공유

บทที่ 8 เล่าความจริง

작가: BABYPIGGIE
last update 게시일: 2026-08-06 10:15:32

จังหวะหันหน้ามาเจอกันแบบนี้มัน... เหตุใดถึงได้เหมาะเจาะเช่นนี้!

“ทะ ทำไม.. ถึงมาอยู่ในห้องข้ากันเล่าเจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก นางมั่นใจว่าตนเองลงกลอนประตูแล้ว แต่พอหันไปทางที่น้องชายยืนอยู่ก็ได้คำตอบทันที

หน้าต่างที่เปิดกว้างแถมยังมีรอยเท้าเปื้อนดินประทับไว้เต็มโต๊ะเสียขนาดนั้น ดูเหมือนว่าน้องชายจะปีนเขามาเปิดประตูห้องให้ท่านพ่อท่านแม่

“แม่สิต้องถามเจ้า หายไปไหนมา แล้วเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่!” หลี่ซูฮวาถามลูกสาวออกไปเสียงดัง พลางเบิกตากว้างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

จางซูเม่ยสบตากับทุกคน พวกเขาเงียบและใช้สายตาจดจ้องมายังตัวนางราวกับรอคอยคำตอบ จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจำยอม

สุดท้ายแล้วหญิงสาวก็ต้องเล่าที่มาที่ไปเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนในครอบครัวได้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ครึ่งค่อนคืน

กลางยามจื่อ (23.00-24.59)

จางซูเม่ยที่นั่งอยู่บนเตียงก็สรุปเรื่องราวให้ทุกคนฟังอีกครั้ง แม้นางจะเรียบเรียงคำพูดให้เข้าใจง่ายที่สุดด้วยความกระชับฉับไวแล้วก็ตาม แต่ก็สรุปให้ฟังอีกง่าย ๆ ว่านางมิติในครอบครอง

ครั้นเมื่อเล่าจบ ภายในห้องก็เงียบอยู่ราวชั่วจิบชา ทั้งสามคนนั่งฟังอยู่ตรงข้ามกับจางซูเม่ยมีสีหน้าสับสนมึนงง ไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมา จนในที่สุดก็เป็นหลี่ซูฮวาที่เอ่ยปากถามขึ้นมา

“หมายความว่าตอนนี้ลูกกลายเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณอย่างงั้นหรือ?”

“สารภาพกับท่านแม่ตามตรง ข้าก็ไม่รู้ว่าการมีมิติพฤกษาในครอบครองแบบนี้ เรียกว่าเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณได้หรือเปล่า” จางซูเม่ยเอ่ยออกไปด้วยใบหน้างุนงง นางไม่รู้จริง ๆ ว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ

"อืม.. ลูกบอกว่าสามารถเข้าออกมิติได้ตามใจต้องการใช่ไหม” จางลู่ซือถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“เจ้าค่ะ” จางซูเม่ยพยักหน้าตอบ

“แล้วพี่ใหญ่ก็มีผู้ช่วยและสัตว์ในพันธสัญญาเป็นน้องสาวผีเสื้อพฤกษาด้วยใช่ไหม ชื่อ เตี๋ย.. เอ่อ ข้าจำไม่ได้ขอรับ”

“นางชื่อเตี๋ยฮวา น่ารักมากเลย เซียวเอ๋อร์ต้องชอบแน่”

หญิงสาวตอบน้องชายพลางเอ่ยชมเด็กน้อยของนางให้เขาฟังด้วย นางตั้งใจจะเรียกเตี๋ยฮวาออกมาแนะนำตัวกับทุกคน ไม่แน่ว่าเมื่อทุกคนได้เห็นหน้าของเตี๋ยฮวา อาจจะให้ออกมาอยู่ด้วยกันในบ้านจางก็ได้

“จากที่ลูกเล่ามาทั้งหมด พ่อคิดว่าเจ้าน่าจะเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณสายพฤกษา มันเป็นพลังที่หายากมากในแคว้นของเรา เจ้าต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจะดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของเจ้า เข้าใจหรือไม่เม่ยเอ๋อร์”

พ่อจางวิเคราะห์จากสิ่งที่ลูกสาวเล่ามา เขาดีใจที่นางได้รับสิ่งล้ำค่าเหล่านี้ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้จึงให้เก็บเป็นความลับไปก่อน เพราะเขาในตอนนี้ไม่สามารถปกป้องนางได้หากมีภัยร้ายมาเยือน

