LOGINเวลาผ่านไปจวบจนถึงเวลาพักกลางวัน สิ่งแรกที่จอมทัพทำหลังจากเดินออกจากห้องเรียนก็คือการหาอะไรอร่อย ๆ กิน ไม่ได้สนใจคำพูดของเพื่อนที่ตักเตือนเขาเลยสักนิด เขามุ่งมั่นมากในการเลือกเมนูมื้อเที่ยงแทนที่จะไปทำธุระที่สำคัญกว่านั้น
"หึ อย่าหวังว่ากูจะไปหามึงนะไอ้หิน กินเสร็จกูจะรีบแจ้นกลับบ้านซะเลย"
ขณะที่กำลังบ่นงึมงำพร้อมกับตักอาหารเข้าปากอยู่คนเดียวนั้น ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ปรากฎขึ้นจนจอมทัพต้องเงยหน้ามอง
คนที่กินข้าวอยู่อย่างเอร็ดอร่อยถึงกับช้อนหลุดมือด้วยความตกใจที่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเห็นผีเข้าให้ แถมไอ้ผีตนนี้ยังเอาแต่จ้องเขาอีก
"มายืนจ้องกูทำไมวะ ไปไหนก็ไปดิ คนจะกินข้าว"
จอมทัพทำตัวเนียนเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามี แต่คำพูดของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากการคุยกับกำแพงเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตลอด
"อะไร"
จู่ ๆ มือใหญ่ก็แบออกยื่นออกมาตรงหน้าเขา จอมทัพขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความฉงน
"ขนม"
"สรุปมึงพูดภาษาคนใช่ปะ"
"ขนม" อีกฝ่ายไม่ตอบเรื่องที่ถาม เอาแต่พูดอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ
"ขนมไร"
"อยากกินปลากริมไข่เต่า" ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมือเกาหัวแกรก ๆ จอมทัพนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ตัวเองซื้อขนมหวานเพียงเพราะคิดว่าแมกมาไม่น่าจะชอบ แล้วจู่ ๆ อีกฝ่ายมาขอเพิ่มได้ยังไงกัน
"มาขอไรกู อยากกินก็ไปซื้อเองดิ"
บอกดี ๆ ก็แล้ว อีกฝ่ายก็ยังยืนโดดเด่นดึงดูดสายตาคนรอบข้าง แต่มันกลับขัดหูขัดตาเขาเสียเหลือเกิน
"...."
"มองไร มึงต้องการไรอีก หรืออยากได้คำขอโทษนักเหรอ เออ กูขอโทษอีกทีก็ได้ กูขอโทษที่ทำมึงเจ็บตัว ทีนี้จะไปได้ยัง"
"ยัง"
"จะเอาไงก็ว่ามา หรือจะเอาคืนกูล่ะ งั้นเอาดิ เอาเลย เรื่องจะได้…." ยังไม่ทันจะได้พูดจบ อีกฝ่ายก็โน้มตัวเข้าหา ยื่นหน้าเข้าใกล้ในระยะเผาขนจนจอมทัพต้องรีบหุบปากเบี่ยงตัวหนี ขณะที่เขาเอี้ยวตัวหลบ ปากหยักก็ขบลงบนติ่งหูของเขาในทันทีทำเอาจอมทัพขนลุกซู่ไปทั้งตัว นี่มันวันอะไรกันวะเนี่ย โดนดึงหูยานยังไม่พอยังมาโดนไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ลวนลามติ่งหูเข้าอีก
แม้ตัวจอมทัพจะรู้ดีกว่าแมกมาทำอะไรกับตัวเอง แต่คนรอบข้างกลับเห็นเพียงว่าแมกมากำลังกระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาชะงักและแน่นิ่งไปได้ อิทธิฤทธิ์ของศาลประจำคณะวิทยาศาสตร์นี่ช่างทำงานรวดเร็วจริง ๆ
แล้วนั่นก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้จอมทัพสติกระเจิดกระเจิง เขาผลักอีกฝ่ายออกในทันทีแต่แปลกที่รอบนี้มือไม้กลับสั่นแทบจะเป็นเจ้าเข้า ถ้าไม่ติดว่าเขายังมีคดีเก่า ๆ ติดตัวอยู่ล่ะก็ คงจะกระโดดเข่าคู่เอาคืนไปแล้ว
"ทำบ้าอะไรของมึงวะ"
เขาผลักอีกฝ่ายจนเซถลากลางศูนย์อาหาร ก่อนจะวิ่งออกไปไม่เหลียวหลังกลับมาอีกเลย
**********
"น่านะเพื่อน มึงช่วยกูหน่อยดิ ไปเอากระเป๋าคืนให้กูที"
"เรื่องอะไรกูจะช่วยมึงวะ ให้ไปขอโทษมัน แล้วดูมึงทำดิ เล่นไปหาเรื่องมันต่อหน้าคนเป็นร้อย มึงไม่โดนแฟนคลับด้อมภูเขาไฟดักตบกูบุญเท่าไหร่แล้ว"
"กูหาเรื่องมันที่ไหน มันต่างหากที่…" ให้ตายเถอะ จอมทัพคิดอะไรไม่ออก แล้วเขาต้องบอกว่าอะไรล่ะ จะบอกว่าโดนลวนลามเหรอ มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่บอกไปแล้วใครจะเชื่อล่ะว่าเขาโดนแมกมากัดติ่งหูมาน่ะ
"พูดดิ กูอยากรู้ เหตุผลอะไรในหัวมึงที่ทำให้ต้องลงไม้ลงมือตลอดเวลา มึงดูหนังอันธพาลเยอะไปรึเปล่า"
จอมทัพทำหน้าตาสำนึกผิดทั้งที่ในใจตะโกนเถียงจนเสียงแหบแห้ง ครั้งก่อนนั้นเขาอาจจะทำไม่ถูก แต่ครั้งนี้มันใช่ความผิดของเขาคนเดียวที่ไหน
"ช่วยกูทีดิ มันโทรมาบอกมึง แสดงว่ามันคงอยากฝากมึงมาให้กูแทนไง"
"มันก็ต้องโทรมาบอกกูอยู่แล้ว ไม่งั้นจะให้บอกใครวะ ถ้ามึงอยากได้ของคืนมันบอกให้ไปเจอมันเอง มันจะรออยู่ที่ลานกิจกรรมตอน 4 โมงเย็น"
"คณะมันเหรอ"
"ไม่รู้ มันบอกมาแค่นี้"
"อะไรวะ บอกก็บอกไม่หมด คราวก่อนก็ทีนึงละ ให้กูตามทั่วมอก็ไม่เจอ แกล้งกูชัด ๆ"
"มึงจะบ่นให้ได้อะไรวะ ไม่เอาก็เรื่องของมึงแล้วกัน กูกลับละ"
หากเป็นผู้หญิงคงจะเรียกว่าพรหมลิขิต แต่สำหรับจอมทัพแล้วเขาเรียกแมกมาว่าเจ้ากรรมนายเวรจะเหมาะสมกว่า อยากจะหนียังไงก็ดูจะหนีไม่พ้นสักที ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้เรื่องของปรายาแทบจะถูกทับที่ด้วยเรื่องวุ่นวายไร้สาระนี่ไปหมดแล้ว
**********
วันนี้เป็นวันที่พ่อแม่ของจอมทัพขายของนอกสถานที่ จอมทัพมีเรียนแค่ตอนเช้า จบคลาสเขาจึงรีบมาที่ร้านของแมกมาเพื่อมารอช่วยพ่อแม่ตัวเองเก็บของกลับบ้าน แต่ไม่ใช่เขาที่มาถึงร้านเป็นคนแรก เข้าไปในร้านก็เห็นว่าแมกมากำลังยืนคุยกับพ่อของเขาอยู่ ทั้งสองคนดูเหมือนว่าจะคุยถูกคอกันเสียด้วยเพราะอำพลนั้นกำลังหัวเราะเสียงดังราวกับถูกอกถูกใจอะไรบางอย่าง"คุยไรกับพ่อกูนักหนา"ชายหนุ่มเหล่ตามองคนตัวสูงก่อนจะแทรกตัวเองเข้าไปในวงสนทนาอย่างเนียน ๆ "ทัพ พูดกับเพื่อนดี ๆ สิลูก"ปราณีจ้องหน้าลูกชายพร้อมกับส่งสายตาที่จอมทัพสามารถอ่านเป็นคำพูดได้ว่า อย่าทำให้แม่ขายหน้า เขาจึงต้องสงบปากสงบคำแล้วเดินหนีไปหาแม่ตัวเองที่ยืนอยู่หน้าหม้อก๋วยเตี๋ยวแทน"แม่ ทัพหิวอะ เหลืออะไรให้กินบ้าง""จัดการเลยลูก เหลืออยู่ไม่มากแล้วล่ะ ไปชวนแมกมามากินด้วยกันสิ เพื่อนลูกมาช่วยเสิร์ฟตั้งแต่เช้าแล้ว ยังไม่ได้กินอะไรเลย""ให้มันหากินเองเถอะแม่"แค่น้ำเสียงที่อ่อนลงเวลาพูดกับแมกมา จอมทัพก็รู้ได้เลยว่าแม่เขายอมรับอีกฝ่ายราวกับเป็นลูกตัวเองอีกคนไปแล้ว ปราณีถลึงตายกมือขึ้นเท้าเอวซึ่งจอมทัพอ่านท่าทางนั้นได้อีกว่า จะทำหรือไม่ทำ?"จ้า ๆ"จอมทั
"เป็นไงลูก อาจารย์ว่าไงบ้างเรื่องขนม""มัน..เอ้ยอาจารย์บอกว่าอร่อยมากเลยแม่ ทัพกินแล้วบอกเลยว่าแม่ทำขนมขายได้อีกทางเลยนะ""ไม่ไหวหรอกลูก ขนมไทยมันจะมาทำลวก ๆ แบบขายไปทีไม่ได้ ร้านเราขายก๋วยเตี๋ยว ถ้าจะขายของหวานล่ะก็คงต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์อีกเยอะเลย แค่นี้พ่อกับแม่ก็ยุ่งพอแล้ว แต่ถ้า…." ปราณีเว้นช่องว่างเอาไว้ เธอมองลูกตัวเองพร้อมอมยิ้มน้อย ๆ"ไม่เอาหรอกแม่ ทัพไม่ทำหรอก แค่เมื่อเช้าก็เพลียจะตายแล้ว ขืนให้มาทำขายล่ะก็เจ๊งแน่ วันนี้ทัพกินข้าวเย็นทีหลังนะ ขออาบน้ำนอนสักงีบ""ไม่แน่นะ ลูกอาจจะขายดีกลายเป็นเจ้าของกิจการเลยก็ได้"ตึก ๆ เสียงแม่ที่พูดลอยตามหลังยิ่งทำให้จอมทัพเร่งฝีเท้าวิ่งขึ้นบ้าน อย่างเขาเนี่ยนะจะให้มาขายขนม แล้วใครจะกล้าซื้อ ให้ไปพากย์เรือหางยาวหรือใช้เสียงตะโกนแข่งกับคนอื่นยังจะดูมีหวังที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า"แม่ว่าลูกเราจะได้เรื่องไหม""ได้สิ พ่อนี่ก็ถามอะไรแปลก ๆ ต้องให้เวลาลูกอีกหน่อยเดี๋ยวก็เจอหนทางทำมาหากินเองนั่นแหละ""จะไปยากอะไร ถ้างั้นก็ให้ขายก๋วยเตี๋ยวต่อจากเรานี่แหละ สูตรก็ไม่ต้องไปซื้อเขา ร้านก็ไม่ต้องเช่า แค่ลงทุนลงแรงเองอีกนิดเดียว""มันง่ายแบบนั้นก็ดีส
"แม่ แม่รู้จักขนมพระพายมั้ย""ขนมโบราณสูตรตั้งแต่สมัยแม่ยังเด็กนู่นเลย ทัพรู้จักด้วยเหรอลูก""ทัพไม่รู้จักหรอกแม่ แต่ว่าพอดีต้องพรีเซนต์งานเกี่ยวกับขนมอันนี้อะ แม่พอจะรู้จักใครที่ขายขนมไทยแบบนี้มั้ย"ก็แถไปเรื่อย เขาเรียนบริหารธุรกิจก็จริง แต่ก็สาขาที่เรียนเป็นการจัดการทั่วไป รายวิชาที่เรียนส่วนใหญ่มันก็ออกแนวทฤษฎี มีการวางแผนวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ ถ้าเป็นโปรเจคอย่างมากก็แค่จำลองธุรกิจขึ้นมา แต่ก็อาจไม่ต้องถึงขั้นลงทุนทำขนมเองแบบนี้ แต่ทำไงได้ ในเมื่อหลวมตัวไปแล้ว เขาก็เลยต้องตามน้ำไปก่อน "หายากนะลูก แม่ไปตลาดทีไร ไม่เคยเห็นมีใครทำมาขายเลยนะ แต่ถ้าสั่งพิเศษอันนี้แม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าร้านไหนเขารับทำ""ถ้าเราทำเองมันจะยุ่งยากไหมแม่ แม่ลองดูให้ทัพหน่อย เห็นเขาบอกว่าทำกินเองได้"ปราณีรับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่มีลายมือยุกยิกของลูกชายจดอะไรบางอย่างเอาไว้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจอมทัพเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ จู่ ๆ ก็มาพูดเกี่ยวกับเรื่องเรียน เห็นแบบนี้คนเป็นแม่ยิ่งอยากจะช่วยผลักดันลูกชายเต็มที่โดยไม่ได้เอะใจอะไรเลย"ถามถูกคนแล้วเจ้าทัพ แม่แดงของลูกน่ะเติบโตมากับครอบครัวที่เปิดร้านขายข
"เรียนเป็นไงบ้างลูก"ปราณีหรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า ‘เจ๊แดง’ เอ่ยถามลูกชายคนเล็กหลังจากที่กลับมาถึงก็หย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งทันที พ่อแม่ของจอมทัพยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่เขายังไม่เกิด ส่งลูกชายคนโตเรียนจนจบปริญญาโท เหลือก็แต่จอมทัพที่แม้แต่ตัวคนเป็นพ่อเป็นแม่เองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนไปรอดหรือเปล่า"โถ่แม่ ถามทัพอยู่ได้ทุกวัน ทัพบอกแล้วไงว่าเรียนได้อะ""แม่ถามก็เพราะเป็นห่วง ถ้าเผื่อเรียนไม่ทันหรืออะไรยังไงจะได้หาทางแก้ถูก พี่ขุนฝากมาถามว่าอยากจะลองเรียนเพิ่มไหม จะได้หาจ้างติวเตอร์มาติวให้"‘พี่ขุน’ ที่ปราณีพูดถึงก็คือ ‘ขุนพล’ ลูกชายคนโตซึ่งเรียนจบและทำงานเรียบร้อยแล้ว หากแต่เขาย้ายออกไปเพราะเหตุผลในเรื่องของการเดินทางที่สะดวกและเสียเวลาน้อยกว่า"วัยมหาลัยเขาไม่ต้องเรียนพิเศษกันแล้วแม่ ไม่จำเป็นหรอก ไอ้พี่ขุนไม่ต้องยุ่งเลย เดี๋ยวทัพจะแสดงให้ดูเองว่าเรียนไม่เก่งก็จบได้""คิดแล้วว่าต้องตอบแบบนี้ เอาเถอะ แม่ไม่อยากกดดันอะไรหรอก ถ้าเรียนจบก็คงเป็นบุญของแม่กับพ่อจริง ๆ ที่ได้เห็นลูกชายใส่ชุดครุยรับปริญญาทั้งสองคน""ก็เพราะว่าพ่อกับแม่ให้สมองทัพมาน้อยไง ไอ้พี่ขุนเอาไปหมด แล้วทั
4 โมงเย็นจอมทัพก็มายังจุดนัดหมาย เขาเดาเอาเองว่าคงจะเป็นลานกิจกรรมของคณะวิทยาศาสตร์เพราะเชื่อว่าแมกมาคงไม่ลงทุนมาหาตนถึงที่แน่ รอจนใกล้ถึงเวลาก็ยังไม่เห็นวี่แวว ระหว่างนั้นสายตาก็สอดส่องมองดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย พลันก็เหลือบไปเห็นใครสักคนที่คุ้นตาเข้า"ปรายา"ถึงกับกระเด้งตัวลุกขึ้นจากม้านั่งเพราะเห็นใบหน้าของคนที่ชอบ แต่ก่อนที่จอมทัพจะได้เดินเข้าไปทักทายเขาก็ต้องชะงักเพราะมีใครอีกคนอยู่ด้วยกันกับปรายาจากที่จะเข้าหาอย่างสง่าผ่าเผยกลับกลายเป็นต้องหาที่หลบ ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องหลบเหมือนกัน "ดูอะไรอยู่""เฮ้ย!"จู่ ๆ แมกมาก็โผล่มาจากทางด้านหลังทำเอาจอมทัพสะดุ้งสุดตัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สนใจเรื่องของตัวเองกลับหันกลับไปมองน้องรหัสตามเดิม แถมยังดึงไอ้คนที่ยืนสูงเด่นให้หลบเข้ามุมด้วย"มึงอยู่คณะนี้ รู้จักคนนั้นป่ะ""ใคร" "นั่นน่ะ ที่นั่งอยู่ตรงนั้นน่ะ""ตรงไหน"แมกมายื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว จนเรื่องเมื่อกลางวันผุดขึ้นมาในหัวนั่นแหละ จอมทัพถึงต้องรีบขยับตัวถอยห่างแม้จะใกล้หมดความอดทนแต่เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยก็จำต้องข่มใจตัวเองเอาไว้ก่อน จอมทัพกำมือแ
เวลาผ่านไปจวบจนถึงเวลาพักกลางวัน สิ่งแรกที่จอมทัพทำหลังจากเดินออกจากห้องเรียนก็คือการหาอะไรอร่อย ๆ กิน ไม่ได้สนใจคำพูดของเพื่อนที่ตักเตือนเขาเลยสักนิด เขามุ่งมั่นมากในการเลือกเมนูมื้อเที่ยงแทนที่จะไปทำธุระที่สำคัญกว่านั้น"หึ อย่าหวังว่ากูจะไปหามึงนะไอ้หิน กินเสร็จกูจะรีบแจ้นกลับบ้านซะเลย"ขณะที่กำลังบ่นงึมงำพร้อมกับตักอาหารเข้าปากอยู่คนเดียวนั้น ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ปรากฎขึ้นจนจอมทัพต้องเงยหน้ามอง คนที่กินข้าวอยู่อย่างเอร็ดอร่อยถึงกับช้อนหลุดมือด้วยความตกใจที่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเห็นผีเข้าให้ แถมไอ้ผีตนนี้ยังเอาแต่จ้องเขาอีก "มายืนจ้องกูทำไมวะ ไปไหนก็ไปดิ คนจะกินข้าว"จอมทัพทำตัวเนียนเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามี แต่คำพูดของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากการคุยกับกำแพงเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตลอด"อะไร"จู่ ๆ มือใหญ่ก็แบออกยื่นออกมาตรงหน้าเขา จอมทัพขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความฉงน "ขนม" "สรุปมึงพูดภาษาคนใช่ปะ""ขนม" อีกฝ่ายไม่ตอบเรื่องที่ถาม เอาแต่พูดอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ"ขนมไร""อยากกินปลากริมไข่เต่า" ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมือเกาหัวแกรก ๆ จอมทัพนึกไปถึงเหตุก







