LOGINการทำพันธสัญญาครอบครัวกับเตี๋ยฮวาไม่ได้มีขั้นตอนที่ซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแค่หยดเลือดคนละหนึ่งหยดลงมือของเด็กน้อย แล้วก็ทำการเอาเลือดเหล่านั้นแต้มไปที่หน้าผากตนเอง ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีเขียวเชื่อมโยงระหว่างเตี๋ยฮวาและครอบครัวจาง ผ่านไปเพียงชั่วครู่แสงเหล่านั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว แสดงว่าการทำพันธสัญญาครอบครัวได้เสร็จสิ้นแล้ว
เมื่อกลายเป็นครอบครัวกับผีเสื้อพฤกษาสิ่งที่พวกเขาจะได้รับ คือ สำหรับผู้ใช้พลังวิญญาณอยู่แล้วจะได้รับพลังสายพฤกษาเพิ่มมาอีก หรือหากเป็นคนธรรมดาก็จะถูกปลุกพลังในตัวขึ้นมา ทำให้กลายเป็นผู้ใช้พลังสายพฤกษาทันที แต่การปลุกพลังของคนธรรมดานี้ใช้เวลากว่าสองชั่วยาม และพวกเขาจะอยู่ในภาวะการหลับใหล เพื่อชำระภายในร่างกายให้พร้อมสำหรับการรับพลังวิญญาณ ดังนั้นครอบครัวจางทั้งสี่คนที่เป็นคนธรรมดา จึงหลับใหลไปทันทีหลังเชื่อมพันธสัญญาครอบครัวกับเตี๋ยฮวา แม้จางซูเม่ยจะทำพันธะกับผีเสื้อพฤกษาแล้วแต่ก็เป็นเพียงพันธะที่ผูกกันด้วยมิติเท่านั้น เปรียบเสมือนเจ้านายกับลูกน้องที่ไม่สามารถทรยศหักหลังกันได้ ถึงจะโชคดีได้ครอบครองมิติพฤกษา จางซูเม่ยก็ยังเป็นเพียงคนธรรมดาไม่ใช่ผู้ใช้พลังวิญญาณแต่อย่างใด ทว่าตามความเข้าใจของผู้คนในดินแดนนี้จะถือว่าเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณสายมิติ ฉะนั้นแล้วเพื่อให้การปลุกพลังเป็นไปได้ด้วยดี และทำให้ร่างกายของทุกคนซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงภายในอย่างรวดเร็วมีความสมดุล ไม่เกิดธาตุไฟเข้าแทรกระหว่างทางจนกว่าจะปลุกพลังเสร็จ เตี๋ยฮวาจึงพาครอบครัวจางเข้าไปในมิติ จากนั้นสร้างอ่างไม้จากต้นกุหลาบพันปีขึ้นมาสี่อันให้แต่ละคนนั่งแช่ โดยน้ำในอ่างนั้นถูกผสมจากน้ำทั้งสามบ่อ เมื่อน้ำวิเศษซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันรวมเข้ากับอ่างไม้ที่อัดแน่นไปด้วยพลังพฤกษาของเตี๋ยฮวาแล้ว สรรพคุณจึงมีมากกว่าการปรับสมดุลร่างกายธรรมดา แต่จะเป็นเหมือนการชำระล้างไขกระดูกดั้งเดิมและสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ จากที่มีเคยมีอาการเจ็บป่วยก็พลันหายสิ้น ซ้ำยังทำให้สติปัญญาฉลาดเฉลียว มีความจำเป็นเลิศอีกด้วย ทำให้จางลื่อซือและหลี่ซูฮวากลับมามีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนอายุแค่ยี่สิบปลาย ๆ เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก เพราะการทำงานอย่างหนักและอาการเจ็บป่วย จึงทำให้สองสามีภรรยาดูแก่กว่าคนวัยเดียวกันมาก ถึงแม้จะอายุเพียงสามสิบห้าปีและสามสิบสองปีเท่านั้น หากคนในหมู่บ้านมาเห็นพวกเขาตอนนี้ต้องไม่มีใครจำพวกเขาได้แน่ จางซูเม่ยผู้เป็นลูกสาวก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน หญิงสาวมีผิวขาวใสอิ่มน้ำแลดูเนียนนุ่มราวกับเด็กแรกเกิด เส้นผมสีดำขลับตรงยาวถึงสะโพก ใบหน้าเรียวเล็ก ขนตางอนงาม คิ้วโก่งได้รูป ดวงตากลมโต ริมฝีปากแก้มแดงระเรื่อดั่งคนสุขภาพดี ปากนิดจมูกหน่อย นับว่าเป็นสาวงามที่หาคนเทียบได้ยากในเมืองนี้ ส่วนจางซูเซียวก็เปลี่ยนจากผอมแห้งกลายเป็นเด็กสุขภาพดี มีเนื้อมีหนังมากขึ้นกว่าเดิม และมีความสูงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หน้าตาผิวพรรณก็ไม่ต่างผู้เป็นพี่เลยแม้แต่น้อย เรียกได้ว่าเขาเป็นเด็กชายที่มีหน้าตาสวย เมื่อเทียบดูแล้วรูปร่างหน้าตาของลูกสาวลูกชายจากบ้านจางนั้น เหมือนคุณหนูคุณชายในเมืองหลวงเสียมากกว่าลูกชาวบ้านธรรมดาเสียอีก เตี๋ยฮวาทำหน้าที่เฝ้าทั้งสี่คนขณะปลุกพลังวิญญาณ คอยเปลี่ยนน้ำในอ่างให้บ่อย ๆ เพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกมาระหว่างชำระล้างไขกระดูก เปลี่ยนอยู่ห้าครั้งถึงได้หยุดเพราะไม่มีสิ่งใดออกมาปนเปื้อนน้ำอีก หมายความว่าสิ่งสกปรกในร่างกายถูกขับออกมาหมดแล้ว .... เวลาผ่านไปจนครบสองชั่วยามกระบวนการปลุกพลังเสร็จสิ้นแล้ว คนแรกที่ลืมตาขึ้นมา คือ จางซูเม่ย จางซูเซียว และหลี่ซูฮวา ตามลำดับ ปกติแล้วเมื่อถึงเวลาทุกคนก็ต้องฟื้นขึ้นมาทันที ไม่เคยมีใครใช้เวลามากกว่าสองชั่วยามเลย แต่หัวหน้าครอบครัวอย่างจางลู่ซือกลับเป็นคนนั้น คนอื่น ๆ ฟื้นมาได้ครึ่งชั่วยามแล้วแต่เขาก็ยังนั่งนิ่งไม่ได้สติ จึงทำให้ภรรยาและลูกทั้งสองเกิดความรู้สึกกังวลมาก เตี๋ยฮวาจึงต้องทำการตรวจสอบร่างกายเขาอย่างละเอียดเพื่อหาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้างฮวาเอ๋อร์” จางซูเม่ยถามด้วยความร้อนใจ “เด็กดี พ่อเจ้าไม่เป็นอันตรายใช่หรือไม่” แม่หลี่เอ่ยกับลูกสาวคนใหม่ด้วยน้ำเสียงกังวล “น้องสาวต้องช่วยท่านพ่อด้วยนะ ฮึก..” จางซูเซียวเอ่ยขอร้องน้องสาวคนเล็กปนเสียงสะอื้น เขาพยายามอดกลั้นไม่ร้องไห้ต่อหน้าทุกคน “ทุกคนใจเย็น ๆ นะเจ้าคะ ข้าสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่พยายามแสดงตัวตนออกมาแต่มันถูกผนึกเอาไว้ ทำให้ร่างกายท่านพ่อปั่นป่วนเล็กน้อย น่าจะเป็นสาเหตุให้ใช้เวลาปรับสมดุลนานกว่าคนทั่วไป” เตี๋ยฮวาอธิบายให้ทุกคนฟังว่าอะไรเป็นสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นกับจางลู่ซือ เพื่อให้พวกเขาใจเย็นลงและคลายความกังวล “พลังที่ถูกผนึกอย่างนั้นหรือ? เป็นไปได้อย่างไรกัน เท่าที่แม่รู้มาพ่อเป็นคนไม่มีพลังวิญญาณตั้งแต่กำเนิดเหมือนกับท่านปู่ของพวกเจ้า” แม่หลี่เอ่ยในสิ่งที่รับรู้ออกไป สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง นางมั่นใจว่าแม้แต่ตัวสามีเองก็คงไม่อยากจะเชื่อแน่นอน “หากท่านปู่เป็นคนธรรมดาตามที่ท่านแม่บอก งั้นก็แสดงว่าท่านพ่อต้องได้รับพลังมาจากท่านย่าแน่ ๆ ว่าแต่น้ำวิเศษไม่สามารถปลดผนึกได้หรือฮวาเอ๋อร์?” จางซูเม่ยถามออกไปด้วยความสงสัย ผนึกพลังที่อยู่ภายในร่างกายท่านพ่อก็น่าจะนับว่าเป็นอาการเจ็บป่วยไม่ใช่เหรอ “น้ำวิเศษทั้งสามมีคุณสมบัติแตกต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วจะช่วยรักษาแค่อาการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรืออาการบาดเจ็บทั่วไปเท่านั้น ข้อยกเว้นของมันคือ ผนึกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์และการใช้อักขระเจ้าค่ะ ส่วนกรณีของท่านพ่อข้ามั่นใจว่าเกิดจากคนสายเลือดเดียวกัน และไม่แน่ว่าจะเป็นฝีมือของมารดาผู้ให้กำเนิด เพราะผนึกนี้ไม่ทำให้เจ็บปวดแค่กดพลังเอาไว้เท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปพลังที่ถูกกดเอาไว้มีอานุภาพมากขึ้นแต่ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้ จึงส่งผลให้ร่างกายบางส่วนใช้งานไม่ได้ ซึ่งทำให้อยู่ ๆ ท่านพ่อก็เดินไม่ได้แบบไม่ทราบสาเหตุ ตอนนี้ท่านพ่อได้รับพลังพฤกษาเข้าไปเป็นตัวกระตุ้น อาจจะทำให้ขาเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าอยากกลับมาเดินได้อีกครั้งคงต้องให้ท่านย่าเป็นคนแก้แล้วเจ้าค่ะ” เตี๋ยฮวาอธิบายในสิ่งที่นางรับรู้ให้กับทั้งสามคนฟัง นางพูดออกมาทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจเอาเองว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรในอนาคต “แต่ท่านย่าตายไปแล้วไม่ใช่เหรอขอรับ” จางซูเซียวเอ่ยออกมาหลังจากฟังเตี๋ยฮวาอธิบายยาวเหยียด เขาอยากให้ท่านพ่อกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่ทว่าต้องพึ่งพาท่านย่าคนเดียวเท่านั้น จากที่มีความหวังในรักษาท่านพ่อให้หายดีกลายเป็นต้องทำใจแทนเสียนี่ เพราะท่านย่าของเขานั่นตายไปตั้งแต่ท่านพ่อยังเด็กแล้ว แบบนี้จะทำอย่างไรล่ะเนี่ย ป่านนี้นางไม่ไปเกิดใหม่แล้วเหรอ เฮ้อ “พ่อคิดว่านางอาจจะยังไม่ตายก็ได้” จางลู่ซือพูดแทรกขึ้นมาขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด เขาได้ยินพวกนางคุยกันตลอดแต่ไม่สามารถฝืนลืมตาขึ้นมาได้ ทำได้รอเวลาเท่านั้น “โอ๊ะ! ท่านพ่อฟื้นแล้ว” จางซูเซียวอุทายเสียงเบาและหันไปทิศทางของเสียงและรีบวิ่งไปหาบิดาทันที “ดีจริง ในที่สุดท่านพ่อก็ฟื้นแล้ว” จางซูเม่ยเอ่ยออกมาด้วยความยินดี นางเป็นเดียวที่ไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากเตี๋ยฮวาย้ำแล้วว่าท่านพ่อไม่เป็นอันตรายแค่ใช้เวลานานกว่าคนอื่นเพียงเท่านั้น “ท่านพี่ฟื้นแล้ว! รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ” หลี่ซูฮวาพุ่งตัวไปหาสามีทันที เตรียมจะยกเขาออกจากอ่างน้ำขึ้นมานั่งบนรถเข็น เพราะกลัวเขาหนาวจากการแช่น้ำนาน แต่กลับโดนเตี๋ยฮวาเอ่ยขัดจังหวะก่อน “ท่านแม่เดี๋ยวข้าจัดการเองเจ้าค่ะ” เตี๋ยฮวาใช้พลังยกตัวพ่อจางขึ้นจากอ่างมานั่งบนรถเข็น และใช้พลังทำให้เสื้อผ้าของเขาแห้งทันที และเอ่ยปากชวนครอบครัวจางพักผ่อนในมิติเพื่อเรียนรู้การใช้พลังพฤกษาเสียก่อนค่อยออกไปโลกภายนอก ซึ่งจางซูเม่ยเห็นด้วยกับความคิดนี้ บอกทุกคนให้พักเรื่องท่านย่าและพลังที่ถูกผนึกของท่านพ่อไว้ก่อน เพราะนางคิดว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน จึงตกลงกันว่าจะคุยเรื่องนี้อีกครั้งหลังจากที่นางกลับมาจากการสำรวจมิติทับซ้อน ดังนั้นในระหว่างที่ทุกคนพักผ่อนหย่อนใจอยู่ในบ้านของเตี๋ยฮวา ซึ่งมีสวนกุหลาบขนาดใหญ่ ประกอบด้วย กุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ และดอกไม้ชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งยังมีศาลากลางน้ำอีกด้วย ภายในนั้นเตี๋ยฮวาได้เตรียมชาและขนมกุ้ยฮวาไว้สำหรับทุกคน ซึ่งถูกใจผู้เป็นแม่อย่างหลี่ซูฮวามาก จางซูเม่ยก็เข้ามาอยู่ในบ้านหลังเก่าที่ใช้เก็บตำราแล้ว นางเดินไปยกโคมไฟที่ทำจากแก้วขึ้นมาถือไว้ เดี๋ยวยกเดี๋ยววางอยู่สักพักก็ไม่เห็นมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นเอาเลือดหยดลงไปก็ไม่มีผล ตัวนางก็ยังไม่ไปโผล่ในมิติอื่นอย่างที่คิดเอาไว้เสียที เฮ้อ ไหนล่ะมิติทับซ้อน? เตี๋ยฮวาบอกว่าแค่ยกโคมไฟไม่ใช่หรอ ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย นี่มันหลอกลวงกันชัด ๆ! จางซูเม่ยนั่งเงียบด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ ภายในใจพร่ำบ่นว่าสวรรค์หลอกลวงนางแล้ว จึงตัดสินใจกลับไปหาครอบครัวดีกว่า แต่เมื่อเดินออกจากบ้านมาก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เตี๋ยฮวาเรียกมิติทับซ้อนนั้นหมายถึงสิ่งใดกันแน่ และน่าจะโผล่มาตั้งแต่นางยกโคมไฟออกจากตำแหน่งเดิมแล้วด้วยซ้ำ สิ่งนั้นคือ บ้านส่วนที่เหลือนั่นเอง จากปกติมีแค่ห้องเก็บตำราเพียงห้องเดียว กลายเป็นจวนขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วย เรือนประธาน เรือนตะวันออก เรือนตะวันตก เรือนด้านหลัง ห้องเก็บตำรา เรือนคนรับใช้ โรงครัว สวนขนาดใหญ่ และอีกหลายเรือนที่จางซูเม่ยไม่ทราบว่าใช้ทำสิ่งใด คงต้องใช้เวลาสำรวจสักพักถึงจะครบทุกพื้นที่ นางตั้งใจว่าจะสำรวจพร้อมกับครอบครัว เพราะในอนาคตทุกคนต้องอาศัยอยู่ที่นี่สลับกับอยู่โลกภายนอก จึงอยากให้มีความคุ้นเคยกับสถานที่นี้เสียก่อน โดยสภาพจวนนั้นใหม่เอี่ยมราวกับพึ่งสร้างเสร็จไม่นาน และสามารถยกทั้งจวนออกไปตั้งข้างนอกได้ด้วย เมื่อระดับมิติเพิ่มขึ้นอีกสองขั้น ซึ่งเตี๋ยฮวายังไม่ได้บอกจางซูเม่ยเรื่องนี้ “ใครจะคิดว่ามิติทับซ้อนคือจวนใหญ่ขนาดนี้ คิดว่าต้องไปโผล่มิติอื่นเสียอีก ข้าน้อยขอโทษที่กล่าวหาว่าหลอกลวงเจ้าค่ะ” จางซูเม่ยทำการก้มหัวค้างไว้ชั่วจิบชา เพื่อเป็นการแสดงออกว่านางขอโทษจากใจจริง เมื่อทบทวนดูแลปรากฏว่าการที่นางกล่าวหาไปแบบนั้นเป็นสิ่งไม่ควรจริง ๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับมานั้น นางก็ไม่ได้ให้อะไรตอบแทนเลยแม้แต่น้อย ระหว่างที่หญิงสาวกำลังก้มหัวขอโทษนั้น ครอบครัวจางและเตี๋ยฮวาก็เดินมาถึงจุดที่นางยืนอยู่พอดี เพราะเป็นสัตว์ในพันธสัญญาทำให้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของมิติ จึงชวนทุกคนเดินมาหาจางซูเม่ย “พี่ใหญ่ทำสิ่งใดอยู่หรือขอรับ” จางซูเซียวส่องดูหน้าพี่สาวพลางถามออกไปด้วยความสงสัย “เฮ้ย!! เซียวเอ๋อร์มาตอนไหน พี่ตกใจนะ!” นางหลับตาเพียงครู่เดียว แต่พอลืมตากลับเจอน้องชายยื่นหน้ามาใกล้ ๆ จึงตกใจโพล่งคำอุทานออกมาเสียงดัง “เล่นอะไรไม่เข้าท่าเจ้าลูกคนนี้ พี่สาวเจ้าตกใจหมดแล้ว” พ่อจางหันไปบ่นลูกชายทันที