“แม่เห็นด้วยจ้ะ เรื่องนี้ให้รู้แค่ภายในครอบครัวเราก็พอ” แม่หลี่พยักหน้าเห็นด้วยกับสามี

“ใช่ ๆ ข้าก็จะไม่บอกใครแน่นอน แต่.. พี่ใหญ่ คือข้าอยากเห็นน้องสาวเตี๋ยฮวาได้ไหมขอรับ”

จางซูเซียวเอ่ยขอพี่สาวด้วยท่าทางอ่อนน้อม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาอยากมีน้องสาวมานานแล้ว แต่หมอบอกว่าท่านแม่ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถมีลูกได้อีก

จางซูเม่ยได้ยินคำขอของน้องชายก็ไม่ได้ตัดสินใจทันที นางหันไปมองท่านพ่อท่านแม่เพื่อขอความเห็น

“เรียกนางออกมาเถอะ แม่ก็อยากทำความรู้จักกับผู้ช่วยของลูก” แม่หลี่พยักหน้าให้ลูกสาว พลางพูดความต้องการออกไป

“ใช่ พ่อก็อยากเจอนาง ในเมื่อมีวาสนาต่อกันแล้วจะเหินห่างได้อย่างไร” พ่อจางก็เช่นกัน เขาอยากทำความรู้จักกันเอาไว้ และอย่างเห็นด้วยว่าจะหน้าตาน่ารักแค่ไหน ถึงทำให้ลูกสาวเอ่ยชมแล้วชมอีก

“เจ้าค่ะ” จางซูเม่ยพยักหน้าตอบรับความต้องการของทุกคนในครอบครัว นางยินดีอย่างยิ่งที่เตี๋ยฮวาจะได้ออกมานอกมิติ

เตี๋ยฮวา ได้ยินพี่สาวหรือไม่? ได้เวลาออกมาแสดงความน่ารักแล้ว

หญิงสาวจับเถาวัลย์บนข้อมือซ้ายพลางพูดคุยกับเด็กหญิงในใจ เป็นวิธีที่นางเรียนรู้ก่อนจะกลับออกมา ใช้สำหรับติดต่อกันหากไม่ได้เข้ามิติ

ว้าว พี่สาวสุดยอด แค่วันแรกก็ทำให้ข้าออกไปข้างนอกได้แล้ว

ผีเสื้อน้อยเอ่ยชมเจ้านายสาวด้วยน้ำเสียงดีใจ

พี่สาวเก่งใช่ไหมล่ะ แต่เตี๋ยฮวาต้องออกมาในร่างมนุษย์นะ

รับทราบเจ้าค่ะ

จางซูเม่ยขยับตัวเพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับผู้ช่วยตัวน้อยได้ยืนข้างนาง ทุกคนจะได้เห็นความน่ารักแบบเต็มตา ฮ่าฮ่า

วิ้ง ~

เสียงประจำของเตี๋ยฮวาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวบนเตียง

“สวัสดีท่านพ่อของพี่สาว ท่านแม่ของพี่สาว และน้องชายของพี่สาว ข้าชื่อเตี๋ยฮวาเจ้าค่ะ!” เมื่อปรากฏตัวนางก็เอ่ยคำทักทายออกไปทันที พลางก้มหัวคำนับอย่างอ่อนน้อม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา

จางซูเม่ยหันหน้าไปหาผู้ช่วยตัวน้อยที่ดูจะร่าเริงสดใสเป็นพิเศษ และกล่าวกับนางด้วยความเอ็นดู

“พี่สาวว่าเตี๋ยฮวา เรียกท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายก็ได้นะ เมื่อกี้ฟังดูแปลก ๆ แถมยังยาวด้วย ใช่ไหมเจ้าคะท่านแม่”

“อ้อ.. ใช่แล้ว ต่อไปเตี๋ยฮวาต้องเรียกแม่นะจ๊ะ น่ารักจังเลยลูกเอ้ย” แม่หลี่ตอบลูกสาว จากนั้นก็หันไปคุยกับเด็กหญิงตัวน้อย พูดไปด้วยยิ้มไปด้วยตลอดเวลา เพราะความน่ารักทำให้ต้องเอ่ยปากชมออกมาเสียงดัง

“เรียกพ่อด้วยนะฮวาเอ๋อร์” พ่อจางนั้นเมื่อเห็นหน้าเด็กหญิงก็ยกสถานะลูกสาวคนเล็กให้นางทันที และดูจากท่าทางของภรรยาแล้วน่าจะคิดเช่นเดียวกันแน่นอน เพราะพวกเขาเคยตั้งใจจะมีลูกอีกคน แต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากสภาพร่างกายที่อ่อนแอของภรรยา

“ใช่ เรียกข้าว่าพี่ชายนะฮวาเอ๋อร์ ต่อไปนี้ข้าเป็นพี่ชายของเจ้า ฮ่าๆ ” จางซูเซียวนั้นออกอาการมากกว่าทุกคน เนื่องจากตัวเขานั้นอยากมีน้องมาก และเพื่อนชอบมาเล่าถึงการมีน้องให้ฟังตลอด ต่อไปนี้ไม่ต้องอิจฉาเพื่อนอีกแล้ว เพราะเขามีน้องสาวแล้ว แถมนางยังน่ารักมากด้วย ฮ่าฮ่า

จางซูเม่ยมองเจ้าตัวน้อยข้างกายและสมาชิกในครอบครัวสลับกันไปมาด้วยความแปลกใจ ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้เร็วขนาดนี้

หากเป็นคนอื่นคงจะตกใจจนเป็นลมเป็นแล้งไปตั้งแต่เห็นลูกสาวโผล่มากลางอากาศแล้ว แต่ทว่าครอบครัวจางนั้นต่างออกไป นอกจากจะรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ยังยอมช่วยลูกสาวทุกอย่างอีกด้วย พวกเขาไม่แสดงออกถึงความกลัวใด ๆ มีแต่ความเป็นห่วงและความหวังดีเท่านั้น

เมื่อเห็นทุกคนเข้ากันได้ดี จางซูเม่ยก็เอ่ยความต้องการของนางออกมาทันที

“ข้าอยากให้เตี๋ยฮวาออกมาอยู่ข้างนอกกับพวกเราในฐานะน้องสาวคนเล็ก ทุกคนคิดเห็นเช่นไรเจ้าคะ”

แม้เด็กหญิงจะเป็นผีเสื้อพฤกษาและมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยของนาง แต่ก็ยังเด็กมากหากจะปล่อยคนเดียวในมิติ เมื่อเตี๋ยฮวาสามารถอยู่ในร่างมนุษย์ได้ตามใจต้องการ งั้นก็ออกมาอยู่ด้านนอกกับนางดีกว่า

เตี๋ยฮวาเมื่อได้ยินเจ้านายสาวพูดถึงตนเองก็ดีใจ เอียงหน้ามองบ้านจางและส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้ทุกคน ราวกับว่ากำลังล่อลวงพวกเขาให้ตกหลุมความน่ารักที่ตั้งใจขุดไว้ด้วยรอยยิ้มของนาง

จางซูเม่ยเห็นท่าทางผู้ช่วยของตนก็อดขำในใจไม่ได้ เจ้าตัวน้อยรู้จักใช้ความน่ารักให้เป็นประโยชน์เสียจริง แบบนี้พ่อแม่และน้องชายของนางจะรอดจากหลุมความน่ารักนี้ได้ไหมล่ะเนี่ย นอกจากจะได้เป็นลูกสาวคนเล็กแล้ว และน่าจะกลายเป็นลูกรักแทนนางด้วย ฮ่าฮ่า

“ไม่เห็นต้องคิดเลย ฮวาเอ๋อร์เป็นน้องสาวของข้าก็ต้องอยู่ด้วยกันสิ” จางซูเซียวผู้ยกตนเองเป็นพี่ชายของเตี๋ยฮวาเอ่ยแสดงความคิดเห็นออกมา

“พ่อเองก็ไม่ติดอะไร บ้านจางมีสามาชิกเพิ่มก็ดีจะได้ไม่เงียบเหงา แล้วยิ่งเป็นเด็กแก้มกลมแบบฮวาเอ๋อร์นี่ยิ่งดีไปใหญ่เลยย” พ่อจางตอบกลับลูกสาวคนโตก่อนจะหันไปหยอกเย้ากับเตี๋ยฮวาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ถึงเม่ยเอ๋อร์ไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา แม่ก็ไม่ยอมให้เด็กตัวเล็ก ๆ แบบนี้ไปอยู่คนเดียวหรอกนะ ฮวาเอ๋อร์มาเป็นลูกแม่นะจ๊ะ” แม่หลี่ดีใจมากที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันแบบนี้

