เข้าสู่ระบบหลังจากเหตุการณ์วันนั้น หลิวฟ่านซีก็ใช้เวลาขบคิดอยู่นาน พอทบทวนแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนกับที่นางเคยอ่านมาแม้แต่น้อย ดูเหมือนทุกอย่างจะพลิกผันไปกันหมด
‘รอเล่มพิเศษละกัน แกต้องชอบแน่’
“เชี่ย! หรือจะเป็นเล่มพิเศษวะ” ปลายนิ้วเล็กถูกเจ้าของขบกัดจนแดง หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวอย่างอยู่ไม่สุข เพราะหากนี่เป็นเรื่องราวในเล่มพิเศษจริง ชีวิตนางต้องวุ่นวายมากกว่าเดิมเป็นแน่
ถ้าจะให้คิดแบบหลุดโลกหน่อย นางคงคิดว่าตัวเองหลุดเข้ามาในนิยายเล่มพิเศษของเพื่อน ซึ่งเล่มพิเศษนั้นอาจจะเป็นเรื่องราวของนางร้ายที่ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีตอะไรทำนองนั้น
แล้วแบบนี้ชีวิตนางจะเป็นอย่างไร
“โอ้ย~ ปวดหัวๆ” ช่างเถิด ในเมื่อตอนนี้นางก็พยายามอยู่ห่างตัวหลักของเรื่องแล้วก็คงไม่มีอะไรกระมัง
“ซีซี อยู่ในห้องหรือไม่”
“อยู่เจ้าค่ะๆ พี่สะใภ้รองมีอันใดหรือเจ้าคะ” หลิวฟ่านซีเปิดประตูออกมาก็เจอฮูหยินของพี่ชายคนรองยืนทำสีหน้าไม่สู้ดี
“พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ามิค่อยสบาย เอ่ยว่าเวียนหัว นอนพักอยู่ในห้อง ข้าจึงจะวานเจ้าเอามื้อกลางวันไปให้พี่ชายเจ้าทีได้หรือไม่ ข้าจะอยู่รอท่านหมอมาตรวจดูอาการ” วันนี้ท่านพ่อท่านแม่ออกเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ชานเมือง ในเรือนจึงไม่มีผู้ใดอยู่ เหลือเพียงบ่าวไพร่ จะปล่อยให้ฟ่านซีอยู่รอพูดคุยกับท่านหมอก็เกรงว่าจะไม่ได้เรื่องได้ราว ไหนจะเด็กน้อยทั้งสองอีก เกาผิงอันจึงตัดสินใจอยู่เรือนดูอาการซางเยว่เอง
“อ่อ ได้เจ้าค่ะ แล้วหลานๆ เล่าจะให้ข้าพาไปด้วยหรือไม่”
“มิเป็นไร ข้าจะดูเอง เจ้าอย่าพึ่งบอกพี่ชายของเจ้าเล่า ประเดี๋ยวจะเป็นห่วงไปกันใหญ่”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะจัดการให้” หลิวฟ่านซีรีบเรียกให้จูหลิงเข้ามาจัดเครื่องแต่งกายให้พร้อมสำหรับออกไปด้านนอก
ใช้เวลาเพียงไม่นาน หลิวฟ่านซีกับจูหลิงก็หอบหิ้วมื้อกลางวันพะรุงพะรังขึ้นรถม้าไป สถานที่แรกคงหนีไม่พ้นสำนักตรวจการที่ทำงานของหลิวจ้งเหลียน พอเห็นหน้านางพี่ชายคนรองก็อดค่อนแคะมิได้
“ไหนว่ามิได้สนใจในตัวโจวเทียนฉีแล้วอย่างไรเล่า วันนี้ถึงขึ้นมาส่งข้าวข้าเพื่อมาหาชายผู้นั้นเลยหรือ”
“พี่รอง ท่านคงไม่หิวข้าวใช่หรือไม่” ฟ่านซีชักมือที่ถือถังไม้กลับ แต่อีกฝ่ายก็ยื้อเอาไว้ได้ทัน
“แล้วนี่พี่สะใภ้เจ้าไปที่ใด เหตุใดไม่มาส่งข้าวสามี”
“ต้องเลี้ยงดูบุตรสาวท่านอย่างไรเล่า ข้าไปล่ะ ป่านนี้พี่ใหญ่หิ้วท้องรอแล้ว” ว่าเพียงเท่านั้นก็หันหลังกลับออกไป ทิ้งให้จ้งเหลียนมองตามหลังอย่างคุ้นคิด
ครานี้ซีซีของเขาคงตัดใจจากโจวเทียนฉีได้แล้วจริงๆ เพราะหากเป็นปกติแล้วต้องเอ่ยถามถึงบุรุษผู้นั้นทุกครั้ง บางทีถึงขั้นมานั่งทานข้าวกับเขา บอกให้เขาเรียกโจวเทียนฉีมาทานมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่นี่เพียงเอาข้าวมาส่งแล้วก็กลับ
“อืม ฉลาดสมเป็นน้องสาวข้าเสียที”
คนถูกนินทาตามหลังไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาว รีบขึ้นรถม้าไปยังค่ายทหาร คิดไว้ว่าพอนำอาหารไปให้พี่ใหญ่เสร็จ จะขอไปดูนายทหารซ้อมยิงธนูเสียหน่อย อยากรู้ว่าในยุคนี้มีวิธีการซ้อมอย่างไร ในนิยายแม้ไม่ได้ลงลึกเรื่องการศึก แต่ก็เอ่ยว่ามีขุนพลที่ยิงธนูแม่นระดับหลับตายิงยังได้
“ข้ามาพบรองแม่ทัพหลิว นำมื้อกลางวันมาให้เขา” หลิวฟ่านซีพยักหน้าให้จูหลิงนำของที่อยู่ในกล่องไม้เก็บให้ทหารยามดู เข้าใจดีว่าอย่างไรก็ต้องมีการตรวจขันเรื่องนี้
“อ่อ คุณหนูหลิว เชิญไปรอที่กระโจมทางทิศตะวันออกก่อนเถิดขอรับ ตอนนี้รองแม่ทัพกำลังประชุมอยู่กระโจมกลาง”
“ขอบใจมาก” ทั้งฟ่านซีและจูหลิงไม่เคยมาส่งข้าวคุณชายใหญ่ของสกุลเลยสักครั้ง ทุกทีเป็นพี่สะใภ้มาส่งเอง
“กระโจมตะวันออก แล้วมันกระโจมไหนกันแน่เนี่ยจูหลิง”
“บะ บ่าวก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เป็นอันใดของเจ้า ปากสั่นเชียว” ฟ่านซีหันไปหาสาวใช้คนสนิท เห็นกรอบหน้ามีเม็ดเหงื่อผุดออกมา ท่าทางดูร้อนรนชอบกล
“เอ่อ คือ บะ บ่าวอยากถ่ายหนักเจ้าค่ะ”
“ฮะ ฮ่าๆ เช่นนั้นก็รีบไป ประเดี๋ยวข้าจะอยู่ในกระโจมหลังนั้นรอ” หลิวฟ่านซีชี้ไปยังกระโจมที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ เนื้อหานิยายระบุไว้ชัดเจนว่าแคว้นต้าเฉวียนไม่มีตำแหน่งแม่ทัพ เนื่องจากองค์จักรพรรดิจะเข้ามาควบคุมกองทัพด้วยองค์เอง เหตุผลก็คงเพราะกลัวเรื่องแม่ทัพรวบรวมทหารก่อกบฏกระมัง
“ชะ เช่นนั้นบ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
“ไปเถิดๆ ไม่ต้องรีบเล่า ประเดี๋ยวจะเลอะเสื้อผ้า ฮ่าๆ” ฟ่านซีหัวเราะตามหลังคนสนิท ส่วนตนเองก็ยกถังไม้ใส่อาหารเข้าไปรออยู่ในกระโจม
ความแปลกใหม่ แปลกที่แปลกทางดึงดูดความสนใจของหลิวฟ่านซีได้เป็นอย่างดี เมื่อเปิดเข้ามาในกระโจม คนงามก็วางถังไม้ไว้อย่างเรียบร้อย แล้วจึงเดินสำรวจภายในกระโจมของพี่ชาย
ที่นี่มีเพียงของใช้จำเป็น โต๊ะที่เต็มไปด้วยภูมิประเทศจำลองของแคว้นต้าเฉวียนและแผ่นดินโดยรอบ ชั้นวางตำราสูงท่วมหัว โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษมากมาย
แต่ที่สะดุดตาหลิวฟ่านซีคงหนีไม่พ้นแท่นวางอาวุธที่มีทั้งหอก ดาบ และ...ธนู
“โห สวยมาก” หลิวฟ่านซีเดินเข้าไปคว้าเอาคันธนูอันวิจิตนั้นขึ้นมาละเมียดดู นางหลงใหลในธนูมาตั้งแต่เด็ก พอได้เห็นคันธนูที่สลักลายและมีสัดส่วนที่พอดิบพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะลองยกขึ้นมาง้าง ตั้งท่าเตรียมยิงอย่างที่เคยฝึก
“หือ เสียดายสายตึงไปนิดหนึ่ง” หากเป็นพี่ใหญ่ก็คงสบายๆ แต่สำหรับสตรีอย่างนางต้องปรับสายให้ยืดหยุ่นกว่านี้อีกสักนิด
“มิคิดว่าจะมีโจร กล้าเข้ามาขโมยของในค่ายทหาร” เสียงทุ้มเข้มไม่คุ้นหูทำให้ฟ่านซีรีบหันไปดู ทว่าดวงตาที่กลมอยู่แล้วกลับเบิกกว้างเป็นพิเศษ หัวใจที่เต้นอยู่กลับสะดุดครู่หนึ่ง ก่อนจะเต้นรัวไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นเอกบุรุษที่อยู่ในชุดเกราะเต็มยศ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าหล่อคม คิ้วเข้มโก่งลับกับโครงหน้า ไหนจะจมูกที่โด่งเป็นสัน ริมฝีปากเป็นกระจับ
ใครกันเนี่ย! ในนิยายยังมีบุรุษที่หล่อราวเทพเซียนอยู่ด้วยหรือ
คำพูดปากต่อปากว่าคุณหนูเล็กสกุลโจวกับองค์ชายสามประทับฝีปากกันกลางถนน สกุลโจวพึ่งจะกลับเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง หลังจากที่ไปอยู่แถบชนบทมาสิบกว่าปี ก็ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน เรื่องบัดสีเช่นนี้ไม่มีผู้ใดว่าดี ย่อมเห็นไปในทางเดียวกันว่าสกุลโจวคิดอาจเอื้อม ส่งบุตรสาวไปล่อลวงองค์ชายอันที่จริงเรื่องพวกนี้เชื้อพระวงศ์จะทำเมินเฉยย่อมได้ แต่กับฮองเฮาหลิวฟ่านซีแล้ว อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบ นางอยู่ที่นี่มานาน เข้าใจวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ รับรู้ว่าชีวิตของสตรีในยุคนี้ยากแค้นเพียงใด การที่ถูกบุรุษล่วงเกินต่อหน้าผู้คนมากมาย แม้จะเป็นอุบัติเหตุ สตรีย่อมเสียหายไปแล้ว คงมิมีชายใดที่จะกล้าเข้ามาเกี้ยวพา“พวกข้าจะมาพบใต้เท้าโจวและฮูหยิน” องค์ฮ่องเต้ตรัสกับบ่าวที่เฝ้าอยู่นอกจวนสิ้นเสียงบ่าวไพร่ที่หมอบอยู่บนพื้นก็รีบเปิดประตูให้ผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายทันที และนั่นเป็นจังหวะที่คนสกุลโจวต่างก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาโค้งคำนับ“ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา องค์ชาย องค์หญิง”“ใต้เท้าโจว ไม่พบกันเสียนาน”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”โจวเทียนฉีย้ายออกจากเมืองหลวงหลังจากที่แต่งกับเถียนลี่มี่ เห็นว่าไปอยู่เมืองทางใต้ย่านค้าขาย ปร
โอรสสวรรค์ในอาภรณ์เต็มยศพึ่งกลับมาจากว่าราชการในท้องพระโรง จุดหมายแรกที่ก้าวเดินไปคงไม่พ้นตำหนักของฮองเฮารัก บุรุษวัยกลางคนที่อายุอานามย่างเข้าเลขสี่ยิ่งดูสง่าผ่าเผยขึ้นทุกวัน ทำเอาเหล่านางกำนัลวัยแรกแย้มใจเหลวกันถ้วนทั่วกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าปีนป่ายเลื่อนจากนางกำนัลไปเป็นสนม เพราะรู้อยู่แล้วว่าองค์ฮ่องเต้รักมั่นเพียงฮองเฮา เหล่าสนมที่เคยได้รับแต่งตั้ง ถูกปลดทันทีที่ฮองเฮาตั้งครรภ์มังกร ซ้ำพระองค์ยังปฏิเสธการรับสนม ด้วยเหตุผลว่าฮองเฮาผู้เดียวก็มีทายาทให้ฝ่าบาทได้นับสิบ“อ่าว เหตุใดมานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้เล่าเจ้าสาม เจ้าสี่” แม้จะไม่ถึงสิบอย่างที่องค์กษัตริย์ตรัส ทว่าบัดนี้ฮองเฮาก็ให้กำเนิดองค์ชายถึงสี่พระองค์ องค์หญิงอีกสอง“แหะๆ ลูกถูกเสด็จแม่โกรธพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อช่วยลูกด้วย” จางกงซานเล่อองค์ชายสามของแคว้นกะพริบตาปริบๆ ทำหน้ากระเง้ากระงอด ต่างกับน้องชายที่คุกเข่ากอดอกนิ่ง ยอมรับโทษแต่โดยดี“มิต้องขอให้เสด็จพ่อของเจ้าช่วย เรื่องนี้อย่างไรแม่ก็ไม่ใจอ่อน มีอย่างที่ไหนแอบพาน้องไปเที่ยวหอนางโลม แม่เคยบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าหากยังไม่ครบสิบแปดหนาว อย่าได้หวัง!”“โอ๊ย~ หูลูกจะขาดแล้วพ่ะย่ะค
แปะ! แปะ! แปะ!“สมกับเป็นพี่ชายข้าจริงๆ” ฟ่านซีถึงกับหันมาปรบมือให้พี่รอง ก่อนหน้านี้เขาก็ถามฝ่าบาทเช่นเดียวกับที่พี่ใหญ่ถาม เพราะนางยังคงยึดติดกับเนื้อเรื่องเดิมในนิยาย เลยอคติกับจางกงเต๋อหัวอยู่บ้างอันที่จริงวันที่ฝ่าบาทสงสัยเหลียนป๋อ นางยังเถียงแทนเขาอยู่เลยว่าไม่น่าใช่ แต่ใครจะคิดว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตรเช่นนี้“หึๆ ข้าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าแคว้นต้าเฉวียนมีขุนนางที่ฉลาดหลักแหลม”“พี่ชายหม่อมฉันย่อมเหมือนหม่อมฉันเพคะ”“เป็นเพราะบิดา มารดา และท่านอาจารย์คอยสั่งสอนพ่ะย่ะค่ะ” พี่น้องคู่นี้อย่างไรก็ไม่มีทางยอมกัน ขนาดน้องสาวเป็นถึงฮองเฮา จ้งเหลียนก็ยังกล้า“ชิ ฝ่าบาทดูสิเพคะ”“สายเลือดเดียวกัน อย่างไรเสียใต้เท้าหลิวย่อมต้องได้ความฉลาดมาจากเจ้าบ้าง” คำพูดเอาใจของสวามีทำให้หน้างอๆ นั้นยกยิ้มอย่างเหนือกว่า ต่างกับคนอื่นที่ได้แต่เกาหัว พี่ชายได้รับความฉลาดมาจากน้องสาว เอ่อ~ ที่จูหลิงว่าฝ่าบาทตามใจฮองเฮาจนเสียคน เป็นเช่นนี้นี่เองชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้“จริงสิพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากทูลขอความดีความชอบให้กับใต้เท้าโจว หลักฐานครานี้เขามีส่วนช่วยอยู่มากพ่ะย่ะค่ะ ที่ผ่านมาก็มิเคยทำหน้าที่ขาดตก
“ซีซี หลิวฟ่านซี ตื่นได้แล้ว” เสียงเรียกไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูไม่หยุด ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งต้องขยับลืมตาตื่นขึ้นมา รอบข้างมีหมอกหนามองไปทางใดก็เห็นแต่สีขาว กระนั้นซีซีก็พยายามหาต้นตอของเสียง ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางตกใจจนร้องเสียงดังกรี๊ด!!!สตรีตรงหน้าไม่มีส่วนใดผิดแผกไปจากนางเลยสักนิด ซีซีกลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงเป็นหลิวฟ่านซีตัวจริง ความคิดในหัวจึงฟุ้งซ่านคาดการณ์ไปก่อนต่างๆ นานาอีกฝ่ายต้องการร่างคืนหรืออย่างไร แล้วเหตุใดถึงมาเอาตอนนี้ ถึงเวลาที่นางต้องกลับไปยังโลกเดิมแล้วหรือคำถามเหล่านี้วนเวียนสับสนอยู่ในหัว ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบ เพราะอีกฝ่ายเพียงส่งยิ้มให้และโบกมือลา ก่อนที่อีกฝ่ายจะห่างออกไปเรื่อยๆ“ดะ เดี๋ยวก่อน!” สองเท้ารีบวิ่งก้าวตามอย่างไม่รู้ทิศทาง แต่อยู่ๆ ก็ราวกับนางก้าวพลาด ร่างกายเหมือนร่วงหล่นลงปากเหวลึก สองมือพยายามเกาะคว้าบางสิ่งแต่กลับไม่เป็นผล ร่างเล็กปลิวพลิกไปมาไม่ต่างกับใบไม้ที่ร่วงหล่น“เฮือก!” ซีซีลืมตาโพลง หอบหายใจเอาอากาศเข้าไปอย่างหนักหน่วง ทว่าครานี้ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นเพดานไม้หรูหราที่คุ้นตา และเสียงที่แว่วมานั้น
ไม่ว่าจะเป็นจางกงเหลียนป๋อหรือจางกงเต๋อหัว เขาไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น ทั้งสองต่างก็อยากขึ้นนั่งแทนที่ของเขา ทว่าคนหนึ่งแสดงออกมาอย่างเปิดเผย อีกคนกลับทำราวเจียมตนว่าไม่คู่ควร นับตั้งแต่ที่ฟ่านซีบอกเขาเกี่ยวกับการซ่องสุมกำลัง เขาก็ให้คนไปสืบโดยละเอียด ทว่าสิ่งที่เขาพบมิได้มีเพียงเรื่องกบฏกลับเป็นหลานสาวและหลานชายตัวน้อย ที่หลัวเค่อมิเคยคิดว่ามีตัวตนมาก่อน สายเลือดของจางกงเต๋อหัว น้องชายของเขาคนนี้ซ่อนดวงใจไว้มิดชิด มิให้ผู้ใดได้ล่วงรู้“ข้าทำตามที่เสด็จพี่ต้องการแล้ว อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้”“เจ้ารอรับราชโองการ และสร้างเรือนไว้รอลูกเมียเถิด” จางกงหลัวเค่อมิได้ขึ้นมาอยู่จุดนี้เพียงเพราะเป็นโอรสสายตรง แต่ความเจ้าเล่ห์มากแผนการ เก่งรอบด้านทั้งบู้และบุ๋น ทำให้เขาโดดเด่นกว่าพี่น้องคนอื่นๆทันทีที่รับรู้การมีอยู่ของน้องสะใภ้และหลาน เขาก็มิคิดจะรั้งรอ ยื่นข้อเสนอให้เต๋อหัวทันที เพราะรู้นิสัยของน้องชายดี หากสามแม่ลูกนั้นไม่สำคัญ ย่อมมิซ่อนไว้ลึกเพียงนั้น และเขาก็เดาไม่ผิด กระทั่งตำแหน่งเจ้าแผ่นดินเต๋อหัวยังไม่สนใจด้วยซ้ำต้องโทษที่เหลียนป๋อคิดจะยืมมือซ่งเหม่ยหง และซ่งเหม่ยหงดันไปขอความช่วยเหลือจา
“กระหม่อมมียาถอนพิษพ่ะย่ะค่ะ” เป็นประโยคที่ไร้ซึ่งความกลัว มีเพียงความเย่อหยิ่งที่ถือหมากตัวสำคัญไว้ในมือ“จางกงเหลียนป๋อ...เป็นเจ้าจริงๆ สินะ ข้าไม่คิดเลย”“ขอประทานอภัยที่ทำให้เสด็จพี่ต้องผิดหวัง” เหลียนป๋อกระตุกยิ้มเล็กน้อย ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด เรื่องนี้เขาคิดมาดีถี่ถ้วนแล้ว ที่ที่เขายืนในตอนนี้มันต่ำต้อยเกินไป เพียงแค่มีมารดาเป็นสนมขั้นต่ำ ซ้ำยังเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน เพียงเท่านี้ก็แย่เกินไปสำหรับเขาแล้ว เหล่าขุนนางแทบไม่มีผู้ใดหวาดกลัวเขา ยิ่งพวกขุนนางแก่ๆ ยิ่งไม่เห็นหัวทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนก้มหัวให้เขาได้ คงต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุด“แสดงว่าพิษในตัวฮองเฮา เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่!”“อย่าทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมียาแก้พิษ อ๊ะๆ อย่าได้คิดจะมายื้อแย่งเชียว กระหม่อมมิได้โง่ถึงขั้นนำมันพกติดตัวมาหรอก” นิ้วชี้ส่ายไปมาราวกับห้ามปราม“เจ้าต้องการสิ่งใด หากเป็นบัลลังก์ จัดการข้าเสียก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องดึงฟ่านซีเข้ามาเกี่ยว”“คิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ! แต่พอเจ้าตาย ขุนนางโง่พวกนั้นจะเลือกข้าขึ้นเป็นผู้สืบบัลลังก์หรือไร!” เขาเป็นองค์ชายปลายแถวมาโดยตลอด เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ







