Share

บทที่ 7 มิติพฤกษา

Author: BABYPIGGIE
last update Petsa ng paglalathala: 2026-08-04 23:44:21

มิติพฤกษาอย่างงั้นเหรอ?

แสดงว่าเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูกน่ะสิ!

จางซูเม่ยคิดได้แบบนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา เมื่อคิดตามสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเด็กพูดอธิบายให้ฟัง ก็พอรู้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของนางแน่นอนไม่ใช่การบุกรุกพื้นที่ใคร ความกังวลพลันผ่อนคลายลง แล้วนางจึงมานั่งพูดคุยกับผีเสื้อพฤกษาถึงเรื่องราวของมิติพฤกษาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นแนวทางในอนาคตว่าควรใช้งานอย่างไร

“ก่อนอื่นข้าว่าเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่า ข้าชื่อจางซูเม่ย แล้วเจ้าล่ะ?” หญิงสาวเริ่มแนะนำตัวก่อนและถามกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้าไม่มีชื่อหรอกเจ้าค่ะ นายหญิงตั้งชื่อให้ข้าหน่อยสิเจ้าคะ” เสียงหวานตอบกลับเจ้านายสาวด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว

“ให้ข้าตั้งชื่อหรอ เดี๋ยวคิดก่อนนะ เจ้าเป็นหญิงต้องเหมาะกับสิ่งสวยงาม อืม..งั้นชื่อเตี๋ยฮวาแล้วกัน ข้าเอามาจากคำว่าผีเสื้อและดอกไม้ เจ้าชอบหรือไม่” หญิงสาวนึกถึงสวนกุหลาบด้านหลังบ้านจึงเอามาตั้งชื่อให้ผู้ช่วยตัวน้อยของนาง

“ชอบเจ้าค่ะ! ข้าชื่อเตี๋ยฮวา ๆ ฮิฮิ” ผีเสื้อพฤกษาพอใจกับชื่อใหม่เป็นอย่างมาก

“เอาล่ะ เตี๋ยฮวาของข้า เจ้าสามารถลดขนาดตัวหรือแปลงกายได้ไหม ข้าไม่ชินกับขนาดใหญ่โตของเจ้าเสียเท่าไหร่ ฮ่าฮ่า” ในใจจางซูเม่ยคาดหวังว่าเตี๋ยฮวาจะสามารถแปลงกายได้ เพราะแบบนั้นคงสะดวกมากกว่า หากจะมาเป็นผู้ช่วยของนางในอนาคต หรือหากทำไม่ได้อย่างน้อยก็ขอให้ตัวเล็กลงสักหน่อยก็ยังดี

“โอ้ เรื่องนั้นนายหญิงไม่ต้องห่วง แม้จะยังเด็กแต่ข้าก็มีอายุถึงสามพันปีแล้ว สามารถแปลงกายอยู่ในร่างมนุษย์ได้ตามใจต้องการเจ้าค่ะ” เตี๋ยฮวาไม่พูดเปล่า นางแปลงกายให้นายหญิงของตนเองได้ดู เพื่อยืนยันสิ่งที่พูดออกไป โดยการบินรอบตัวเองหนึ่งรอบอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เกิดแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมาแทนที่จนจางซูเม่ยต้องยกมือขึ้นปิดตาเอาไว้

วิ้ง!! วิ้ง!!

แสงระยิบระยับส่องประกายออกมาจากตัวของเด็กหญิงหน้าตาน่ารักตรงหน้าของจางซูเม่ย เนื้อตัวขาวอวบราวกับก้อนแป้งใส่ชุดสีเขียว และทรงผมซาลาเปาบนหัวก็ผูกด้วยผ้าสีเขียวเช่นเดียวกัน แก้มกลมแดงระเรื่อดั่งคนสุขภาพดี ปากนิดจมูกหน่อย จางซูเม่ยผู้แพ้ความน่ารักเห็นแบบนั้นก็อุทานออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“น่ารักมาก! น่ารักที่สุด! เตี๋ยฮวาของข้าน่ารักอะไรอย่างนี้ เร็วเข้ามาให้พี่สาวกอดหน่อย” จางซูเม่ยพูดจบก็กางแขนออกเพื่อรอกอดเด็กหญิงทันที ตอนเห็นหน้าน้องชายครั้งแรก นางก็ดีใจแต่ไม่ได้ออกอาการขนาดนี้ เพราะโดยส่วนตัวนั้นนางชื่นชอบเด็กผู้หญิงเป็นพิเศษ แถมเตี๋ยฮวาก็น่ารักมากขนาดนี้ หากครอบครัวจางได้เห็นก็คงอาการไม่ต่างกันแน่นอน

“ข้ากอดเจ้าค่ะพี่สาว โอ๊ะ! นายหญิง”

เตี๋ยฮวาวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นนายทันทีอย่างไม่ลังเล เพราะนางต้องทำตามคำสั่งเจ้าของมิติที่เปรียบดั่งเจ้าชีวิตทุกอย่าง เนื่องจากตอนนี้ตนเองกลายเป็นสัตว์ในพันธสัญญาของจางซูเม่ยแล้ว จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ใช้เลือดปลดปล่อยนางออกมาจากรูปภาพ ทำให้เตี๋ยฮวาทำตามคำสั่งด้วยความเต็มใจและมีความสุขที่ได้ทำนั่นเอง

“เรียกพี่สาวนั่นแหละจ้ะ ข้าอยากเป็นพี่สาวมากกว่า ร่างมนุษย์ของเจ้าน่าจะประมาณเด็กอายุห้าปีเท่านั้น หากเรียกนายหญิงจะเหมือนข้าใช้งานเด็กน่ะสิ ไม่ดี ๆ ต่อไปเรียกว่าพี่สาวนะจ๊ะ ฮื้อ..เตี๋ยฮวาตัวนุ่มนิ่มจังเลย”

จางซูเม่ยไม่อยากให้เด็กน้อยเรียกตนเองว่านายหญิง เพราะนางไม่อยากใช้งานเด็กตัวเล็ก ๆ ถึงจะถูกส่งมาเป็นผู้ช่วยก็เถอะ และก็รู้สึกว่าตนเองยังไม่ได้แก่พอที่จะใช้คำแทนตัวแบบนั้นด้วย จึงเอ่ยปากให้เตี๋ยฮวาเรียกว่าพี่สาว

“เจ้าค่ะพี่สาว” เด็กหญิงตอบรับอย่างว่าง่ายและเชื่อฟัง

“จากนี้ถึงเวลาที่เราต้องคุยเรื่องสำคัญกันแล้วล่ะ เตี๋ยฮวา..คือผู้ช่วยของพี่สาวใช่ไหม? แสดงว่าต้องรู้จักมิติพฤกษาดีและต้องรู้วิธีใช้งานมันใช่ไหมจ๊ะ อย่างเช่น คุณสมบัติของสิ่งที่อยู่ในมิติทั้งหมด หรือไม่ก็การเข้าออกมิติ อะไรแบบนั้น”

จางซูเม่ยปล่อยเตี๋ยฮวาออกจากอ้อมกอด และอุ้มเด็กน้อยวางบนเก้าอี้ด้านข้างที่ว่างอยู่ สองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งนั่งเล่าและอีกคนนั่งฟัง

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าถูกเลือกให้มาเป็นผู้ช่วยและสัตว์ในพันธสัญญาของผู้ครอบครองมิติแห่งนี้ และคุณสมบัติสุดพิเศษของมิติพฤกษาก็ตามชื่อเลยเจ้าค่ะ สถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับเพาะปลูก ไม่ว่าจะปลูกสิ่งใดเมื่อเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นพืชพลังวิญญาณ เนื่องจากในบรรยากาศเต็มไปด้วยพลังวิญญาณหนาแน่น

ถ้ามีการเพาะปลูกมากเท่าไหร่ มิติพฤกษาก็จะยกระดับตนเองมากขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ส่วนสิ่งที่อยู่ในมิติมีอะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไร เตี๋ยฮวาจะอธิบายให้พี่สาวฟังไปทีละอย่างนะเจ้าคะ

งั้นเริ่มจากบ้านหลังนี้นะเจ้าคะ ที่นี่มีไว้สำหรับเก็บตำราความรู้ต่าง ๆ และตำราการใช้พลังทุกแขนงที่มีในโลกนี้ ท่านอาจจะคิดว่าเป็นห้องหนังสือธรรมดา แต่ทว่าจริง ๆ แล้วมันมีกลไกซ่อนอยู่เจ้าค่ะ นั่นคือห้องนอนซึ่งเป็นมิติทับซ้อน แค่พี่สาวยกตะเกียงบนโต๊ะขึ้นก็เข้าไปได้แล้ว

อย่าถามนะเจ้าคะ ว่าทำไมต้องทำกลไกซ่อนห้องนอน ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ ฮ่าฮ่า” เตี๋ยฮวาเห็นว่าจางซูเม่ยกำลังจะเอ่ยถามก็พูดดักไว้ก่อน เพราะนางก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร

“ฮ่าฮ่า รู้ด้วยว่าพี่สาวจะถามอะไร ต่อไปพี่สาวจะฟังอยากเดียวไม่ขัดจังหวะแล้ว งั้นเตี๋ยฮวาเล่าต่อเลยจ้ะ” จางซูเม่ยหัวเราะให้กับท่าทางของเด็กหญิง ยกมือสองข้างโบกไปมาเพื่อบอกว่าห้ามถาม

“ได้เลยเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะอธิบายเกี่ยวกับบ่อน้ำหลังบ้าน พี่สาวคงเห็นแล้วว่ามันมีทั้งหมดสามบ่อ

โดยบ่อแรกมีผลึกสีขาวที่เกิดจากการซึมซับแสงแดดและพลังวิญญาณมาเป็นเวลานาน เรียกว่าผลึกแห่งแสง ซึ่งมีคุณสมบัติในการรักษาโรคทุกอย่าง แล้วยังเหมาะกับสำหรับคนฝึกวิชาแห่งแสงเป็นอย่างมาก สามารถดูดซับเพื่อเพิ่มพลังในการรักษาได้

บ่อที่สองมีผลึกสีน้ำเงินเกิดจากการซึมซับพลังวิญญาณจากน้ำทิพย์อย่างเดียว ทำให้มีคุณสมบัติเรื่องสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ใช้ได้กับคนและสัตว์ทุกชนิด ส่วนใหญ่มักจะใช้ผลึกแห่งสติปัญญานี้ร่วมกับผลึกเสริมพลังอย่างอื่น เรียกว่าเป็นแค่ตัวช่วยเสริมเท่านั้น

บ่อสุดท้ายนั้นสำคัญมากเจ้าค่ะ เนื่องจากเป็นบ่อที่มีผลึกพฤกษาและยังเป็นบ่อที่หล่อเลี้ยงพืชทุกชนิดในมิติแห่งนี้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติของมันมีเพียงอย่างเดียว คือ ทำให้พืชทุกชนิดเติบโตได้ดีและกลายเป็นพืชวิญญาณได้

อ๋อ..แล้วก็น้ำในบ่อทั้งสามจะไม่มีวันเหือดแห้งด้วยนะเจ้าค่ะพี่สาว”

เด็กหญิงพูดอธิบายในสิ่งที่นางรับรู้ให้จางซูเม่ยฟังแบบยาวเหยียดโดยไม่หยุดพัก

“อ๋อ..เข้าใจแล้วจ้ะ ว่าแต่สวนกุหลาบล่ะมีความพิเศษอะไรไหม” จางซูเม่ยก็ยังคงถามต่อไปในสิ่งที่ตนเองสงสัย

“สวนกุหลาบนั้นเป็นบ้านของข้าเองเจ้าค่ะ เพราะก่อนหน้านี้พี่สาวยังไม่ทำพันธสัญญากับข้าเลยเห็นเป็นแบบนั้น”

เตี๋ยฮวาบอกกล่าวให้จางซูเม่ยได้รับรู้ สวนดอกไม้นั่นจำได้ว่าเป็นสิ่งที่นางเอาติดตัวมาด้วย ก่อนจะรับงานเป็นผู้ช่วยเจ้าของมิติพฤกษา

“เข้าใจแล้วล่ะ เป็นบ้านของเตี๋ยฮวานี่เอง มีอีกหนึ่งเรื่องที่พี่สาวสงสัย คือว่าจะออกจากมิตินี้อย่างไรหรือ? เข้ามาแล้วกลัวออกไม่ได้ ฮ่าฮ่า” หญิงสาวคิดว่าตนเองเข้ามาในมิตินานมากแล้ว หากกลับออกไปไม่ได้ครอบครัวจางคงเป็นห่วงและออกตามหานางแน่ จึงเอ่ยถามวิธีกับผู้ช่วยตัวน้อย

“หากทำพันธสัญญากับข้าแล้ว แสดงว่าเป็นการเปิดใช้งานมิติอย่างสมบูรณ์ พี่สาวสามารถเข้าออกมิติตามใจต้องการเลยเจ้าค่ะ เพียงแค่คิดในใจว่าอยากเข้าหรืออยากออกเท่านั้น

โอ๊ะ! ข้าลืมบอกอะไรอีกอย่าง หากยกระดับมิติได้สามครั้งจะสามารถกำหนดเวลาในมิติได้ด้วยนะเจ้าคะ” เตี๋ยฮวาอธิบายให้เจ้านายสาวฟังอย่างอารมณ์ดี

“เข้าออกง่ายกว่าที่คิดนะเนี่ย แล้วเตี๋ยฮวารู้ไหมว่ามิติพฤกษามีกี่ระดับ ต้องปลูกมากแค่ไหนถึงยกระดับได้”

“ข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ แต่สิ่งที่ข้ารู้ก็บอกพี่สาวไปหมดแล้ว” เด็กน้อยทำปากยู่ เพราะตนเองไม่สามารถตอบคำถามของผู้เป็นนายได้ นางอยากจะตอบทุกอย่างที่หญิงสาวถาม เพียงแต่ข้อมูลในหัวมีเท่านี้จริง ๆ

“โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะ แค่เตี๋ยฮวาทำให้พี่สาวรู้ข้อมูลของมิติพฤกษาก็เก่งมากแล้ว หากไม่ได้เตี๋ยฮวามาเป็นผู้ช่วยนะพี่สาวคงแย่แน่ ๆ เลยเนี่ย”

จางซูเม่ยพูดคุยกับเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยน นางพูดเรื่องจริงที่ว่าหากไม่ได้ผู้ช่วยตัวน้อยคนนี้คงแย่ เพราะนางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมิติเลยและยังไม่รู้ว่าจะกลับออกไปอย่างไร

หญิงสาวพูดคุยเล่นกับเด็กน้อยอยู่ครู่หนึ่งให้นางอารมณ์ดี เมื่อถึงเวลาสมควรที่ต้องกลับออกไปแล้ว จึงเอ่ยคำลากับเตี๋ยฮวา

“วันนี้พี่สาวต้องออกไปแล้ว พรุ่งนี้เดี๋ยวมาหาใหม่นะเตี๋ยฮวา”

“แล้วเจอกันใหม่เจ้าค่ะ พี่สาวอย่าลืมหาเมล็ดผักมานะ ผีเสื้อพฤกษาอย่างข้าหากไม่เพาะปลูกก็ไม่ไม่รู้จะทำอะไรเลยเจ้าค่ะ” เตี๋ยฮวาย้ำกับเจ้านายอีกครั้ง เรื่องที่สัญญาว่าจะหาเมล็ดผักมาให้นางปลูก เพื่อรื้อฟื้นพลังที่ไม่ได้ใช้มานาน

“ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ ไปก่อนนะเตี๋ยฮวา” จางซูเม่ยโบกมือลาเด็กน้อย ก่อนจะหลับตาและเตรียมออกไปโลกภายนอก

ออกจากมิติ

ขณะที่จางซูเม่ยกำลังหลับตาและพูดว่าออกจากมิตินั้น สมาชิกบ้านจางทั้งสามคนก็กำลังแตกตื่น เพราะลูกสาวคนเดียวของบ้านหายตัวไปอย่างไรร่องรอย โดยคนที่รู้ก่อนใคร คือ แม่หลี่ นางนอนหลับไปแล้วแต่ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ และสังเกตว่าห้องนอนของลูกสาวยังมีแสงสว่างลอดออกมา จึงส่งเสียงเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เม่ยเอ๋อร์ยังไม่นอนเหรอลูก เม่ยเอ๋อร์ ได้ยินแม่ไหม”

แม่หลี่เห็นอย่างนั้นก็ใจไม่ดีกลัวลูกจะเป็นอะไรไป เพราะปกติจางซูเม่ยเป็นคนที่ไวต่อเสียงมาก นางจะตื่นทันทีหากได้ยินเสียงอะไรมารบกวน แต่ครั้งนี้เคาะประตูก็แล้ว เรียกชื่อก็แล้ว ยังเงียบสนิทไม่มีการตอบกลับมาเช่นทุกครั้ง

ผู้เป็นแม่ตัดสินใจจะเปิดประตูห้องเข้าไป แต่ลูกสาวก็ลงกลอนไว้ จึงไปปลุกลูกชายและสามีมา โดยให้จางซูเซียวออกไปปีนเข้าทางหน้าต่างจากด้านนอกตัวบ้าน ส่วนนางกับสามีจะรอเข้าไปช่วยคนในห้อง แต่ปรากฏว่าไม่มีคนอยู่ในห้องเสียอย่างงั้น

หลังจากนั้นทั้งบ้านจึงเริ่มวุ่นวาย แต่ละคนต่างร้อนใจว่าคนหายไปได้อย่างไร แม้แต่รองเท้าก็ไม่ใส่ไป ในระหว่างที่กำลังปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี อยู่ ๆ ลูกสาวที่หายไปก็ปรากฏตัวต่อหน้าต่อตาพวกเขา ในท่ายืนหลับตาบนเตียง ทั้งสามคนเห็นกับตาตนเองว่าจางซูเม่ยโผล่มาจากอากาศอันว่างเปล่า

สามคนพ่อแม่ลูกเบิกตาโตด้วยความตื่นตระหนก ปากก็โพล่งคำอุทานออกมาไม่ซ้ำกัน ส่วนจางซูเม่ยที่หลับตาอยู่ได้ยินเสียงก็ลืมตาดู ก่อนจะอุทานด้วยความตกใจที่มีคนเห็นนางช่วงที่ออกจากมิติพอดี

“เฮ้ย!! / ว้าย!! เม่ยเอ๋อร์ / ผี!!”

“ว้าย!! ท่านพ่อ! ท่านแม่! เซียวเอ๋อร์!”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 52 ทายาทคนสุดท้าย

    แม้ร่างกายของจางซูเม่ยจะหมดสติไปแล้ว แต่นางกลับรู้สึกเหมือนถูกแสงสว่างบางอย่างส่องเข้าตา จนนางต้องยกมือขึ้นมาบังเอาไว้ เพียงชั่วครู่แสงนั้นก็หายไป ก่อนจะแทนที่ด้วยภาพอันแสนเลือนลางจากม่านหมอกหนาทึบ แล้วมันก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นราวกับรู้ว่านางเอ่ยตำหนิอยู่ในใจหญิงสาวพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าอันกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวชอุ่มแผ่คลุมไปทั่วผืนดินราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด นางได้ยินเสียงน้ำไหลดังอยู่ไกล ๆ และได้กลิ่นไม้ใบและดินชื้นอบอวลอยู่ในอากาศอย่างชัดเจนทั้งยังมีละลองสีทองอ่อนจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และพวกมันเคลื่อนไหวอยู่รอบกายของนางอย่างนุ่มนวล ราวกับว่ากำลังต้อนรับหญิงสาวผู้มาเยือนสถานที่พิเศษแห่งนี้ ยิ่งส่งเสริมให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและเหนือความเป็นจริงขึ้นไปอีกเพราะมีทั้งความงดงามและความลึกลับ ราวกับโลกอีกใบที่ไม่ควรมีอยู่จริงตอนนี้ตรงหน้าของจางซูเม่ย ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างามดุจเทพธิดาแห่งป่าใหญ่ ผมสีมรกตยาวสยายถึงเอว ราวกับเส้นไหมระยิบระยับแสงสีทองนวล นางสวมเสื้อผ้าจากเส้นใยไม้ถักทออย่างปราณีต ดวงตาสีเดียวกับจางซูเม่ยจับจ้องมาอย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงควา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 51 ภูตทั้งห้า

    “เจ้า…คืออะไรกันแน่?”เด็กหญิงตัวน้อยเพียงยิ้มตอบไม่เอ่ยวาจาใด ก่อนจะโน้มตัวไปกอดไหล่ของจางซูเม่ยเอาไว้แน่น จากนั้นร่างน้อยก็พลันจางหายกลับเข้าไปในดอกไม้ดังเดิมราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน เหลือไว้เพียงกลีบดอกไม้สีม่วงที่ไหวระริกตามแรงลม และละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างเงียบงันจางซูเม่ยนิ่งยืนอยู่เช่นนั้น นางไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือเพียงภาพในความฝัน ทว่ากลิ่นหอมจากดอกไม้และไออุ่นที่ยังหลงเหลือในอก…คือสิ่งที่ยืนยันว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง บางที…มิติพฤกษาแห่งนี้ อาจไม่ใช่แค่สถานที่ลี้ภัยหรือปลูกต้นไม้ดอกไม้ของนางเพียงอย่างเดียว…แต่มันน่าจะสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยหลังจากเหตุการณ์ประหลาดผ่านพ้นไป หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลุกไปไหน เนื่องจากรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอากาศรอบ ๆ ตัว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ามองนางอยู่จากทั่วทุกมุมของมิติแห่งนี้นางหลุบตาลงมองดอกไม้สีม่วงเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด หรือจะเป็นภูตดอกไม้นะ ถ้าเมล็ดพันธุ์ทุกต้นที่นางปลูกมีภูตหลับใหลอยู่จริง ๆ แล้วตื่นขึ้นมาทั้งหมดล่ะ?เมื่อคิดแบบนั้นก็หันไปยังแปลงดอกไม้ป่าเล็ก

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 50 สมาชิกใหม่

    สายลมยามค่ำพัดเอื่อยผ่านเรือนพักหลังน้อยที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจวนตระกูลอู๋ พัดพาเอากลิ่นหอมบาง ๆ ของดอกเหมยที่เพิ่งเริ่มผลิบานลอยคลุ้งปะปนมากับกลิ่นไผ่สดจากแนวสวนด้านหลัง เสียงใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงกระซิบจากธรรมชาติอย่างไรอย่างนั้นแสงสุดท้ายทอดยาวข้ามบานหน้าต่างเข้ามาภายในเรือน ทำให้ลวดลายดอกเหมยบนกรอบไม้สะท้อนแสงสีทองอ่อน ลายของเงาสะท้อนบนพื้นไม้ตรงหน้าอย่างงดงาม จนแทบไม่กล้าก้าวเหยียบให้เลือนหาย จางซูเม่ยนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวายริมหน้าต่าง มือขาวเนียนถือถ้วยชาอุ่น ๆ พลางสูดดมกลิ่นหอมของชาดอกไม้ป่านางเพิ่งกลับมาจากเรือนหลัก หลังจากร่วมโต๊ะอาหารกับสหายและอู๋ห่าวเทียน วันนี้แม่ครัวของจวนดูเหมือนจะตั้งใจแสดงฝีมือเป็นพิเศษ อาหารที่จัดมามีทั้งข้าวอบสมุนไพร แกงเปรี้ยวหวานรากบัว เป็ดย่าง และอาหารชนิดอื่นอีกหลายจาน ถึงแม้ว่ามื้อเย็นจะหรูหราเกินความคุ้นเคยของนาง แต่ก็ต้องยอมรับว่ารสชาติอร่อยจนแทบอดใจไม่ได้เลยทีเดียว“อาหารดีแค่ไหน แต่ก็ยังสู้มื้อที่เราทำเองระหว่างทางไม่ได้หรอก เข้าป่าหาวัตถุดิบเองสนุกกว่าตั้งเยอะ” นางพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยกชาขึ้นจิบช้า ๆ พลางม