การได้เตี๋ยฮวามาเป็นลูกสาวอีกคนเหมือนเติมเต็มความฝันของนาง เพราะอยากมีครอบครัวใหญ่ อยากมีลูกหลายคนรายล้อมรอบตัว หลังจากย้ายมาที่หมู่บ้านเหว่ยซานและให้กำเนิดลูกชาย ตัวนางกับสามีก็ตั้งใจมีลูกมาตลอด ทว่าร่างกายของนางหลังคลอดก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ เมื่อมีลูกก็แท้งจนหมอห้ามมีลูกอีก โดยให้เหตุผลว่าร่างกายนี้ไม่สามารถมีลูกได้แล้ว

นั่นไง พวกเขากอดคอกันกระโดดลงหลุมความน่ารักจริงด้วย

จางซูเม่ยยิ้มให้กับอาการของทุกคนในครอบครัว นางคิดไว้ไม่มีผิดว่าหากพวกเขาเห็นหน้าของเตี๋ยฮวา ต้องอดทนไม่ไหวกับความน่ารักนี้

“งั้นเตี๋ยฮวาขอเชื่อมพันธสัญญาครอบครัวได้หรือไม่เจ้าคะ” เตี๋ยฮวาดีใจมากที่บ้านจางต้อนรับนางเป็นอย่างดี แถมยังยอมรับให้เป็นสมาชิกในครอบครัว โดยไม่รังเกียจที่นางเป็นเพียงสัตว์วิญญาณในพันธสัญญามีหน้าที่เป็นผู้ช่วยของจางซูเม่ย

พันธสัญญาครอบครัวสำหรับเผ่าผีเสื้อพฤกษานั้น แค่ทำให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่าง คือ การอ่านใจมนุษย์ แต่สำหรับมนุษย์นั้นพวกเขาจะได้รับพลังวิญญาณและพลังพฤกษาจากตัวนางไป อีกทั้งยังอยู่ในระดับเดียวกันอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามีประโยชน์กับมนุษย์มากจึงได้เสนอขึ้นมา พลางอธิบายถึงข้อดีของพันธสัญญาให้พวกเขาเข้าใจไปด้วย

“พวกเรายินดีทำพันธสัญญากับฮวาเอ๋อร์จ๊ะ” แม่หลี่ตอบแทนทุกคน

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 47 ล่องเรือ

    ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 46 จดหมายปริศนา

    เช้าวันนี้อู๋ห่าวเทียนถูกเชิญมายังจวนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มเงาทมิฬอย่างละเอียด ซึ่งรายงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อส่งให้ทางการโดยตรงแม้จะเป็นเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่บรรยากาศในจวนกลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าการไต่สวนเสียอีก ผู้คนภายในห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงียบกว่าปกติ“ขอบคุณคุณชายอู๋ที่สละเวลามาในวันนี้ขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในหุบเขามรณะให้กระจ่าง เพื่อจะได้จัดทำรายงานส่งตรงไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”อู๋ห่าวเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเรื่องอย่างใจเย็น ทุกถ้อยคำของเขาชัดเจน ตรงประเด็น ไม่มีการกล่าวเกินหรือปกปิด แต่ในใจของเขากลับรู้ดี…บางความจริง หากเปิดเผยออกไปอาจนำภัยมาสู่ผู้คนรอบตัวภายในห้องประชุมใหญ่ของจวน บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดไม่น้อย อู๋ห่าวเทียนนั่งอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเขาแน่วแน่และไม่หวาดกลัว แม้รอบตัวเขาจะรายล้อมไปด้วย ขุนนางท้องถิ่น หัวหน้าทหาร และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเรียงรายในชุดเต็มยศ สายตาทุกคู่จับจ้องเขาอย่างไม่ละไปแม้แต่วินาทีเดียวเจ้าเมืองเซิ่งหลินนั่ง

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 45 เมืองเซิ่งหลิน

    หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 44 ถูกโจมตี

    กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 43 หุบเขามรณะ

    การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 42 มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

    เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status