LOGIN“กลับมาแล้วขอรับ!” จางซูเซียวร้องเสียงดังมาตั้งแต่เจ้าตัวยังเดินไม่ถึงประตูบ้าน ในมือทั้งสองข้างถือถังหูลู่ที่แม่หลี่ซื้อให้ลูกชายลูกสาวแบ่งกัน
จางซูเม่ยกำลังนั่งเช็ดงานแกะสลักของพ่อจางที่เก็บไว้นานจนฝุ่นเริ่มเกาะแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นบรรดาสัตว์ต่าง ๆ นางรู้สึกว่ามันน่ารักมากและขนาดก็ไม่ใหญ่ ตัวเล็กจิ๋ววางบนฝ่ามือได้เด็ก ๆ น่าจะชอบ ถ้ามีสีก็คงดีนางจะเอามาระบายแล้วเอาไปขายให้หมดเลยเยอะขนาดนี้
พอได้ยินเสียงน้องชายดังมาแต่ไกลนางก็รีบวางงานในมือลงและออกไปช่วยท่านแม่ถือของทันที
“โอ้โห ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลย ข้าช่วยเจ้าค่ะท่านแม่” จางซูเม่ยรับของจากมือแม่หลี่มาถือเอง ก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปในบ้าน
“ขอบใจมากลูก” แม่หลี่เอ่ยกับลูกสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม วันนี้นางมีความสุขมากที่สามารถหาเงินเข้าบ้าน แถมหาได้มากกว่าการขายสมุนไพรทั้งเดือนเสียอีก
พ่อจางได้ยินเสียงลูกชายเช่นกัน เขาจึงพาตัวเองออกจากห้องมาดูว่าภรรยาและลูกชายซื้ออะไรกลับมาบ้าง และก็อยากรู้ด้วยว่าสมุนไพรวิญญาณขายได้เท่าไหร่หรือจะได้ตามที่ภรรยาของเขาคาดหวังหรือไม่
ครอบครัวจางนั่งอยู่ในห้องโถงที่โต๊ะกินข้าว สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่ลูกสาวลงทุนขนออกมาทำความสะอาด ถูกพ่อจางเก็บลงกล่องไม้จนหมด และถูกใช้วางข้าวของเครื่องใช้ที่แม่หลี่ซื้อมาแทน
“วันนี้สมุนไพรขายได้ 2 ตำลึงเงิน แบ่งไปซื้อไข่ 15 ฟอง ข้าวสาร 5 ชั่ง เนื้อหมูติดมัน 1 ชั่ง ถังหูลู่ 2 ไม้ อีกทั้งยังซื้อผ้ามาตัดชุดและทำผ้าห่มให้ทุกคนด้วย ดังนั้นเงินที่เหลืออยู่ตอนนี้คือ 1 ตำลึง กับอีก 40 อีแปะ”
แม่หลี่พูดอธิบายว่าตนเองใช้จ่ายเงินไปกับอะไรบ้าง พร้อมทั้งเทเงินที่เหลือออกจากถุงผ้าให้สามีกับลูกดูว่าตรงกับคำพูดของนางหรือเปล่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ
หลี่ซูฮวาชอบอธิบายว่าใช้เงินไปเท่าไหร่และเหลืออยู่เท่าไหร่ เพื่อให้สามีได้รับรู้ความเป็นไปในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร รวมถึงให้ลูกได้รู้สถานะทางการเงินของบ้านจางไปในตัว ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ลูก ๆ ของนางชื่นชอบเงินมากเป็นพิเศษ และมีเป้าหมายในอนาคตคือความร่ำรวย
“ไม่คิดว่าจะขายได้มากขนาดนี้นะเนี่ย” พ่อจางพูดขึ้นมาหลังจากภรรยาอธิบายจบ
“งั้นให้ข้าไปช่วยหาสมุนไพรด้วยสิขอรับท่านแม่ คราวหน้าเราอาจจะหาเจอมากกว่านี้ก็ได้” เด็กชายเสนอตัวไปช่วยท่านแม่ เพราะคิดว่าหากไปหลายคนคงจะเจอหลายต้นแล้วก็จะขายได้เงินเยอะกว่าเดิมแน่นอน
“เฮ้อ เจ้าเด็กคนนี้ คิดว่าสมุนไพรวิญญาณจะหาเจอง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ ครั้งนี้แม่แค่บังเอิญโชคดีเท่านั้นแหละ แล้วอย่าริอาจเข้าป่าเองคนเดียวล่ะ มิเช่นนั้นแม่จะกักบริเวณเสียให้เข็ด”
แม่หลี่เอ่ยดักลูกชายคนเล็กก่อนที่เขาจะคิดไปไกลเรื่องการเข้าป่าหาสมุนไพรวิญญาณ เพราะขึ้นชื่อว่าป่าล้วนอันตรายเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้แม้จะเป็นเพียงชั้นนอกก็ตาม
“โถ่ ท่านแม่ กักบริเวณอะไรกัน ข้าไม่กล้าเข้าป่าคนเดียวหรอกขอรับ” จางซูเซียวทำน้ำเสียงออดอ้อนผู้เป็นแม่เพราะกลัวคำขู่ของนาง
“ฮ่าฮ่า ทำเป็นออดอ้อนแม่เจ้า เชื่อฟังนางด้วยเข้าใจไหมเซียวเอ๋อร์”
พ่อจางหัวเราะลูกชายที่ทำท่ากลัวแม่มาก ตลอดเวลาไม่ว่านางสั่งหรือเตือนอะไรก็ไม่เชื่อทุกอย่าง เพราะเขามีนิสัยชอบตามใจแม่และพี่สาวมาตั้งแต่จำความได้แล้ว
“เซียวเอ๋อร์กลัวท่านแม่จะตายไป ต้องเชื่อฟังอยู่แล้วเจ้าค่ะ ฮ่าฮ่า”
จางซูเม่ยก็อดไม่ได้ที่จะร่วมวงหยอกล้อน้องชาย เวลาเขาทำหน้ายับยู่ยี่นั้นน่าเอ็นดูที่สุดสำหรับนาง แม้ตอนนี้เขาจะผอมแห้งไปบ้าง แต่หากขุนให้กินมากกว่านี้รับรองว่าเขาต้องเหมือนคุณชายน้อยแน่นอน จางซูเม่ยจดไว้ในใจเรียบร้อยว่าจะต้องทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นให้ได้
“ข้าเชื่อฟังอยู่แล้ว เพราะพวกท่านชอบทำหน้าแบบนี้ ฮึ้ม ๆ” จางซูเซียวไม่พูดเปล่าเขาเลียนแบบท่าทางผู้เป็นแม่ยืนค้ำเอวเวลาโมโหอีกด้วย
ฮ่าฮ่าฮ่า เสียงพ่อแม่และพี่สาวหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะท่าทางตลก ๆ ของจางซูเซียว
เวลาผ่านไปไม่นานบทสนทนาทั้งหมดก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะตามประสาครอบครัวสุขสันต์ หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของตนเอง พ่อจางกลับเข้าห้องไปแกะสลักไม้ จางซูเซียวก็ออกไปนั่งเล่นชมนกชมไม้ที่ชิงช้าหน้าบ้าน
แม่หลี่และจางซูเม่ยช่วยกันเก็บของที่ซื้อมาให้เรียบร้อย เมื่อถึงยามอู่ผู้เป็นแม่ก็เตรียมตัวจะเริ่มตัดชุดให้ทุกคน ส่วนลูกสาวเห็นว่าไม่มีอะไรให้ทำ และนางก็ไม่มีฝีมือในการปักเย็บด้วย เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นว่าอากาศกำลังเย็นสบาย จึงได้ขออนุญาตแม่หลี่ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน
โดยให้เหตุผลว่าตั้งแต่เด็กจนโตนางไม่เคยเดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ บ้านจางเลยสักครั้ง เพราะนางร่างกายอ่อนแอ แต่ตอนนี้หายดีแล้วจึงอยากทำมันเป็นอย่างแรก แต่เนื่องจากพื้นที่ทั้งหมดรวมตัวบ้านมีขนาดถึงสี่หมู่ แม่หลี่จึงให้ชวนน้องชายไปด้วยเพื่อความสบายใจของนาง
“อ่ะ ใส่หมวกด้วยลูก แล้วก็ชวนน้องชายเจ้าไปด้วยล่ะ” หลี่ซูฮวาหยิบหมวกฟางใส่ให้จางซูเม่ย พลางพูดย้ำอีกครั้งเรื่องให้ชวนจางซูเซียวไปเป็นเพื่อน เพราะนางยังเป็นห่วงลูกสาวแม้จะหายดีแล้วก็ตาม
...
จางซูเม่ยและน้องชายเดินสำรวจไปทั่วพื้นที่ก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ นางตั้งใจถือตะกร้าออกจากบ้านมาด้วย คิดว่าอย่างน้อยได้ผักป่ากลับไปทำอาหารก็ยังดี แต่เดินมาสักพักแล้วไม่มีอะไรที่กินได้เลย
นางคิดว่าจะไปลำธารเป็นจุดสุดท้ายแล้วค่อยกลับ และสายตาหันเห็นต้นพุทราที่นางเอาเมล็ดสมุนไพรมาปลูกไว้เมื่อเช้า ระหว่างที่เดินจึงได้ชี้ให้น้องชายดูด้วย
“เห็นต้นพุทรานั่นไหมเซียวเอ๋อร์ เมื่อเช้าพี่เมล็ดสมุนไพรวิญญาณมาปลูกไว้ตรงนั้นแหละ เจ้าต้องช่วยพี่รดน้ำด้วยนะ”
“แน่นอนขอรับ ข้าจะรดน้ำทุกเช้าเลย เราไปดูกันไหมขอรับพี่ใหญ่”
“เดี๋ยวตอนกลับค่อยแวะดูก็ได้มันอยู่แค่หลังบ้านเอง ตอนนี้พี่อยากไปดูลำธารมากกว่าเผื่อจะมีอะไรให้เก็บบ้าง เจ้าดูสิข้าอุตส่าห์เอาตะกร้ามา แม้แต่ผักสักต้นยังไม่ได้เลย ฮ่า ๆ”
จางซูเม่ยหัวเราะพลางทำท่าคว่ำตะกร้าไว้บนหัวตนเองให้น้องชายดูอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่ตลกจังเลย แตว่านะข้าว่าเราไปลำธารก็ไม่ได้อะไรเหมือนเดิมแหละขอรับ”
“ทำไมล่ะเซียวเอ๋อร์ พี่ว่าอย่างน้อยในน้ำก็คงมีปลาให้จับนะ” จางซูเม่ยเอ่ยขัดน้องชาย นางไม่เชื่อหรอกว่าจะได้อะไรจริง ๆ
“แต่ก็ไม่เคยมีใครจับปลาได้เลยนะขอรับพี่ใหญ่ ท่านแม่บอกว่าปลาในลำธารนี้เป็นปลาที่มีพลังวิญญาณ พวกมันจึงว่องไวมาก หากข้าจับได้สักตัวก็คงดีเพราะราคามันแพงมากเลยล่ะ”
จางซูเซียวอธิบายให้พี่สาวฟังอย่างใจเย็น เพราะเข้าใจว่านางไม่ค่อยได้ออกจากบ้านจึงทำให้ไม่รู้เรื่องราวภายนอกสักเท่าไหร่
“ก็ไม่แน่หรอกนะ พี่อาจจะมีวิธีจับปลาก็ได้ พวกเรารีบเดินกันเถอะ” จางซูเม่ยเดินจ้ำเอา ๆ ในหัวกำลังคิดถึงวิธีจับปลาที่นางเคยดูมาจากอินเตอร์เน็ตก่อนที่จะทะลุมิติมาที่นี่
“จับยังไงขอรับ เดี๋ยวสิพี่ใหญ่รอข้าด้วย นี่ท่านเดินหรือวิ่งกัน!” จางซูเซียววิ่งตามพี่สาวไปทันที ไหนบอกให้รีบเดินแต่สิ่งที่เขาเห็นมันคือการวิ่งเห็น ๆ หายป่วยครานี้นางแข็งแรงกว่าเดิมเสียอีก
จางซูเม่ยวิ่งมาหยุดข้างลำธารภายในเวลาไม่นาน นางกวาดตามองสำรวจไปทั่วซ้ายขวาเพื่อดูว่าที่นี่มีอะไรบ้าง สิ่งแรกที่ปรากฎในสายตา คือ ลำธารที่น้ำใสจนสามารถมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมา และบางจุดก็มีความตื้นมากจนเดินข้ามไปได้
ฝั่งตรงข้ามนั้นเป็นป่ารกทึบเพราะไม่มีคนเข้าป่าทางนี้เลย ตัวนางเองก็ไม่กล้าเข้าไปเหมือนกัน แต่บริเวณลำธารกลับเต็มไปด้วยพุ่มดอกไม้ป่าและกุหลาบหลากสีหลากสายพันธุ์กำลังเบ่งบาน ราวกับกำลังอวดความงดงามของพวกมันให้นางหลงไหล
จางซูเม่ยคิดอยู่ในใจว่าหากมีโอกาสเจ้าดอกไม้พวกนั้นไม่รอดแน่ นางจะขุดกลับไปปลูกที่บ้านให้หมดเลย
เมื่อหันไปฝั่งซ้ายมือมองเผิน ๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแค่หญ้าที่ขึ้นตลอดแนวของลำธาร สำหรับชาวบ้านอาจเป็นแค่หญ้าที่ไร้ประโยชน์ แต่ไม่ใช่กับจางซูเม่ยเพราะเคยดูวิดีโอหาของกินในป่ามาก่อน หญ้าพวกนี้แท้จริงแล้วมัน คือ กระเทียมป่า สามารถกินได้ทั้งหัวและใบ
ส่วนฝั่งขวานั้นก็ไม่ต่างกันนัก มีเพียงต้นหญ้าสีเขียวแต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นผักที่นางก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงมีอยู่ที่นี่ด้วย มันก็คือผักสวนครัวของประเทศไทยนั่นเอง ได้แก่ กะเพรา โหระพา ใบชะพลู ข่า ตะไคร้ พริก มะกรูด มะนาว ขึ้นแซมกันเต็มไปหมด แม้จะมีเพียงอย่างละต้นหรือสองต้น แต่แค่นี้ก็เพียงพอให้นางหายคิดถึงอาหารไทยแล้วล่ะ
ฮืออ ขอบคุณสวรรค์ ข้านึกว่าจะไม่ได้กินอาหารเผ็ด ๆ อีกแล้ว
ในขณะที่จางซูเม่ยกำลังทำท่าพนมมือเงยหน้ามองฟ้า เพื่อขอบคุณสวรรค์อยู่นั้นน้องชายก็เข้ามาขัดจังหวะพอดี
“แฮ่ก ๆ พี่ใหญ่ท่านทำอะไรน่ะ ทำไมวิ่งไม่รอข้าเลยขอรับ” จางซูเซียววิ่งตามพี่สาวมาทันตอนนางกำลังท่าทางแปลก ๆ เขาเหนื่อยหอบจากการวิ่งเร็ว นางมาถึงก่อนเพราะขายาวกว่าหรือเปล่านะ
“โอ้ะ เซียวเอ๋อร์มาแล้วหรอ ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่ดีใจที่เจอของกินน่ะ”
“ของกินที่ไหนพี่ใหญ่แถวนี้มีแต่หญ้าทั้งนั้น ส่วนในน้ำมีแค่ปลาที่จับไม่ได้แล้วก็...หญ้าน้ำนิดหน่อยเอง” เด็กชายกวาดตามองไปทั่วก่อนจะเอ่ยกับพี่สาวไปเพื่อยืนยันว่ามันไม่มีของกินสักหน่อย
“หญ้าน้ำหรอ ไม่ใช่สิ นั่นมันผักบุ้งนี่นา!”
เมื่อกี้นางไม่ได้สังเกตว่ามีผักบุ้งในน้ำด้วย จากสายตาแล้วน่าจะได้กำใหญ่เลยทีเดียว ว่าแล้วก็คิดถึงอาหารชนิดหนึ่ง นั่นคือ ผัดผักบุ้งไฟแดง อาหารโปรดของนางนั่นเอง
“ไม่ใช่ผักขอรับ มันคือหญ้าน้ำ กินไม่ได้หรอก ข้าว่าเรากลับกันเถอะ”
“จะรีบกลับไปไหนกัน เจ้ารีบมาช่วยพี่เก็บผักดีกว่า”
“โถ่ แต่นั่นมันไม่ใช่ผักนะพี่ใหญ่ เชื่อข้าเถอะนะ”
จางซูเซียวแม้จะไม่เห็นด้วยมากขนาดไหนที่พี่สาวเก็บอะไรก็ไม่รู้กลับบ้านเต็มตะกร้าไปหมด แต่เมื่อเห็นรอยยิ้ที่ประดับอยู่บนหน้าตลอดเวลา เขาก็ไม่อยากขัดความสุขของนาง จึงทำได้เพียงช่วยเก็บอย่างรวดเร็วจะรีบกลับบ้านเสียที
ถ้าท่านแม่บอกว่ามันกินไม่ได้นางจะทำเสียหน้ายังไงนะ ฮ่าฮ่า
“เรียบร้อย เก็บครบทุกอย่างแล้ว เรากลับกันเถอะเซียวเอ๋อร์”
“ขอรับ ๆ กลับบ้านกัน”
จางซูเม่ยพูดจบก็เดินนำน้องชายมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว ภายในใจคิดอาหารหลากหลายชนิทที่มีพืชผักพวกนี้เป็นส่วนประกอบ ทว่านางลืมนึกไปว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย ผักแต่ละอย่างที่เก็บมาในสายตาของชาวบ้านนั้นมันเป็นเพียงหญ้าเพียงไร้ประโยชน์เท่านั้นเอง
แต่ตอนกลับใช้เวลาเดินไม่นานก็มาถึงบ้าน เพราะนางไม่มีสิ่งใดจะดูอะไรอีก เมื่อถึงบ้านจางซูเม่ยก็เอาของไปให้แม่หลี่ดูทันที แต่สิ่งที่แม่หลี่ตอบกลับมานั้น
“เอ่อ...มันกินไม่ได้หรอกนะเม่ยเอ๋อร์ เอาไปทิ้งเถอะนะลูก”
แม้ร่างกายของจางซูเม่ยจะหมดสติไปแล้ว แต่นางกลับรู้สึกเหมือนถูกแสงสว่างบางอย่างส่องเข้าตา จนนางต้องยกมือขึ้นมาบังเอาไว้ เพียงชั่วครู่แสงนั้นก็หายไป ก่อนจะแทนที่ด้วยภาพอันแสนเลือนลางจากม่านหมอกหนาทึบ แล้วมันก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นราวกับรู้ว่านางเอ่ยตำหนิอยู่ในใจหญิงสาวพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าอันกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวชอุ่มแผ่คลุมไปทั่วผืนดินราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด นางได้ยินเสียงน้ำไหลดังอยู่ไกล ๆ และได้กลิ่นไม้ใบและดินชื้นอบอวลอยู่ในอากาศอย่างชัดเจนทั้งยังมีละลองสีทองอ่อนจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และพวกมันเคลื่อนไหวอยู่รอบกายของนางอย่างนุ่มนวล ราวกับว่ากำลังต้อนรับหญิงสาวผู้มาเยือนสถานที่พิเศษแห่งนี้ ยิ่งส่งเสริมให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและเหนือความเป็นจริงขึ้นไปอีกเพราะมีทั้งความงดงามและความลึกลับ ราวกับโลกอีกใบที่ไม่ควรมีอยู่จริงตอนนี้ตรงหน้าของจางซูเม่ย ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างามดุจเทพธิดาแห่งป่าใหญ่ ผมสีมรกตยาวสยายถึงเอว ราวกับเส้นไหมระยิบระยับแสงสีทองนวล นางสวมเสื้อผ้าจากเส้นใยไม้ถักทออย่างปราณีต ดวงตาสีเดียวกับจางซูเม่ยจับจ้องมาอย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงควา
“เจ้า…คืออะไรกันแน่?”เด็กหญิงตัวน้อยเพียงยิ้มตอบไม่เอ่ยวาจาใด ก่อนจะโน้มตัวไปกอดไหล่ของจางซูเม่ยเอาไว้แน่น จากนั้นร่างน้อยก็พลันจางหายกลับเข้าไปในดอกไม้ดังเดิมราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน เหลือไว้เพียงกลีบดอกไม้สีม่วงที่ไหวระริกตามแรงลม และละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างเงียบงันจางซูเม่ยนิ่งยืนอยู่เช่นนั้น นางไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือเพียงภาพในความฝัน ทว่ากลิ่นหอมจากดอกไม้และไออุ่นที่ยังหลงเหลือในอก…คือสิ่งที่ยืนยันว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง บางที…มิติพฤกษาแห่งนี้ อาจไม่ใช่แค่สถานที่ลี้ภัยหรือปลูกต้นไม้ดอกไม้ของนางเพียงอย่างเดียว…แต่มันน่าจะสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยหลังจากเหตุการณ์ประหลาดผ่านพ้นไป หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลุกไปไหน เนื่องจากรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอากาศรอบ ๆ ตัว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ามองนางอยู่จากทั่วทุกมุมของมิติแห่งนี้นางหลุบตาลงมองดอกไม้สีม่วงเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด หรือจะเป็นภูตดอกไม้นะ ถ้าเมล็ดพันธุ์ทุกต้นที่นางปลูกมีภูตหลับใหลอยู่จริง ๆ แล้วตื่นขึ้นมาทั้งหมดล่ะ?เมื่อคิดแบบนั้นก็หันไปยังแปลงดอกไม้ป่าเล็ก
สายลมยามค่ำพัดเอื่อยผ่านเรือนพักหลังน้อยที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจวนตระกูลอู๋ พัดพาเอากลิ่นหอมบาง ๆ ของดอกเหมยที่เพิ่งเริ่มผลิบานลอยคลุ้งปะปนมากับกลิ่นไผ่สดจากแนวสวนด้านหลัง เสียงใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบจากธรรมชาติอย่างไรอย่างนั้นแสงสุดท้ายทอดยาวข้ามบานหน้าต่างเข้ามาภายในเรือน ทำให้ลวดลายดอกเหมยบนกรอบไม้สะท้อนแสงสีทองอ่อน ลายของเงาสะท้อนบนพื้นไม้ตรงหน้าอย่างงดงาม จนแทบไม่กล้าก้าวเหยียบให้เลือนหาย จางซูเม่ยนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวายริมหน้าต่าง มือขาวเนียนถือถ้วยชาอุ่น ๆ พลางสูดดมกลิ่นหอมของชาดอกไม้ป่านางเพิ่งกลับมาจากเรือนหลัก หลังจากร่วมโต๊ะอาหารกับสหายและอู๋ห่าวเทียน วันนี้แม่ครัวของจวนดูเหมือนจะตั้งใจแสดงฝีมือเป็นพิเศษ อาหารที่จัดมามีทั้งข้าวอบสมุนไพร แกงเปรี้ยวหวานรากบัว เป็ดย่าง และอาหารชนิดอื่นอีกหลายจาน ถึงแม้ว่ามื้อเย็นจะหรูหราเกินความคุ้นเคยของนาง แต่ก็ต้องยอมรับว่ารสชาติอร่อยจนแทบอดใจไม่ได้เลยทีเดียว“อาหารดีแค่ไหน แต่ก็ยังสู้มื้อที่เราทำเองระหว่างทางไม่ได้หรอก เข้าป่าหาวัตถุดิบเองสนุกกว่าตั้งเยอะ” นางพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยกชาขึ้นจิบช้า ๆ พลางม
หลังจากหยุดพักที่เมืองเซิ่งหลินเป็นเวลาสามวัน พวกเขาก็รีบเดินทางต่อทันที คราวนี้เส้นทางส่วนใหญ่ยังคงเป็นแนวภูเขาสลับกับพื้นที่ราบ แม้ภูเขาบางจุดจะมีความสูงชันมาก แต่ก็ไม่มีที่ไหนอันตรายเท่าหุบเขามรณะเลย ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงมากเท่าไหร่ก็จะเห็นหมู่บ้านเยอะมากขึ้นเท่านั้น การเดินทางครึ่งเดือนที่เหลือเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทำให้ทุกคนในขบวนรู้สึกสบายใจมากขึ้นไม่น้อยจางซูเม่ยและอู๋เซียนอวี้ที่นั่งอยู่ในรถม้าตลอดทาง พวกนางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ทั้งสองพูดคุยถึงเมืองหลวงว่าเป็นอย่างไร และอยากรู้ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด“ต้นไม้แถวนี้ดูไม่เหมือนที่ผ่านมานะเซียนอวี้ เหมือนจะมีแต่พันธุ์หายากเต็มไปหมดเลย” จางซูเม่ยเอ่ยกับสหายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ขณะที่สายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าตลอดเวลา“เพราะพวกเรากำลังเข้าสู่เขตเมืองหลวงแล้วน่ะสิ” อู๋เซียนอวี้ตอบอย่างคล่องแคล่ว “พื้นที่เมืองหลวงขึ้นชื่อว่าอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในแคว้น เขตป่ารอบนอกมีต้นไม้หรือสมุนไพรแปลก ๆ อยู่ไม่น้อย คนจากเมืองหลวงมักจะออกมาตั้งค่ายเก็บของป่ากันแถวนี้”“โอ้โห เจ้ารู้เยอะจังเลย สุดยอด สม
ภายในห้องลับใต้ดินของบ้านร้างซึ่งซ่อนตัวอยู่กลางป่า ผนังโดยรอบสร้างจากศิลาเก่าหนาแน่น ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นเจือคราบเลือดแห้งเกรอะกรังตามซอกผนัง ราวกับห้องนี้จดจำทุกเสียงกรีดร้องในอดีตเอาไว้อย่างไรอย่างนั้นท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคม ร่างสูงในชุดคลุมยาวสีดำยืนพิงโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายอสรพิษพันรัดต้นไม้ใหญ่ ลายไม้บิดเบี้ยวดูแทบไม่ออกว่าเป็นงานศิลป์หรือของสาปแช่ง โต๊ะเบื้องหน้าวางเรียงรายไปด้วยสิ่งของชวนขนลุก ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรประหลาดที่แห้งกรังจนมีสีสันผิดธรรมชาติ กระดูกสัตว์ไม่ทราบชนิดจัดวางอย่างพิถีพิถัน และตำราปกหนังเก่า ๆ ที่เปลี่ยนสีจนแทบมองไม่เห็นอักษรเดิมบรรยากาศรอบกายเย็นเฉียบราวกับความตายซุ่มเงียบอยู่ทุกมุมห้อง ทำให้ลูกน้องที่เข้ามารายงานความคืบหน้าเหงื่อไหลเต็มหลังด้วยความกดดันเพล้ง!เสียงถ้วยชากระทบขอบโต๊ะไม้ดังสนั่น เศษกระเบื้องกระจายเกลื่อนทั่วบริเวณ น้ำชาร้อนจัดกระเซ็นเปื้อนแขนเสื้อคลุมสีดำสนิท แต่เจ้าของร่างลึกลับกลับไม่ไหวติง และไม่แม้แต่จะชำเลืองมองรอยเปื้อนนั้นด้วยซ้ำภายใต้เงาสลัวดวงตาของเขาทอประกายเย็นเยียบฉายแววขุ่นเคืองอย่างรุนแรง เสียงทุ้มต่ำที่หลุดออกจากริม
ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก







