เข้าสู่ระบบร่างระหงของคุณหนูสกุลหลิวรีบร้อนวิ่งไปยังต้นเสียง แม้จะไม่รู้ว่าแท้จริงเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ดูจากที่สาวใช้และเด็กน้อยทั้งสองนั่งคุณเข่าคำนับก็พอจะเดาออกว่ามิใช่เรื่องดีเท่าใดนัก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น ในนิยายแม้หลิวฟ่านซีจะเคยพบหน้าจวิ้นอ๋องบ้าง แต่มิเคยมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้ทั้งสองเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันเร็วถึงเพียงนี้ จำได้ว่ากว่าทั้งสองจะได้สนทนากันก็ตอนที่ฟ่านซีหมั้นหมายกับโจวเทียนฉีและขุนนางหนุ่มก็พยายามจะขอถอนหมั้น จวิ้นอ๋องจึงโผล่เข้ามายื่นข้อเสนอกำจัดนางเอกของเรื่องให้หลิวฟ่านซี
แล้วเหตุใดวันนี้จางกงเต๋อหัวจึงโผล่มาที่นี่ได้
“ทำไมถึงได้เจอเขาที่นี่กัน” ฟ่านซีพึมพำกับตัวเอง
“หลิวฟ่านซีคารวะจวิ้นอ๋องเพคะ”
“คุณหนูหลิวหรอกหรือ เช่นนั้นเด็กของคนก็คงเป็นบุตรของรองแม่ทัพหลิวกับใต้เท้าหลิวกระมัง” อ๋องหนุ่มในอาภรณ์เนื้อดีปักลายด้วยดิ้นทองบ่งบอกสถานะของตนเองชัดเจน เลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เพคะ เด็กทั้งสองเป็นหลานของหม่อมฉันเอง พวกเขาทำสิ่งใดให้จวิ้นอ๋องไม่พอใจหรือไม่เพคะ”
“พวกเขาวิ่งชนข้า” น้ำเสียงราบเรียบทำให้ฟ่านซีนึกหมั่นไส้ เพียงแค่เด็กวิ่งชนถึงขึ้นต้องทำหน้าดุใช้อำนาจขู่บังคับให้เด็กน้อยและสาวใช้ต้องนั่งคุกเข่าขออภัยเลยหรือ
สมแล้วที่เป็นตัวร้ายของเรื่อง สมแล้วที่ถูกคนทั้งเมืองมองว่าเป็นอ๋องอำมหิต แต่ถึงอย่างนั้นก็มีขุนนางหลายฝ่ายที่สนับสนุนให้ฝ่าบาทแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท
“อ่อ เฟยหยา ซิงอี รีบขอประทานอภัยจากจวิ้นอ๋องเร็วเข้า”
“ขอพระทานอภัยเพคะจวิ้นอ๋อง” / “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ”
“เด็กดีๆ จวิ้นอ๋องเป็นผู้มีเมตตา ท่านมิได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้หรอก พวกเจ้าลูกขึ้นเถิด คราวหลังอย่างได้วิ่งเล่นจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนอีกเข้าใจหรือไม่” ทันทีที่หลานทั้งสองเอ่ยขอโทษผู้สูงศักดิ์ ฟ่านซีก็ไม่คิดจะรอให้อีกฝ่ายพูดสิ่งใด เอ่ยเยินยอบุรุษตรงหน้าพร้อมตักเตือนหลานๆ ทันที
“เข้าใจเจ้าค่ะ” / “เข้าใจขอรับ”
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยจวิ้นอ๋องอีกครานะเพคะ เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ ดีที่จวิ้นอ๋องทรงเมตตาไม่ถือสาเอาความ”
“หึ” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นพร้อมกับดวงตาเป็นประกาย สตรีตรงหน้าสมแล้วที่เป็นบุตรของอดีตราชครู คำพูดเมื่อครู่ไม่ต่างอันใดกับการบังคับเขาทางอ้อม เห็นทีข่าวที่ว่าคุณหนูสกุลหลิวเป็นสตรีโง่เขลา ไม่รู้ความ ตามหึงหวงว่าที่คู่หมั้นไปวันๆ คงไม่จริงเสียแล้ว
“แหะๆ เฟยหยา ซิงอี ทูลลาท่านอ๋องเร็วเข้า”
“ประเดี๋ยว เมื่อครู่ข้าทำหลานๆ เจ้าตกใจ จึงคิดจะพาไปทานขนมปลอบใจเสียหน่อย-” จวิ้นอ๋องของแคว้นยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ก็มีคนเข้ามาขัดเสียก่อน
“โจวเทียนฉี คารวะจวิ้นอ๋อง”
“...” บิดามันเถิด! ให้มันได้อย่างนี้ นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย วันนี้นางก้าวขาผิดข้างออกจากเรือนหรือยังไงกัน ทำไมเจอแต่เรื่อง!
“ใต้เท้าโจวเองหรือ” ไม่แปลกที่จวิ้นอ๋องจะจดจำขุนนางผู้น้อยคนนี้ได้ เพราะโจวเทียนฉีเป็นหนึ่งในคนของสำนักตรวจการ ทำงานร่วมกับหลิวจ้งเหลียนที่ลากไส้ขุนนางโฉดออกมาประจานนักต่อนัก
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนัดแนะคุณหนูหลิวเอาไว้ เห็นว่าอยู่กับท่านอ๋องเลยเข้ามาคารวะพ่ะย่ะค่ะ...พวกเจ้าทูลลาท่านอ๋องเถิด เราต้องไปทำธุระต่อ” ประโยคท้ายขุนนางหนุ่มหันมาพูดคุยกับสามน้าหลาน ทำเอาสาวงามที่ยืนตรงกลางมึนงงไปเลยทีเดียว
“ห๊ะ!!?” นี่นางมีธุระกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ในเมื่อคุณหนูมีธุระอื่น เอาไว้วันหลังข้าค่อยไถ่โทษแล้วกัน กลับ!” น้ำเสียงนิ่งเรียบเอ่ยปากสั่งลูกน้องคนสนิท ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไป
หลิวฟ่านซีเห็นว่าผู้สูงศักดิ์เดินไปไกลแล้วจึงยืดตัวยืนตรง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้จูหลิงพาเด็กออกไปก่อน ส่วนตนเองนั้นยืนเชิดหน้ากอดอกมองพ่อพระเอกของเรื่อง
“ข้ามีธุระกับท่านอย่างนั้นหรือ หึ จะโป้ปดก็ควรทำให้แนบเนียนเสียบ้าง ดีที่จวิ้นอ๋องมิซักไซ้เอาความ มิเช่นนั้นท่านคงต้องโทษหลอกลวงเบื้องสูงไปแล้ว”
“ข้าช่วยเจ้าไว้ ยังจะกล้าพูดแบบนี้กับข้าอีกหรือ มิรู้หรือว่าจวิ้นอ๋องผู้นี้นิสัยใจคอโหดร้าย ทั้งยังเจ้าเล่ห์เป็นที่สุด”
“เหตุใดจะไม่รู้ ข้ารู้ดีเลยล่ะ”
“แล้วเหตุใดยังเข้าไปยุ่งเกี่ยว ข้าเตือนด้วยความหวังดี หากเจ้ายังไปยุ่งเกี่ยวกับเขา เจ้าจะทำให้สกุลหลิวต้องวุ่นวายเป็นแน่” โจวเทียนฉีไม่ชื่นชอบหลิวฟ่านซีในฐานะคนรักก็จริง แต่สกุลหลิวก็มีสัมพันธ์อันดีกับสกุลเขามาตลอด ท่านปู่ของฟ่านซีช่วยเหลือท่านปู่ของเขาไว้มาก ทั้งยังคบหาเป็นสหายสนิททั้งที่ท่านปู่ของเขาเป็นเพียงพ่อค้า มิได้เป็นขุนนางใหญ่โตใดๆ
“ข้ารู้หรอกน่า ข้าก็พยายามทำอยู่นี่อย่างไร แต่เจ้านั่นแหละที่กำลังจะทำให้ข้าเดือดร้อน ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้าแล้ว ช่วยไปไกลๆ ข้าทีเถิด” ว่าแล้วฟ่านซีก็เชิดหน้าเดินหนีออกมา ก่อนจะพาเด็กๆ กลับเรือน
เป็นเช่นนี้อีกแล้ว! ต้องเป็นนางที่หนีกลับบ้านทุกที น่าโมโหจริงๆ เลย
คำพูดปากต่อปากว่าคุณหนูเล็กสกุลโจวกับองค์ชายสามประทับฝีปากกันกลางถนน สกุลโจวพึ่งจะกลับเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง หลังจากที่ไปอยู่แถบชนบทมาสิบกว่าปี ก็ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน เรื่องบัดสีเช่นนี้ไม่มีผู้ใดว่าดี ย่อมเห็นไปในทางเดียวกันว่าสกุลโจวคิดอาจเอื้อม ส่งบุตรสาวไปล่อลวงองค์ชายอันที่จริงเรื่องพวกนี้เชื้อพระวงศ์จะทำเมินเฉยย่อมได้ แต่กับฮองเฮาหลิวฟ่านซีแล้ว อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบ นางอยู่ที่นี่มานาน เข้าใจวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ รับรู้ว่าชีวิตของสตรีในยุคนี้ยากแค้นเพียงใด การที่ถูกบุรุษล่วงเกินต่อหน้าผู้คนมากมาย แม้จะเป็นอุบัติเหตุ สตรีย่อมเสียหายไปแล้ว คงมิมีชายใดที่จะกล้าเข้ามาเกี้ยวพา“พวกข้าจะมาพบใต้เท้าโจวและฮูหยิน” องค์ฮ่องเต้ตรัสกับบ่าวที่เฝ้าอยู่นอกจวนสิ้นเสียงบ่าวไพร่ที่หมอบอยู่บนพื้นก็รีบเปิดประตูให้ผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายทันที และนั่นเป็นจังหวะที่คนสกุลโจวต่างก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาโค้งคำนับ“ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา องค์ชาย องค์หญิง”“ใต้เท้าโจว ไม่พบกันเสียนาน”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”โจวเทียนฉีย้ายออกจากเมืองหลวงหลังจากที่แต่งกับเถียนลี่มี่ เห็นว่าไปอยู่เมืองทางใต้ย่านค้าขาย ปร
โอรสสวรรค์ในอาภรณ์เต็มยศพึ่งกลับมาจากว่าราชการในท้องพระโรง จุดหมายแรกที่ก้าวเดินไปคงไม่พ้นตำหนักของฮองเฮารัก บุรุษวัยกลางคนที่อายุอานามย่างเข้าเลขสี่ยิ่งดูสง่าผ่าเผยขึ้นทุกวัน ทำเอาเหล่านางกำนัลวัยแรกแย้มใจเหลวกันถ้วนทั่วกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าปีนป่ายเลื่อนจากนางกำนัลไปเป็นสนม เพราะรู้อยู่แล้วว่าองค์ฮ่องเต้รักมั่นเพียงฮองเฮา เหล่าสนมที่เคยได้รับแต่งตั้ง ถูกปลดทันทีที่ฮองเฮาตั้งครรภ์มังกร ซ้ำพระองค์ยังปฏิเสธการรับสนม ด้วยเหตุผลว่าฮองเฮาผู้เดียวก็มีทายาทให้ฝ่าบาทได้นับสิบ“อ่าว เหตุใดมานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้เล่าเจ้าสาม เจ้าสี่” แม้จะไม่ถึงสิบอย่างที่องค์กษัตริย์ตรัส ทว่าบัดนี้ฮองเฮาก็ให้กำเนิดองค์ชายถึงสี่พระองค์ องค์หญิงอีกสอง“แหะๆ ลูกถูกเสด็จแม่โกรธพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อช่วยลูกด้วย” จางกงซานเล่อองค์ชายสามของแคว้นกะพริบตาปริบๆ ทำหน้ากระเง้ากระงอด ต่างกับน้องชายที่คุกเข่ากอดอกนิ่ง ยอมรับโทษแต่โดยดี“มิต้องขอให้เสด็จพ่อของเจ้าช่วย เรื่องนี้อย่างไรแม่ก็ไม่ใจอ่อน มีอย่างที่ไหนแอบพาน้องไปเที่ยวหอนางโลม แม่เคยบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าหากยังไม่ครบสิบแปดหนาว อย่าได้หวัง!”“โอ๊ย~ หูลูกจะขาดแล้วพ่ะย่ะค
แปะ! แปะ! แปะ!“สมกับเป็นพี่ชายข้าจริงๆ” ฟ่านซีถึงกับหันมาปรบมือให้พี่รอง ก่อนหน้านี้เขาก็ถามฝ่าบาทเช่นเดียวกับที่พี่ใหญ่ถาม เพราะนางยังคงยึดติดกับเนื้อเรื่องเดิมในนิยาย เลยอคติกับจางกงเต๋อหัวอยู่บ้างอันที่จริงวันที่ฝ่าบาทสงสัยเหลียนป๋อ นางยังเถียงแทนเขาอยู่เลยว่าไม่น่าใช่ แต่ใครจะคิดว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตรเช่นนี้“หึๆ ข้าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าแคว้นต้าเฉวียนมีขุนนางที่ฉลาดหลักแหลม”“พี่ชายหม่อมฉันย่อมเหมือนหม่อมฉันเพคะ”“เป็นเพราะบิดา มารดา และท่านอาจารย์คอยสั่งสอนพ่ะย่ะค่ะ” พี่น้องคู่นี้อย่างไรก็ไม่มีทางยอมกัน ขนาดน้องสาวเป็นถึงฮองเฮา จ้งเหลียนก็ยังกล้า“ชิ ฝ่าบาทดูสิเพคะ”“สายเลือดเดียวกัน อย่างไรเสียใต้เท้าหลิวย่อมต้องได้ความฉลาดมาจากเจ้าบ้าง” คำพูดเอาใจของสวามีทำให้หน้างอๆ นั้นยกยิ้มอย่างเหนือกว่า ต่างกับคนอื่นที่ได้แต่เกาหัว พี่ชายได้รับความฉลาดมาจากน้องสาว เอ่อ~ ที่จูหลิงว่าฝ่าบาทตามใจฮองเฮาจนเสียคน เป็นเช่นนี้นี่เองชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้“จริงสิพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากทูลขอความดีความชอบให้กับใต้เท้าโจว หลักฐานครานี้เขามีส่วนช่วยอยู่มากพ่ะย่ะค่ะ ที่ผ่านมาก็มิเคยทำหน้าที่ขาดตก
“ซีซี หลิวฟ่านซี ตื่นได้แล้ว” เสียงเรียกไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูไม่หยุด ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งต้องขยับลืมตาตื่นขึ้นมา รอบข้างมีหมอกหนามองไปทางใดก็เห็นแต่สีขาว กระนั้นซีซีก็พยายามหาต้นตอของเสียง ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางตกใจจนร้องเสียงดังกรี๊ด!!!สตรีตรงหน้าไม่มีส่วนใดผิดแผกไปจากนางเลยสักนิด ซีซีกลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงเป็นหลิวฟ่านซีตัวจริง ความคิดในหัวจึงฟุ้งซ่านคาดการณ์ไปก่อนต่างๆ นานาอีกฝ่ายต้องการร่างคืนหรืออย่างไร แล้วเหตุใดถึงมาเอาตอนนี้ ถึงเวลาที่นางต้องกลับไปยังโลกเดิมแล้วหรือคำถามเหล่านี้วนเวียนสับสนอยู่ในหัว ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบ เพราะอีกฝ่ายเพียงส่งยิ้มให้และโบกมือลา ก่อนที่อีกฝ่ายจะห่างออกไปเรื่อยๆ“ดะ เดี๋ยวก่อน!” สองเท้ารีบวิ่งก้าวตามอย่างไม่รู้ทิศทาง แต่อยู่ๆ ก็ราวกับนางก้าวพลาด ร่างกายเหมือนร่วงหล่นลงปากเหวลึก สองมือพยายามเกาะคว้าบางสิ่งแต่กลับไม่เป็นผล ร่างเล็กปลิวพลิกไปมาไม่ต่างกับใบไม้ที่ร่วงหล่น“เฮือก!” ซีซีลืมตาโพลง หอบหายใจเอาอากาศเข้าไปอย่างหนักหน่วง ทว่าครานี้ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นเพดานไม้หรูหราที่คุ้นตา และเสียงที่แว่วมานั้น
ไม่ว่าจะเป็นจางกงเหลียนป๋อหรือจางกงเต๋อหัว เขาไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น ทั้งสองต่างก็อยากขึ้นนั่งแทนที่ของเขา ทว่าคนหนึ่งแสดงออกมาอย่างเปิดเผย อีกคนกลับทำราวเจียมตนว่าไม่คู่ควร นับตั้งแต่ที่ฟ่านซีบอกเขาเกี่ยวกับการซ่องสุมกำลัง เขาก็ให้คนไปสืบโดยละเอียด ทว่าสิ่งที่เขาพบมิได้มีเพียงเรื่องกบฏกลับเป็นหลานสาวและหลานชายตัวน้อย ที่หลัวเค่อมิเคยคิดว่ามีตัวตนมาก่อน สายเลือดของจางกงเต๋อหัว น้องชายของเขาคนนี้ซ่อนดวงใจไว้มิดชิด มิให้ผู้ใดได้ล่วงรู้“ข้าทำตามที่เสด็จพี่ต้องการแล้ว อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้”“เจ้ารอรับราชโองการ และสร้างเรือนไว้รอลูกเมียเถิด” จางกงหลัวเค่อมิได้ขึ้นมาอยู่จุดนี้เพียงเพราะเป็นโอรสสายตรง แต่ความเจ้าเล่ห์มากแผนการ เก่งรอบด้านทั้งบู้และบุ๋น ทำให้เขาโดดเด่นกว่าพี่น้องคนอื่นๆทันทีที่รับรู้การมีอยู่ของน้องสะใภ้และหลาน เขาก็มิคิดจะรั้งรอ ยื่นข้อเสนอให้เต๋อหัวทันที เพราะรู้นิสัยของน้องชายดี หากสามแม่ลูกนั้นไม่สำคัญ ย่อมมิซ่อนไว้ลึกเพียงนั้น และเขาก็เดาไม่ผิด กระทั่งตำแหน่งเจ้าแผ่นดินเต๋อหัวยังไม่สนใจด้วยซ้ำต้องโทษที่เหลียนป๋อคิดจะยืมมือซ่งเหม่ยหง และซ่งเหม่ยหงดันไปขอความช่วยเหลือจา
“กระหม่อมมียาถอนพิษพ่ะย่ะค่ะ” เป็นประโยคที่ไร้ซึ่งความกลัว มีเพียงความเย่อหยิ่งที่ถือหมากตัวสำคัญไว้ในมือ“จางกงเหลียนป๋อ...เป็นเจ้าจริงๆ สินะ ข้าไม่คิดเลย”“ขอประทานอภัยที่ทำให้เสด็จพี่ต้องผิดหวัง” เหลียนป๋อกระตุกยิ้มเล็กน้อย ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด เรื่องนี้เขาคิดมาดีถี่ถ้วนแล้ว ที่ที่เขายืนในตอนนี้มันต่ำต้อยเกินไป เพียงแค่มีมารดาเป็นสนมขั้นต่ำ ซ้ำยังเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน เพียงเท่านี้ก็แย่เกินไปสำหรับเขาแล้ว เหล่าขุนนางแทบไม่มีผู้ใดหวาดกลัวเขา ยิ่งพวกขุนนางแก่ๆ ยิ่งไม่เห็นหัวทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนก้มหัวให้เขาได้ คงต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุด“แสดงว่าพิษในตัวฮองเฮา เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่!”“อย่าทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมียาแก้พิษ อ๊ะๆ อย่าได้คิดจะมายื้อแย่งเชียว กระหม่อมมิได้โง่ถึงขั้นนำมันพกติดตัวมาหรอก” นิ้วชี้ส่ายไปมาราวกับห้ามปราม“เจ้าต้องการสิ่งใด หากเป็นบัลลังก์ จัดการข้าเสียก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องดึงฟ่านซีเข้ามาเกี่ยว”“คิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ! แต่พอเจ้าตาย ขุนนางโง่พวกนั้นจะเลือกข้าขึ้นเป็นผู้สืบบัลลังก์หรือไร!” เขาเป็นองค์ชายปลายแถวมาโดยตลอด เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ







