เข้าสู่ระบบ“กลับมาแล้วขอรับ!” จางซูเซียวร้องเสียงดังมาตั้งแต่เจ้าตัวยังเดินไม่ถึงประตูบ้าน ในมือทั้งสองข้างถือถังหูลู่ที่แม่หลี่ซื้อให้ลูกชายลูกสาวแบ่งกัน
จางซูเม่ยกำลังนั่งเช็ดงานแกะสลักของพ่อจางที่เก็บไว้นานจนฝุ่นเริ่มเกาะแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นบรรดาสัตว์ต่าง ๆ นางรู้สึกว่ามันน่ารักมากและขนาดก็ไม่ใหญ่ ตัวเล็กจิ๋ววางบนฝ่ามือได้เด็ก ๆ น่าจะชอบ ถ้ามีสีก็คงดีนางจะเอามาระบายแล้วเอาไปขายให้หมดเลยเยอะขนาดนี้
พอได้ยินเสียงน้องชายดังมาแต่ไกลนางก็รีบวางงานในมือลงและออกไปช่วยท่านแม่ถือของทันที
“โอ้โห ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลย ข้าช่วยเจ้าค่ะท่านแม่” จางซูเม่ยรับของจากมือแม่หลี่มาถือเอง ก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปในบ้าน
“ขอบใจมากลูก” แม่หลี่เอ่ยกับลูกสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม วันนี้นางมีความสุขมากที่สามารถหาเงินเข้าบ้าน แถมหาได้มากกว่าการขายสมุนไพรทั้งเดือนเสียอีก
พ่อจางได้ยินเสียงลูกชายเช่นกัน เขาจึงพาตัวเองออกจากห้องมาดูว่าภรรยาและลูกชายซื้ออะไรกลับมาบ้าง และก็อยากรู้ด้วยว่าสมุนไพรวิญญาณขายได้เท่าไหร่หรือจะได้ตามที่ภรรยาของเขาคาดหวังหรือไม่
ครอบครัวจางนั่งอยู่ในห้องโถงที่โต๊ะกินข้าว สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่ลูกสาวลงทุนขนออกมาทำความสะอาด ถูกพ่อจางเก็บลงกล่องไม้จนหมด และถูกใช้วางข้าวของเครื่องใช้ที่แม่หลี่ซื้อมาแทน
“วันนี้สมุนไพรขายได้ 2 ตำลึงเงิน แบ่งไปซื้อไข่ 15 ฟอง ข้าวสาร 5 ชั่ง เนื้อหมูติดมัน 1 ชั่ง ถังหูลู่ 2 ไม้ อีกทั้งยังซื้อผ้ามาตัดชุดและทำผ้าห่มให้ทุกคนด้วย ดังนั้นเงินที่เหลืออยู่ตอนนี้คือ 1 ตำลึง กับอีก 40 อีแปะ”
แม่หลี่พูดอธิบายว่าตนเองใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง พร้อมทั้งเทเงินที่เหลือออกจากถุงผ้าให้สามีกับลูกดูว่าตรงกับคำพูดของนางหรือเปล่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ
หลี่ซูฮวาชอบอธิบายว่าใช้เงินไปเท่าไหร่และเหลืออยู่เท่าไหร่ เพื่อให้สามีได้รับรู้ความเป็นไปในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร รวมถึงให้ลูกได้รู้สถานะทางการเงินของบ้านจางไปในตัว ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ลูก ๆ ของนางชื่นชอบเงินมากเป็นพิเศษ และมีเป้าหมายในอนาคตคือความร่ำรวย
“ไม่คิดว่าจะขายได้มากขนาดนี้นะเนี่ย” พ่อจางพูดขึ้นมาหลังจากภรรยาอธิบายจบ
“งั้นให้ข้าไปช่วยหาสมุนไพรด้วยสิขอรับท่านแม่ คราวหน้าเราอาจจะหาเจอมากกว่านี้ก็ได้” เด็กชายเสนอตัวไปช่วยท่านแม่ เพราะคิดว่าหากไปหลายคนคงจะเจอหลายต้นแล้วก็จะขายได้เงินเยอะกว่าเดิมแน่นอน
“เฮ้อ เจ้าเด็กคนนี้ คิดว่าสมุนไพรวิญญาณจะหาเจอง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ ครั้งนี้แม่แค่บังเอิญโชคดีเท่านั้นแหละ แล้วอย่าริอาจเข้าป่าเองคนเดียวล่ะ มิเช่นนั้นแม่จะกักบริเวณเสียให้เข็ด”
แม่หลี่เอ่ยดักลูกชายคนเล็กก่อนที่เขาจะคิดไปไกลเรื่องการเข้าป่าหาสมุนไพรวิญญาณ เพราะขึ้นชื่อว่าป่าล้วนอันตรายเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้แม้จะเป็นเพียงชั้นนอกก็ตาม
“โถ่ ท่านแม่ กักบริเวณอะไรกัน ข้าไม่กล้าเข้าป่าคนเดียวหรอกขอรับ” จางซูเซียวทำน้ำเสียงออดอ้อนผู้เป็นแม่เพราะกลัวคำขู่ของนาง
“ฮ่าฮ่า ทำเป็นออดอ้อนแม่เจ้า เชื่อฟังนางด้วยเข้าใจไหมเซียวเอ๋อร์”
พ่อจางหัวเราะลูกชายที่ทำท่ากลัวแม่มาก ตลอดเวลาไม่ว่านางสั่งหรือเตือนอะไรก็ไม่เชื่อทุกอย่าง เพราะเขามีนิสัยชอบตามใจแม่และพี่สาวมาตั้งแต่จำความได้แล้ว
“เซียวเอ๋อร์กลัวท่านแม่จะตายไป ต้องเชื่อฟังอยู่แล้วเจ้าค่ะ ฮ่าฮ่า”
จางซูเม่ยก็อดไม่ได้ที่จะร่วมวงหยอกล้อน้องชาย เวลาเขาทำหน้ายับยู่ยี่นั้นน่าเอ็นดูที่สุดสำหรับนาง แม้ตอนนี้เขาจะผอมแห้งไปบ้าง แต่หากขุนให้กินมากกว่านี้รับรองว่าเขาต้องเหมือนคุณชายน้อยแน่นอน จางซูเม่ยจดไว้ในใจเรียบร้อยว่าจะต้องทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นให้ได้
“ข้าเชื่อฟังอยู่แล้ว เพราะพวกท่านชอบทำหน้าแบบนี้ ฮึ้ม ๆ” จางซูเซียวไม่พูดเปล่าเขาเลียนแบบท่าทางผู้เป็นแม่ยืนค้ำเอวเวลาโมโหอีกด้วย
ฮ่าฮ่าฮ่า เสียงพ่อแม่และพี่สาวหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะท่าทางตลก ๆ ของจางซูเซียว
เวลาผ่านไปไม่นานบทสนทนาทั้งหมดก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะตามประสาครอบครัวสุขสันต์ หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของตนเอง พ่อจางกลับเข้าห้องไปแกะสลักไม้ จางซูเซียวก็ออกไปนั่งเล่นชมนกชมไม้ที่ชิงช้าหน้าบ้าน
แม่หลี่และจางซูเม่ยช่วยกันเก็บของที่ซื้อมาให้เรียบร้อย เมื่อถึงยามอู่ผู้เป็นแม่ก็เตรียมตัวจะเริ่มตัดชุดให้ทุกคน ส่วนลูกสาวเห็นว่าไม่มีอะไรให้ทำ และนางก็ไม่มีฝีมือในการปักเย็บด้วย เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นว่าอากาศกำลังเย็นสบาย จึงได้ขออนุญาตแม่หลี่ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน
โดยให้เหตุผลว่าตั้งแต่เด็กจนโตนางไม่เคยเดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ บ้านจางเลยสักครั้ง เพราะนางร่างกายอ่อนแอ แต่ตอนนี้หายดีแล้วจึงอยากทำมันเป็นอย่างแรก แต่เนื่องจากพื้นที่ทั้งหมดรวมตัวบ้านมีขนาดถึงสี่หมู่ แม่หลี่จึงให้ชวนน้องชายไปด้วยเพื่อความสบายใจของนาง
“อ่ะ ใส่หมวกด้วยลูก แล้วก็ชวนน้องชายเจ้าไปด้วยล่ะ” หลี่ซูฮวาหยิบหมวกฟางใส่ให้จางซูเม่ย พลางพูดย้ำอีกครั้งเรื่องให้ชวนจางซูเซียวไปเป็นเพื่อน เพราะนางยังเป็นห่วงลูกสาวแม้จะหายดีแล้วก็ตาม
...
จางซูเม่ยและน้องชายเดินสำรวจไปทั่วพื้นที่ก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ นางตั้งใจถือตะกร้าออกจากบ้านมาด้วย คิดว่าอย่างน้อยได้ผักป่ากลับไปทำอาหารก็ยังดี แต่เดินมาสักพักแล้วไม่มีอะไรที่กินได้เลย
นางคิดว่าจะไปลำธารเป็นจุดสุดท้ายแล้วค่อยกลับ และสายตาหันเห็นต้นพุทราที่นางเอาเมล็ดสมุนไพรมาปลูกไว้เมื่อเช้า ระหว่างที่เดินจึงได้ชี้ให้น้องชายดูด้วย
“เห็นต้นพุทรานั่นไหมเซียวเอ๋อร์ เมื่อเช้าพี่เมล็ดสมุนไพรวิญญาณมาปลูกไว้ตรงนั้นแหละ เจ้าต้องช่วยพี่รดน้ำด้วยนะ”
“แน่นอนขอรับ ข้าจะรดน้ำทุกเช้าเลย เราไปดูกันไหมขอรับพี่ใหญ่”
“เดี๋ยวตอนกลับค่อยแวะดูก็ได้มันอยู่แค่หลังบ้านเอง ตอนนี้พี่อยากไปดูลำธารมากกว่าเผื่อจะมีอะไรให้เก็บบ้าง เจ้าดูสิข้าอุตส่าห์เอาตะกร้ามา แม้แต่ผักสักต้นยังไม่ได้เลย ฮ่า ๆ”
จางซูเม่ยหัวเราะพลางทำท่าคว่ำตะกร้าไว้บนหัวตนเองให้น้องชายดูอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่ตลกจังเลย แตว่านะข้าว่าเราไปลำธารก็ไม่ได้อะไรเหมือนเดิมแหละขอรับ”
“ทำไมล่ะเซียวเอ๋อร์ พี่ว่าอย่างน้อยในน้ำก็คงมีปลาให้จับนะ” จางซูเม่ยเอ่ยขัดน้องชาย นางไม่เชื่อหรอกว่าจะได้อะไรจริง ๆ
“แต่ก็ไม่เคยมีใครจับปลาได้เลยนะขอรับพี่ใหญ่ ท่านแม่บอกว่าปลาในลำธารนี้เป็นปลาที่มีพลังวิญญาณ พวกมันจึงว่องไวมาก หากข้าจับได้สักตัวก็คงดีเพราะราคามันแพงมากเลยล่ะ”
จางซูเซียวอธิบายให้พี่สาวฟังอย่างใจเย็น เพราะเข้าใจว่านางไม่ค่อยได้ออกจากบ้านจึงทำให้ไม่รู้เรื่องราวภายนอกสักเท่าไหร่
“ก็ไม่แน่หรอกนะ พี่อาจจะมีวิธีจับปลาก็ได้ พวกเรารีบเดินกันเถอะ” จางซูเม่ยเดินจ้ำเอา ๆ ในหัวกำลังคิดถึงวิธีจับปลาที่นางเคยดูมาจากอินเตอร์เน็ตก่อนที่จะทะลุมิติมาที่นี่
“จับยังไงขอรับ เดี๋ยวสิพี่ใหญ่รอข้าด้วย นี่ท่านเดินหรือวิ่งกัน!” จางซูเซียววิ่งตามพี่สาวไปทันที ไหนบอกให้รีบเดินแต่สิ่งที่เขาเห็นมันคือการวิ่งเห็น ๆ หายป่วยครานี้นางแข็งแรงกว่าเดิมเสียอีก
จางซูเม่ยวิ่งมาหยุดข้างลำธารภายในเวลาไม่นาน นางกวาดตามองสำรวจไปทั่วซ้ายขวาเพื่อดูว่าที่นี่มีอะไรบ้าง สิ่งแรกที่ปรากฎในสายตา คือ ลำธารที่น้ำใสจนสามารถมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมา และบางจุดก็มีความตื้นมากจนเดินข้ามไปได้
ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นป่ารกทึบเพราะไม่มีคนเข้าป่าทางนี้เลย ตัวนางเองก็ไม่กล้าเข้าไปเหมือนกัน แต่บริเวณลำธารกลับเต็มไปด้วยพุ่มดอกไม้ป่าและกุหลาบหลากสีหลากสายพันธุ์กำลังเบ่งบาน ราวกับกำลังอวดความงดงามของพวกมันให้นางหลงไหล
จางซูเม่ยคิดอยู่ในใจว่าหากมีโอกาสเจ้าดอกไม้พวกนั้นไม่รอดแน่ นางจะขุดกลับไปปลูกที่บ้านให้หมดเลย
เมื่อหันไปฝั่งซ้ายมือมองเผิน ๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแค่หญ้าที่ขึ้นตลอดแนวของลำธาร สำหรับชาวบ้านอาจเป็นแค่หญ้าที่ไร้ประโยชน์ แต่ไม่ใช่กับจางซูเม่ยเพราะเคยดูวิดีโอหาของกินในป่ามาก่อน หญ้าพวกนี้แท้จริงแล้วมัน คือ กระเทียมป่า สามารถกินได้ทั้งหัวและใบ
ส่วนฝั่งขวานั้นก็ไม่ต่างกันนัก มีเพียงต้นหญ้าสีเขียวแต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นผักที่นางก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงมีอยู่ที่นี่ด้วย มันก็คือผักสวนครัวของประเทศไทยนั่นเอง ได้แก่ กะเพรา โหระพา ใบชะพลู ข่า ตะไคร้ พริก มะกรูด มะนาว ขึ้นแซมกันเต็มไปหมด แม้จะมีเพียงอย่างละต้นหรือสองต้น แต่แค่นี้ก็เพียงพอให้นางหายคิดถึงอาหารไทยแล้วล่ะ
ฮืออ ขอบคุณสวรรค์ ข้านึกว่าจะไม่ได้กินอาหารเผ็ด ๆ อีกแล้ว
ในขณะที่จางซูเม่ยกำลังทำท่าพนมมือเงยหน้ามองฟ้า เพื่อขอบคุณสวรรค์อยู่นั้นน้องชายก็เข้ามาขัดจังหวะพอดี
“แฮ่ก ๆ พี่ใหญ่ท่านทำอะไรน่ะ ทำไมวิ่งไม่รอข้าเลยขอรับ” จางซูเซียววิ่งตามพี่สาวมาทันตอนนางกำลังท่าทางแปลก ๆ เขาเหนื่อยหอบจากการวิ่งเร็ว นางมาถึงก่อนเพราะขายาวกว่าหรือเปล่านะ
“โอ้ะ เซียวเอ๋อร์มาแล้วหรอ ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่ดีใจที่เจอของกินน่ะ”
“ของกินที่ไหนพี่ใหญ่แถวนี้มีแต่หญ้าทั้งนั้น ส่วนในน้ำมีแค่ปลาที่จับไม่ได้แล้วก็...หญ้าน้ำนิดหน่อยเอง” เด็กชายกวาดตามองไปทั่วก่อนจะเอ่ยกับพี่สาวไปเพื่อยืนยันว่ามันไม่มีของกินสักหน่อย
“หญ้าน้ำหรอ ไม่ใช่สิ นั่นมันผักบุ้งนี่นา!”
เมื่อกี้นางไม่ได้สังเกตว่ามีผักบุ้งในน้ำด้วย จากสายตาแล้วน่าจะได้กำใหญ่เลยทีเดียว ว่าแล้วก็คิดถึงอาหารชนิดหนึ่ง นั่นคือ ผัดผักบุ้งไฟแดง อาหารโปรดของนางนั่นเอง
“ไม่ใช่ผักขอรับ มันคือหญ้าน้ำ กินไม่ได้หรอก ข้าว่าเรากลับกันเถอะ”
“จะรีบกลับไปไหนกัน เจ้ารีบมาช่วยพี่เก็บผักดีกว่า”
“โถ่ แต่นั่นมันไม่ใช่ผักนะพี่ใหญ่ เชื่อข้าเถอะนะ”
จางซูเซียวแม้จะไม่เห็นด้วยมากขนาดไหนที่พี่สาวเก็บอะไรก็ไม่รู้กลับบ้านเต็มตะกร้าไปหมด แต่เมื่อเห็นรอยยิ้ที่ประดับอยู่บนหน้าตลอดเวลา เขาก็ไม่อยากขัดความสุขของนาง จึงทำได้เพียงช่วยเก็บอย่างรวดเร็วจะรีบกลับบ้านเสียที
ถ้าท่านแม่บอกว่ามันกินไม่ได้นางจะทำเสียหน้ายังไงนะ ฮ่าฮ่า
“เรียบร้อย เก็บครบทุกอย่างแล้ว เรากลับกันเถอะเซียวเอ๋อร์”
“ขอรับ ๆ กลับบ้านกัน”
จางซูเม่ยพูดจบก็เดินนำน้องชายมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว ภายในใจคิดอาหารหลากหลายชนิทที่มีพืชผักพวกนี้เป็นส่วนประกอบ ทว่านางลืมนึกไปว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย ผักแต่ละอย่างที่เก็บมาในสายตาของชาวบ้านนั้นมันเป็นเพียงหญ้าเพียงไร้ประโยชน์เท่านั้นเอง
แต่ตอนกลับใช้เวลาเดินไม่นานก็มาถึงบ้าน เพราะนางไม่มีสิ่งใดจะดูอะไรอีก เมื่อถึงบ้านจางซูเม่ยก็เอาของไปให้แม่หลี่ดูทันที แต่สิ่งที่แม่หลี่ตอบกลับมานั้น
“เอ่อ...มันกินไม่ได้หรอกนะเม่ยเอ๋อร์ เอาไปทิ้งเถอะนะลูก”
ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก
เช้าวันนี้อู๋ห่าวเทียนถูกเชิญมายังจวนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มเงาทมิฬอย่างละเอียด ซึ่งรายงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อส่งให้ทางการโดยตรงแม้จะเป็นเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่บรรยากาศในจวนกลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าการไต่สวนเสียอีก ผู้คนภายในห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงียบกว่าปกติ“ขอบคุณคุณชายอู๋ที่สละเวลามาในวันนี้ขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในหุบเขามรณะให้กระจ่าง เพื่อจะได้จัดทำรายงานส่งตรงไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”อู๋ห่าวเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเรื่องอย่างใจเย็น ทุกถ้อยคำของเขาชัดเจน ตรงประเด็น ไม่มีการกล่าวเกินหรือปกปิด แต่ในใจของเขากลับรู้ดี…บางความจริง หากเปิดเผยออกไปอาจนำภัยมาสู่ผู้คนรอบตัวภายในห้องประชุมใหญ่ของจวน บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดไม่น้อย อู๋ห่าวเทียนนั่งอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเขาแน่วแน่และไม่หวาดกลัว แม้รอบตัวเขาจะรายล้อมไปด้วย ขุนนางท้องถิ่น หัวหน้าทหาร และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเรียงรายในชุดเต็มยศ สายตาทุกคู่จับจ้องเขาอย่างไม่ละไปแม้แต่วินาทีเดียวเจ้าเมืองเซิ่งหลินนั่ง
หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ
กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว
การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา
เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต