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 49 จุดหมายปลายทาง

    หลังจากหยุดพักที่เมืองเซิ่งหลินเป็นเวลาสามวัน พวกเขาก็รีบเดินทางต่อทันที คราวนี้เส้นทางส่วนใหญ่ยังคงเป็นแนวภูเขาสลับกับพื้นที่ราบ แม้ภูเขาบางจุดจะมีความสูงชันมาก แต่ก็ไม่มีที่ไหนอันตรายเท่าหุบเขามรณะเลย ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงมากเท่าไหร่ก็จะเห็นหมู่บ้านเยอะมากขึ้นเท่านั้น การเดินทางครึ่งเดือนที่เหลือเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใด ๆ ทำให้ทุกคนในขบวนรู้สึกสบายใจมากขึ้นไม่น้อยจางซูเม่ยและอู๋เซียนอวี้ที่นั่งอยู่ในรถม้าตลอดทาง พวกนางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส ทั้งสองพูดคุยถึงเมืองหลวงว่าเป็นอย่างไร และอยากรู้ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด“ต้นไม้แถวนี้ดูไม่เหมือนที่ผ่านมานะเซียนอวี้ เหมือนจะมีแต่พันธุ์หายากเต็มไปหมดเลย” จางซูเม่ยเอ่ยกับสหายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ขณะที่สายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าตลอดเวลา“เพราะพวกเรากำลังเข้าสู่เขตเมืองหลวงแล้วน่ะสิ” อู๋เซียนอวี้ตอบอย่างคล่องแคล่ว “พื้นที่เมืองหลวงขึ้นชื่อว่าอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในแคว้น เขตป่ารอบนอกมีต้นไม้หรือสมุนไพรแปลก ๆ อยู่ไม่น้อย คนจากเมืองหลวงมักจะออกมาตั้งค่ายเก็บของป่ากันแถวนี้”“โอ้โห เจ้ารู้เยอะจังเลย สุดยอด สม

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 48 เบื้องหลัง

    ภายในห้องลับใต้ดินของบ้านร้างซึ่งซ่อนตัวอยู่กลางป่า ผนังโดยรอบสร้างจากศิลาเก่าหนาแน่น ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นเจือคราบเลือดแห้งเกรอะกรังตามซอกผนัง ราวกับห้องนี้จดจำทุกเสียงกรีดร้องในอดีตเอาไว้อย่างไรอย่างนั้นท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคม ร่างสูงในชุดคลุมยาวสีดำยืนพิงโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายอสรพิษพันรัดต้นไม้ใหญ่ ลายไม้บิดเบี้ยวดูแทบไม่ออกว่าเป็นงานศิลป์หรือของสาปแช่ง โต๊ะเบื้องหน้าวางเรียงรายไปด้วยสิ่งของชวนขนลุก ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรประหลาดที่แห้งกรังจนมีสีสันผิดธรรมชาติ กระดูกสัตว์ไม่ทราบชนิดจัดวางอย่างพิถีพิถัน และตำราปกหนังเก่า ๆ ที่เปลี่ยนสีจนแทบมองไม่เห็นอักษรเดิมบรรยากาศรอบกายเย็นเฉียบราวกับความตายซุ่มเงียบอยู่ทุกมุมห้อง ทำให้ลูกน้องที่เข้ามารายงานความคืบหน้าเหงื่อไหลเต็มหลังด้วยความกดดันเพล้ง!เสียงถ้วยชากระทบขอบโต๊ะไม้ดังสนั่น เศษกระเบื้องกระจายเกลื่อนทั่วบริเวณ น้ำชาร้อนจัดกระเซ็นเปื้อนแขนเสื้อคลุมสีดำสนิท แต่เจ้าของร่างลึกลับกลับไม่ไหวติง และไม่แม้แต่จะชำเลืองมองรอยเปื้อนนั้นด้วยซ้ำภายใต้เงาสลัวดวงตาของเขาทอประกายเย็นเยียบฉายแววขุ่นเคืองอย่างรุนแรง เสียงทุ้มต่ำที่หลุดออกจากริม

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 47 ล่องเรือ

    ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status