เมื่อเขาทำลูกสาวสุดที่รักตกใจ “โถ่ ท่านพ่อ ข้าไม่รู้ว่านางจะตกใจนี่นา” จางซูเซียวตอบโต้กับผู้เป็นพ่อไปมา ด้วยสีหน้าที่เหนื่อยใจกับการรักลูกสาวมากของท่าน แม้เขาจะเจอแบบนี้มานานแต่ก็ยังไม่ชินสักที “ทะเลาะกันได้ทุกวี่ทุกวันจริง ๆ เม่ยเอ๋อร์อย่าไปสนใจเลย แม่ว่าพวกเราไปสำรวจจวนใหม่กันดีกว่านะ” แม่หลี่พูดกับลูกสาวอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา นอกจากสมาชิกครอบครัวจางจะกลายเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณแล้ว ลูกสาวคนโตยังได้ครอบครองมิติที่สวยงามพร้อมกับจวนหลังใหญ่อีกด้วย ถึงก่อนหน้านี้จะเคยอาศัยอยู่จวนในเมืองตอนที่ยังไม่แยกบ้าน แต่ก็ขนาดไม่ใหญ่เท่าจวนนี้ ส่วนเรื่องความสุขสบายไม่ต้องพูดถึงครอบครัวของนางไม่เคยได้สัมผัส เนื่องจากต้องทำงานในจวนไม่ต่างจากบ่าวไพร่เลยล่ะ แม้จะไม่ใช่คนชอบความหรูหรา แต่แม่หลี่ก็ชอบใจมากกับความหรูหราใหญ่โตของจวนลูกสาว เพราะคิดว่าสวรรค์โปรดปรานลูกสาวของนางมากแน่ ๆ ถึงได้ประธานสิ่งต่าง ๆ มาให้มากมายขนาดนี้ “เจ้าค่ะ ข้าว่าจะไปชวนพวกท่านพอดี” จางซูเม่ยตอบรับคำชวน “ให้เตี๋ยฮวานำทางนะ! ข้ามีอะไรจะให้พวกท่านดูเจ้าค่ะ!”ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก
เช้าวันนี้อู๋ห่าวเทียนถูกเชิญมายังจวนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มเงาทมิฬอย่างละเอียด ซึ่งรายงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อส่งให้ทางการโดยตรงแม้จะเป็นเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่บรรยากาศในจวนกลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าการไต่สวนเสียอีก ผู้คนภายในห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงียบกว่าปกติ“ขอบคุณคุณชายอู๋ที่สละเวลามาในวันนี้ขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในหุบเขามรณะให้กระจ่าง เพื่อจะได้จัดทำรายงานส่งตรงไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”อู๋ห่าวเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเรื่องอย่างใจเย็น ทุกถ้อยคำของเขาชัดเจน ตรงประเด็น ไม่มีการกล่าวเกินหรือปกปิด แต่ในใจของเขากลับรู้ดี…บางความจริง หากเปิดเผยออกไปอาจนำภัยมาสู่ผู้คนรอบตัวภายในห้องประชุมใหญ่ของจวน บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดไม่น้อย อู๋ห่าวเทียนนั่งอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเขาแน่วแน่และไม่หวาดกลัว แม้รอบตัวเขาจะรายล้อมไปด้วย ขุนนางท้องถิ่น หัวหน้าทหาร และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเรียงรายในชุดเต็มยศ สายตาทุกคู่จับจ้องเขาอย่างไม่ละไปแม้แต่วินาทีเดียวเจ้าเมืองเซิ่งหลินนั่ง
หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ
กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว
การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา
เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต







