถเข้าเส้นทางผู้ฝึกตนได้แต่ถ้ามีน้อยก็เป็นเพียงบุคคลธรรมดา หรือถ้าเกิดมาไม่มีพลังวิญญาณในร่างกายเลยจะทำให้คนนั้นร่างกายอ่อนแอมาก
ผู้ฝึกตนนั้นใคร ๆ ก็เป็นได้ขอเพียงมีกำลังทรัพย์ในการจัดหาทรัพยากร มากมายที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือยาที่ต้องมีพลังวิญญาณ เนื่องจากราคาที่สูงมากทำให้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะเป็นพวกลูกหลานชนชั้นสูง ขุนนางหรือราชวงศ์เท่านั้น ส่วนลูกชาวบ้านทั่วไปหากไม่ใช่คนมีพรสวรรค์มากก็ไม่มีครอบครัวไหนทุ่มเทเงินทองกับอาหารที่มีพลังวิญญาณ เพราะอาหารพลังวิญญาณหนึ่งมื้อสามารถซื้ออาหารธรรมดาเลี้ยงทั้งครอบครัวได้เลย
จางซูเม่ยยืนดูสมุนไพรที่แม่หลี่เก็บได้ด้วยความสนใจ ละอองสีเขียวที่ส่องประกายออกมานั้นสวยถูกใจนางมาก
อยากลองปลูกจัง
“สวยมากเลยเจ้าค่ะท่านแม่ มีเมล็ดแก่ด้วยข้าขอได้หรือไม่เจ้าคะ” นางคิดแล้วก็เอ่ยปากขอกับแม่หลี่ทันที คิดเพียงว่าหากปลูกได้ก็ดีท่านแม่จะได้ไม่ต้องเข้าป่าทุกวัน
“เม่ยเอ๋อร์อยากได้หรอ ได้สิแม่จะเก็บใส่ถุงไว้ให้ แล้วจะเอาไปทำอะไรหรือลูก” แม่หลี่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับสิ่งที่ลูกสาวเอ่ยขอเพียงสงสัยเล็กน้อยเท่านั้น หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงนางล้วนเต็มใจทำให้ลูก ๆ
“ข้าอยากลองเอาเมล็ดของมันไปปลูกดูเจ้าค่ะ” จางซูเม่ยตอบแม่ด้วยรอยยิ้มสดใส
“แม่จะไม่ห้ามเจ้าหรอกนะ แต่รู้ใช่ไหมลูกว่าที่ดินแถบนี้ล้วนเพาะปลูกอะไรไม่ขึ้น แถมการปลูกสมุนไพรวิญญาณน่าจะยากกว่าปลูกพืชผักธรรมดาอีกด้วย” หลี่ซูฮวาเอ่ยบอกลูกสาว นางกลัวลูกเสียใจหากมันไม่เป็นตามที่หวัง
“ข้ารู้เจ้าค่ะ แค่อยากลองดูก่อน หากสำเร็จท่านแม่จะได้ไม่ต้องเข้าป่าทุกวันไงเจ้าคะ ข้าเป็นห่วง”
เมื่อผู้เป็นแม่เห็นสายตาที่มองมาคล้ายจะออดอ้อนบวกกับได้ฟังน้ำเสียงหวาน ๆ ของลูกสาว นางก็พยักหน้ารับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งอะไรอีก
“ให้ช่วยปลูกนะขอรับพี่ใหญ่ ข้าอยากเป็นผู้ปลูกพืชวิญญาณมานานแล้ว ข้าอยากกลายเป็นคนร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน ฮ่าฮ่า” เด็กชายเสนอตัวช่วยพี่สาวทันที จากนั้นทำท่าทางมองท้องฟ้าราวกับคนเพ้อฝัน
“เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าอยากปลูกก็ปลูก แต่เซียวเอ๋อร์ช่วยวางสมุนไพรลงก่อนได้หรือไม่ แม่กลัวมันจะช้ำก่อนได้เอาไปขาย เจ้าลูกคนนี้” แม่หลี่เตือนลูกชายด้วยท่าทีไม่จริงจังนักพลางส่ายหัวให้เขา ตัวเองแรงเยอะยังไม่รู้ตัว
สายตาก็ไปมองที่สมุนไพรสองต้นนั้นด้วยความดีใจ พวกมันเป็นเหมือนมาช่วยต่อชีวิตทั้งครอบครัวนาง ต่อไปลูกและสามีคงได้กินอิ่มอีกนานนับเดือน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานางเก็บสมุนไพรขายได้มากสุดไม่เกินวันละ 20 อีแปะ ซึ่งแทบไม่พอซื้ออย่างอื่นเลยนอกจากข้าวเท่านั้น
หลังจากชื่นชมสมุนไพรวิญญาณเสร็จแม่หลี่ก็เก็บเมล็ดให้ลูกสาว และรีบออกจากบ้านพร้อมกับลูกชายที่ขอตามไปด้วย เพื่อไปขึ้นเกวียนวัวที่บ้านผู้เฒ่าซวนซึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้าน ลูกชายของเขาทำอาชีพขับเกวียนรับส่งคนเข้าเมืองและรับซื้อของป่าด้วย หากไม่อยากเสียค่าเดินทางเข้าเมืองชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มักจะมาขายให้เขาแทน
บ้านจางตอนนี้เหลือแค่พ่อและลูกสาวสองคน จางซูเม่ยเอาข้าวต้มเข้ามาให้พ่อที่นั่งแกะสลักอยู่ในห้องส่วนตัว ภายหลังจากที่ขาของเขาใช้งานไม่ได้สิ่งที่จางลู่ซือทำคือการแกะสลักสัตว์ต่าง ๆ จากไม้ เมื่อก่อนเขาทำเป็นงานอดิเรกแต่พอพิการก็พยายามทำให้มันเป็นอาชีพ เพื่อช่วยเหลือครอบครัว แม้มันจะขายไม่ออกเลยก็ตาม
เขาเคยขอให้ภรรยาเอาไปขายในเมืองแต่ก็ไม่มีคนสนใจ พอนานวันเข้าก็เริ่มถอดใจเพราะสงสารที่นางต้องแบกไม้หนัก ๆ ทุกวัน แต่ละวันจางลู่ซือจะมานั่งทำงานไม้ของเขาเพื่อลดอาการฟุ้งซ่าน และความเครียดที่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกเมียได้
“ข้าวต้มร้อน ๆ มาแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ” จางซูเม่ยส่งเสียงบอกผู้เป็นพ่อทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง นางวางถ้วยข้าวต้มไว้บนโต๊ะมุมห้อง
“โอ้ ลำบากลูกแล้วเม่ยเอ๋อร์ กลิ่นหอมจริง ๆ”
พ่อจางที่เห็นลูกสาวเข้ามาก็วางของในมือทันที เขาเช็ดมือกับผ้าก่อนจะหมุนล้อรถเข็นไม้ที่นั่งอยู่ไปหาลูก นี่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เขาภูมิใจมากอย่างหนึ่ง เขาใช้เวลานับปีในการทดลองและสร้างมันขึ้นมา เพราะไม่อยากให้ลูกเมียลำบากแบกตัวเอง ทุกวันนี้จางลู่ซือสามารถช่วยเหลือเองได้ เพียงแต่ไม่สามารถเดินได้เท่านั้นเอง
“กลิ่นหอมมากและอร่อยด้วย เพราะข้าทำสุดฝีมือเลยเจ้าค่ะ กินให้หมดเลยนะเจ้าคะ ฮิฮิ”
“แน่นอน พ่อจะกินให้หมดยันน้ำเลยลูก” พ่อจางตักข้าวต้มเข้าปากไปหนึ่งคำก่อนจะหันไปตอบลูกสาว
“เพราะมันอร่อยใช่ไหมเจ้าคะ”
“ป่าวลูก พ่อเสียดาย ฮ่าฮ่า” พ่อจางเอ่ยหยอกล้อลูกสาวอย่างอารมณ์ดี เพราะนางฟื้นกลับมาและหายดีราวกับปาฏิหาริย์ จึงทำให้เขามีกำลังใจและหวังว่าสักวันจะสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง เพื่อจะได้ทำงานหาเงินให้นางอยู่อย่างสุขสบาย
“ท่านพ่ออ่ะ ข้าไปดีกว่า เดี๋ยวข้ามาเก็บถ้วยนะเจ้าคะ” จางซูเม่ยขอตัวออกมาปล่อยให้พ่อกินข้าวต่อไป
นางเดินถือถุงผ้าเล็ก ๆ ไปหลังบ้าน ด้านในมีเมล็ดสมุนไพรอยู่ห้าเมล็ดเท่านั้น จางซูเม่ยเลือกปลูกพวกมันลงดินบริเวณใต้ต้นพุทราที่อยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านเท่าไหร่ เพราะตรงนี้มีแสงแดดรำไรเหมาะแก่การลงเมล็ด หากแดดแรงนางกลัวจะไม่งอก มือเรียวใช้กิ่งไม้ในการขุดดินทั้งหมดห้าหลุมและหยอดเมล็ดจนครบ จากนั้นเอาดินกลบและตักมารดพอประมาณ ในใจคาดหวังว่าขอแค่เจ้าพวกนี้รอดสักต้นก็พอใจแล้ว
เมื่อปลูกเสร็จแล้วจางซูเม่ยที่นั่งมองผลงานตนเองอยู่ก็ลุกขึ้นปัดดินในมือเล็กน้อย ก่อนนางหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน โดยไม่ทันสังเกตว่าไข่มุกสีเขียวที่อยู่บนข้อมือมีอาการแปลกประหลาดเกิดขึ้น มันเปล่งแสงสีเขียวออกมาจาง ๆ ก่อนจะทำการดูดเอาพลังวิญญาณที่อยู่รอบตัวกลับไปอย่างตะกละตะกลามราวกับหลุมดำที่ไม่มีวันเต็ม
แต่ถึงแม้จะดูดพลังรอบข้างเข้าไปมากแค่ไหนจางซูเม่ยก็ไม่มีทางรู้ได้ เพราะนอกจากแสงสีเขียวที่เปล่งประกายเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็นิ่งสนิทมองไม่เห็นสิ่งใดอีก หญิงสาวที่ไม่รู้ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเข้ามาในบ้านก็เก็บถ้วยจากห้องพ่อมาล้างแล้ว ก็ตั้งใจทำความสะอาดบ้านยกใหญ่รอแม่กับน้องกลับมาอย่างสบายใจ
...
“อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านตาซุน” จางซูเซียวร้องทักทายเจ้าของร้านยาอย่างคุ้นเคย เพราะเขาตามท่านแม่มาขายสมุนไพรบ่อยนั่นเอง
“อ้าว อรุณสวัสดิ์เจ้าหนูซูเซียว ไม่เจอกันนาน วันนี้มากับแม่ด้วยรึ” ซุนจางเหว่ย เจ้าของร้านขายยาขนาดเล็กในเมืองต้าซานที่รับซื้อสมุนไพรจากชาวบ้านด้วยราคายุติธรรม เขาคุ้นเคยกับบ้านจางเป็นอย่างดี เพราะนางหลี่มาขายสมุนไพรที่ร้านทุกวัน
“ใช่ขอรับ วันนี้ข้ามีสมุนไพรวิญญาณมาขายด้วยขอรับ แต่ท่านแม่เป็นคนเก็บได้ ฮ่าฮ่า”
“จริงรึ ดีใจด้วย ๆ รีบเอามาให้ข้าคิดราคาเร็วเข้านางหลี่” ผู้เฒ่าซุนแสดงความดีใจกับซูเซียว ก่อนจะหันไปพูดกับนางหลี่ในตอนท้าย
“นางหลี่โชคดีจริง ๆ ดูข้าสิทั้งตะกร้านี่มีแต่สมุนไพรธรรมดาทั้งนั้น” ชาวบ้านที่ต่อแถวรอขายสมุนไพรอยู่พูดขึ้นด้วยความอิจฉา
“เชอะ แค่สมุนไพรวิญญาณสีเขียวไม่เห็นจะน่าอิจฉาตรงไหนยังไม่รู้เลยว่ามีความบริสุทธิ์กี่ส่วน ดีใจอะไรขนาดนั้นไม่ใช่สมุนไพรระดับสูงเสียหน่อย อย่างว่าแหละนะบ้านนางยากจนขนาดนั้นขายสมุนไพรสองต้นก็คงต่อลมหายใจไปได้อีกนิด”
เสียงแหลมเอ่ยแทรกขึ้นอย่างไม่มีมารยาทนั้น นางคือฉีหยู่เหยียน ภรรยาของนายพรานคนหนึ่งในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลี่ซูฮวามาตั้งแต่สมัยเป็นสาว เพราะอิจฉาที่คนเขาสวยกว่าและมีคนสนใจมากกว่า เห็นหน้าทีไรก็จะมีคำพูดเหน็บแนมกระแนะกระแหนกันทุกครั้งไป
“เจ้าอย่าไปฟังนางฉีเลย นางก็พูดเพราะอิจฉาเจ้านั่นแหละ” ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นพูดปลอบนางหลี่ ซึ่งโดนนางฉีปากร้ายประจำหมู่บ้านเหน็บแนมอีกแล้ว
“ใครอิจฉานางกันก็แค่หญิงจน ๆ คนหนึ่ง คนอย่างข้าไม่ต้องลำบากเข้าป่าหาสมุนไพรหรอกนะ เพราะข้ามีสามีหาเงินให้ใช้ไม่ได้พิการเหมือนสามีใครบางคน ฮ่าฮ่า” นางฉีคุยโวโอ้อวดสามีว่าล่าสัตว์เก่งที่สุดในหมู่บ้าน แถมยังหาเงินให้นางใช้จ่ายไม่ขาดมือ
ชาวบ้านต่างไม่มีใครอยากพูดคุยกับนางฉี เพราะขี้เกียจฟังนางอวดสามีอีกรอบ บ้างก็อิจฉานางฉีจนพูดอะไรไม่ออก
หลี่ซูฮวาไม่อยากเสียเวลามาต่อปากต่อคำกับนางฉี นางชินชากับคำเหน็บแนมพวกนี้มานานแล้ว เมื่อขายสมุนไพรเสร็จก็รีบรับเงินและออกจากร้านไปทันที วันนี้นางขายได้มากถึง 2 ตำลึงเงิน ทำให้สามารถซื้อเสบียงกลับบ้านได้หลายอย่าง แถมยังมีเงินเหลือพอสำหรับซื้อผ้าไปตัดชุดและทำผ้าห่มให้สามีและลูก ๆ อีกด้วย ต้องขอบคุณสมุนไพรสองต้นนั้นที่ทำให้ครอบครัวของนางผ่านพ้นความลำบากช่วงนี้ไปได้
ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก
เช้าวันนี้อู๋ห่าวเทียนถูกเชิญมายังจวนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มเงาทมิฬอย่างละเอียด ซึ่งรายงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อส่งให้ทางการโดยตรงแม้จะเป็นเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่บรรยากาศในจวนกลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าการไต่สวนเสียอีก ผู้คนภายในห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงียบกว่าปกติ“ขอบคุณคุณชายอู๋ที่สละเวลามาในวันนี้ขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในหุบเขามรณะให้กระจ่าง เพื่อจะได้จัดทำรายงานส่งตรงไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”อู๋ห่าวเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเรื่องอย่างใจเย็น ทุกถ้อยคำของเขาชัดเจน ตรงประเด็น ไม่มีการกล่าวเกินหรือปกปิด แต่ในใจของเขากลับรู้ดี…บางความจริง หากเปิดเผยออกไปอาจนำภัยมาสู่ผู้คนรอบตัวภายในห้องประชุมใหญ่ของจวน บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดไม่น้อย อู๋ห่าวเทียนนั่งอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเขาแน่วแน่และไม่หวาดกลัว แม้รอบตัวเขาจะรายล้อมไปด้วย ขุนนางท้องถิ่น หัวหน้าทหาร และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเรียงรายในชุดเต็มยศ สายตาทุกคู่จับจ้องเขาอย่างไม่ละไปแม้แต่วินาทีเดียวเจ้าเมืองเซิ่งหลินนั่ง
หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ
กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว
การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา
เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต







