เข้าสู่ระบบ
เอี๊ยด โครม
เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนที่เปียกน้ำแฉะท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ ทำให้ผู้คนที่เร่งรีบขับรถกลับบ้านไม่ทันระวังเพราะฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง มองไม่เห็นข้างหน้า ชนเข้ากับร่างของใครบางคนจนลอยกระเด็นไปไกล จะเบรกก็ไม่ทันการด้วยคนขับเห็นว่ามีคนเดินอยู่ข้างหน้าตอนเขาขับมาใกล้แล้ว ทำได้เพียงเหยียบเบรกเพื่อลดแรงกระแทก
แสงไฟจากดวงไฟหน้ารถส่องเข้าตาจนมองอะไรไม่เห็น บวกกับความตกใจทำให้ชายหนุ่มยืนแข็งค้างอยู่กับที่ เพราะภาหนะขนาดใหญ่เคลื่อนเข้ามาอยู่ตรงหน้าจะให้วิ่งหนีก็คงไม่ทันแล้ว ร่างของชายหนุ่มลอยระริ้วกลางอากาศ เม็ดฝนตกใส่ใบหน้าจนรู้สึกชาไปหมด กระทั้งร่างกายของเขาก็เบาหวิวไร้ความรู้สึก
อ่า นี่ เขากำลังจะตายแล้วเหรอ
เขายังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลยนะ แฟนสักคนก็ไม่มี ทำมสวรรค์ถึงให้เวลาเขาใช้ชีวิตเพียงน้อยนิดล่ะ ได้โปรดเถอะสวรรค์ถ้าหากได้ยินคำของของเขา โปรดให้เวลาเขาเพิ่มอีกสักนิด เขายังไม่อยากตายตอนนี้
ย้อนกลับไปก็หน้านี้ตั้งแต่ที่จำความได้ เหมยฮวาหรือก็คือชื่อของเขานั้นเอง เขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยเห็นใบหน้าพ่อแม่ที่แท้จริงว่าเป็นยังไง ยายที่เลี้ยงดูเขาเล่าให้ฟังว่ายายกำลังจะเดินกลับบ้านหลังจากที่ไปซื้อของที่ตลาด แล้วบังเอิญได้ยินเสียงเด็กร้องเลยเดินเข้าไปดู ก็พบเด็กทารกตัวน้อยหน้าตาน่ารักอายุประมาณสักเดือนเห็นจะได้ เพราะยังตัวเล็กอยู่มาก นอนอยู่ในตะกร้าหวายใต้โคนต้นเหมยหน้าบ้าน ยายเห็นแล้วรู้สึกสงสารและเอ็นดูทารกน้อยในเวลาเดียวกัน ยิ่งได้สบตากับดวงตากลมใสก็ทำเอาหัวใจคนแก่อ่อนยวบ เลยตัดสินใจเก็บทารกนั้นมาเลี้ยงเอง และตั้งชื่อให้เขาว่าเหมย เหมยฮวา มีรักข์
ตอนนี้เขาอายุ 34 ปี อาศัยในห้องเช่าเล็ก ๆ คนเดียว ถามว่าทำไมเขาไม่อยู่กับยาย ไม่ใช่ว่าไม่อยากอยู่แต่อยู่ไม่ได้แล้ว ใช่ครับ ยายของเขาท่านเสียแล้วไปนานแล้ว ส่วนบ้านหลังนั้นก็ได้ป้าลูกของยายไป เขาที่ไม่ได้เป็นลูกหลานเลยต้องย้ายออกมา
วันนี้เขาตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานให้ทันตอนเก้าโมงเช้า ทั้งที่เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึก ช่วงนี้เขาทำงานเกือบทั้งวัน รู้สึกอ่อนล้ามากจนไม่อยากลุกออกจากเตียง แต่ก็ต้องจำใจลุกขึ้นจากเตียงแสนรักไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปทำงาน เพราะกว่าจะนั่งรถเมล์ไปถึงที่ทำงานก็กินเวลาไปครึ่งชั่วโมงแล้ว
เช้าวันนี้อากาศอบอ้าวกว่าทุกวัน ท้องฟ้ามีเมฆตั้งเค้าดำครึ้มทำท่าเหมือนฝนจะตก ชายหนุ่มเลือกนั่งรถเมย์ไปทำงานที่บริษัทเพื่อเป็นการประหยัดเงิน ทุกคนอย่าคิดว่าได้ทำงานบริษัทใหญ่แล้วมีเงินเดือนเยอะแยะไป นั้นสำหรับคนที่มีตำแหน่งใหญ่ ๆ เท่านั้น
ส่วนเขาที่เป็นแค่พนักงานตัวเล็กๆ ไม่ได้มีตำแหน่งสำคัญอะไรกับบริษัท เงินเดือนก็ไม่ได้เยอะอะไร แต่ก็พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน เขาไม่ได้มีเงินเก็บเพราะเดือน ๆ นึงมีของที่จะต้องจ่ายมากมาย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ ค่าเช่าห้อง ค่ากิน ก็เกือบจะไม่พอใช้แล้วครับ
คิดแล้วก็เศร้าทำไมเขาไม่เกิดมารวยเหมือนคนอื่นบ้างนะ เห้อ แต่ช่างเถอะ คนเราเลือกเกิดไม่ได้หนิ จะไปจมปลักกับมันทำไม เราควรดีใจที่ได้เกิดมาและใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ
“สวัสดีค่ะ น้องเหมย” ป้าแม่บ้านทักทายชายหนุ่มหน้าหวานที่เดินสวนตรงทางเดิน
“สวัสดีครับ” เหมยฮวาส่งยิ้มให้ก่อนจะสวัสดีกลับ เขาพูดคุยกับแม่บ้านเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปโต๊ะทำงานของตนเอง
ร่างโปร่งทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น เขาบิดตัวเล็กน้อยขับไล่ความเมื่อยตามร่างกาย สายตาเหลือบไปมองนาฬิกาบนโต๊ะก็พบว่าตอนนี้ถึงเวลาเลิกงานแล้ว
เหมยฮวาเก็บของบนโต๊ะเตรียมตัวกลับบ้าน เขาเดินมาหน้าบริษัทเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เมฆครึ้มฝนมาตั้งแต่เช้าแต่ยังไม่ตกสักที คิดว่าอีกไม่นานฝนน่าจะต้องตกในไม่ช้าแน่ ขาเรียวเล็กเดินเร็วปนวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์
“อ่า อย่าพึงตกนะ” ร่างโปร่งเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ เขายังไม่อยากเปียกนะ แต่เหมือนฝนจะไม่เห็นใจเขาเลย ไม่ทันที่ร่างโปร่งเดินถึงป้ายรถเมล์ฝนก็ตกลงมา
เหมยฮวายืนกอดอกพลางลูบแขนตัวเองเบา ๆ รอรถเมล์สายที่จะไป เขาเหม่อมองรถที่ขับผ่านไปมา ก่อนจะได้ยินเสียงเด็กร้องดังขึ้น เรียกสติของเขาให้กลับคืนมาสายตาคู่งามจับจ้องไปที่สองแม่ลูกที่ยืนอยู่ข้าง ก่อนเด็กน้อยจะวิ่งออกไปกลางถนน เขาเบิกตากว้างหันมองรถยนต์ที่กำลังวิ่งมาทางนี้ รู้ตัวอีกทีขาของตัวเองก็วิ่งไปดึงเด็กน้อยแล้วพลักไปให้แม่ของเด็กที่ยืนตกใจไม่แพ้กัน
ร่างโปร่งหลับตาลงเตรียมรับแรงกระแทกจากรถที่กำลังพุ่งเข้าใส่ เขาลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าที่เหมือนภาพสโลว์โมชั่นอย่างกับในหนัง การจราจรหยุดชะงักและผู้คนมากมายที่แสนจะวุ่นวาย และร่างของเขาก็กระแทกกับพื้นถนนเข้าอย่างจังจนเกิดน้ำกระจายเป็นวงกว้าง
ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง ขยับตัวไม่ได้ เจ็บร้าวไปทั้งตัว เลือดที่ไหลออกมาจากตัวผสมกับน้ำฝนแผ่กระจายเป็นน้ำสีแดงเต็มพื้นถนน หางตาของเขาเหลือบไปเห็นเด็กน้อยที่ช่วยก็อยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่อย่างปลอดภัย มุมปากของเขาก็ยกยิ้มเล็กน้อย ดีแล้วที่ช่วยไว้ทัน มันดีจริง ๆ ก่อนภาพทุกอย่างจะมืดลงในที่สุด
เหมยฮวาเดินไปยิ้มไปอย่างคนอารมณ์ดี หลังจากได้รับเงินมาเยอะจากการขายสมุนไพร วันนี้เขารวยแล้ว แค่ขายสมุนไพรนิดหน่อย เพียงพริบตาเขาก็กลายเป็นเศรษฐีอายุน้อยเสียแล้วหึหึ วันนี้อยากได้อะไรเขาจะซื้อให้หมดเลย ไม่ใช่ว่าชายหนุ่มชอบใช้เงินฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด แต่ของที่ซื้อล้วนเป็นสิ่งของที่จำเป็นทั้งนั้น“เอาล่ะ ไปซื้อของกันเถอะ”หวังเทียนหลงมองร่างเล็กที่เดินฉีกยิ้มไม่หยุด แม้จะสวมหมวกปิดบังใบหน้าทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่อาจปิดความสดใสที่แผ่ออกมาจากตัวอีกฝ่ายได้จนคนรอบข้างรับรู้ได้และจับจ้องมาร่างเล็กเยอะ จนเขารู้สึกหงุดหงิดแต่เอาเถอะ วันนี้เขาจะปล่อยพวกนั้นไปสักวันเพราะรู้ว่าร่างเล็กกำลังมีความสุข ไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ อีกอย่างจะไปห้ามไม่ให้คนอื่นมองก็ไม่ได้ ดังนั้นเขาควรจัดการกับต้นเหตุแทน“ห้ามยิ้ม”“หืม ทำไมเล่า ข้ามีความสุขก็ต้องยิ้มสิ ผู้ใดจะหน้าบึ้งตลอดเวลาอย่างท่านกัน” เหมยฮวาว่าขำ ๆ พร้อมกับคลี่ยิ้มบางไปด้วย“...” เจ้ายิ้มแล้วคนมองเยอะ ข้าไม่ชอบ เจ้ายิ้มให้ข้ามองคนเดียวได้หรือไม่“ข้าว่าเราไปซื้อเนื้อให้เสี่ยวหู่กันก่อนดีกว่า” เดินหาร้านขายเนื้อ“ท่านป้า เนื้
“ข้าไปด้วย”เหมยฮวากำลังจะเข้าเมือง หันไปมองตามเสียงร่างสูงที่ตอนนี้สวมชุดสีดำ สวมฝ้าปิดครึ่งหน้าเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก“ไม่ได้! ท่านพึ่งหายบาดเจ็บนะ ถึงภายนอกจะดูเหมือนว่าหายแล้ว แต่ข้างในอาจจะยังบอบช้ำอยู่ก็ได้”“ข้าหายแล้วและสบายดี” ร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบ ร่างกายเขาย่อมรู้ดีว่าไม่เป็นอะไร“หายก็ห้ามไป ถ้าท่านไปแล้วใครจะดูแลเสี่ยวหู่เล่า ตอนนี้มันยังเล็กอยู่ ข้าไม่อยากปล่อยให้มันอยู่ตัวเดียวในจวน”“...” เทียนหลงขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด พร้อมกับเหลือบสายตาไปมองเสี่ยวหู่ที่นอนหมอบราบกับพื้น อย่างเกียจคร้าน ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวว่ากำลังเป็นตัวปัญหาอยู่ ก่อนร่างสูงจะเดินไปอุ้มมันมาไว้ในแขนตัวเองง้าว ~~ (อ๊ะ ท่านพ่อสุดหล่อ จะพาเสี่ยวหู่ไปไหน)เสี่ยวหู่ที่ยกให้ร่างสูงเป็นพ่อตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ มันชอบมนุษย์ผู้นี้มาก นอกจากจะมีใบหน้าที่หล่อเหล่า มันยังสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งสามารถปกป้องท่านแม่คนงามของมันได้ มันคิดว่าคนนี้แหละเหมาะสมกับแม่ของมันที่สุด“...” ร่างสูงที่เดินมาหยุดตรงหน้าของเขา สายตาจ้องมองคนตนตรงหน้าอย่างไม่ลดละ บ่งบอกว่าปัญหาได้ถูกแก้ไขแล้ว ที่นี้เขาก็ไปสามารถตามไปด
แสงสว่างลอดช่องหน้าต่างผ่านเข้ามาในห้องนอน หวังเทียนหลงลืมตาตื่น หูได้ยินเสียงร้องเพลงเบา ๆ จากด้านนอก สำหรับหูของผู้ที่ฝึกวรยุทธ์นั้นได้ยินเสียงดีกว่าคนปกติทั่วไป แม้ว่าเสียงจะเบาเพียงใดก็จะได้ยินชัดเจน แต่ความสามารถนี้ก็ขึ้นอยู่ว่าผู้คนมีวรยุทธ์ในระดับใด ยิ่งผู้ที่มีวรยุทธ์สูงเช่นเขา กระทั้งเสียงลมหายใจของคนอื่นก็ยังได้ยินชายหนุ่มลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วเดินไปยังทิศทางของเสียงจนมาหยุดที่ห้องครัวเมื่อมองเข้าไปเห็นร่างเล็กขยับตัวไปมาอย่างคล่องแคล่ว ปากเรียวเล็กขยับเปร่งเสียงหวานละมุนออกมา เขาไม่เคยได้ยินใครร้องเพลงได้ไพเราะถึงเพียงนี้คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อรู้สึกไม่คุ้นหรือเคยได้ยินบทเพลงที่ร่างเล็กร้องมาก่อนเหมยฮวายังคงร้องเพลงไปด้วยทำอาหารไปด้วยขยับศีรษะและร่างกายไปมาให้เข้าจังหวะเพลงเรามาเลียนเสียงร้องของแมวกัน เมียว เมียว เมียว เมียว เมียว~“หึ” มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ยามที่ร่างเล็กเลียนเสียงแมว เสียงเล็ก ๆ น่ารัก ทำเอาคนที่แอบฟังคันยุบยิบในใจ ราวกับมีกรงเล็บเล็ก ๆ มาข่วนที่หัวใจเหมยฮวาร้องอย่างเดียวไม่พอเขายังเต้นไปด้วย การกระทำที่แสนน่ารักได้ถ่ายทอดสู่สายตาคมกริบ
เหมยฮวาตื่นขึ้นในยามเฉิน (7:00-8:59) พับเก็บผ้าห่มใส่ตู้ผ้า เดินมานั่งบนเตียงมองคนแปลกหน้าที่ยังนอนไม่ตื่น มืออังที่หน้าผากดู ไม่พบว่าร้อนก็เบาใจ เขาจึงลุกขึ้นไปทำอาหารในห้องครัว เมื่อวานเข้าป่านอกจากเจอสมุนไพรแล้วก็ยังเจอผักมาหลายชนิดหลังจากร่างเล็กผละตัวออกจากห้องไปคนบนเตียงที่คิดว่าหลับอยู่ก็ลืมตาขึ้น ดวงตาเรียบนิ่งฉายแววเย็นชาไม่มีแววความง่วงอยู่ในนั้น อันที่จริงหวังเทียนหลงรู้สึกตัวมาสักพักใหญ่ เพียงแต่รอดูท่าทีว่าคนที่อยู่ในห้องคิดจะทำอะไร เขาไม่รู้ว่าคนที่ช่วยเขาเป็นใคร มีเจตนาดีหรือร้ายถึงได้ช่วยเขา เมื่อคืนแม้ชายหนุ่มจะครึ่งหลับครึ่งตื่นเห็นใบหน้าคนช่วยเพียงเลือนลาง ทว่าก็จดจำได้หมดทุกอย่าง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ออกมาจากกายของอีกฝ่ายทำให้เขาที่สูดดมรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลับไปอย่างไม่น่าให้อภัย ถ้าอีกฝ่ายคิดร้ายเขาคงตายไปแล้ว“อึก” ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หลุบตามองหน้าท้องมีผ้าพันแผลเอาไว้หวังเทียนหลงขมวดคิ้ว จำได้ว่าถูกลอบสังหาร หลังจากกลับมาจากทำภารกิจ กำลังเดินทางกลับเมืองหลวง ไม่คิดว่าคนสนิทที่ไว้ใจหักหลังคิดจะสังหารเขาทันทีที่อีกฝ่ายเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาเหล่านักฆ่าจำนวนมากก็ปราก
เหมยฮวาขึ้นจากน้ำหยิบเสื้อผ้ามาใส่ให้เรียบร้อยแล้ว มองหาลูกเสือขาวว่าอยู่ตรงจุดเดิมที่เขาวางไว้หรือเปล่าก็ไม่เจอ ใบหน้าของเขาหมองลงไปเมื่อคิดว่ามันอาจจะหนีไปแล้ว เห็นทำตาบ๋องแบ๊วนึกว่ามันอยากจะไปอยู่กับเขาซะอีกร่างเล็กยืนคร่ำครวญอยู่ในใจได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องของมันอยู่ใกล้ ๆ เขารีบสาวเท้าเดินเลียบริมลำธารไปตามเสียง พบว่ามันกำลังยืนอยู่ข้างก้อนอะไรสักอย่างสีดำ ๆ ขนาดใหญ่ หันมาทางเขาพร้อมกับส่งเสียงเรียกง้าว ~~ (ท่านแม่ เสี่ยวหู่อยู่ทางนี้)เมื่อเดินไปใกล้ ๆ ก็พบว่าก้อนสีดำขนาดใหญ่นั้นกลายเป็นคนนอนหมดสติอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นคนเป็นหรือคนตาย เหยมฮวาดึงร่างของชายชุดดำให้พ้นจากน้ำเพราะอีกครึ่งล่างของอีกฝ่ายจมอยู่ในน้ำ เอามืออังจมูกดูมีลมหายใจร้อน ๆ ออกมาแสดงว่ายังไม่ตาย“นี่ ท่าน ได้ยินข้าหรือไม่” เขาใช้มือตบไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่อดูว่ายังพอมีสติอยู่หรือไม่ ดวงตาคมสีนิลลืมตาเพียงครู่เดียวก็ปิดตาลงเหมือนเดิม“อ่ะ...นี่ ท่านอย่าหลับสิ ตื่นขึ้นมาก่อน ข้าแบกท่านกลับคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ”ร่างเล็กบ่นงึมงำเบา ๆ กับตัวเอง เห้อจะทำไงดีละ ตัวเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอด แล้วนี่ลูกเสือที่พึ่งเก็
เช้าวันถัดมาในยามเหม่า (5:00-6:59) เหมยฮวาก็ลืมตาตื่น เขาลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนชุดแล้วเดินมานั่งที่ชานหน้าบ้าน หยิบกินผลท้อที่อยู่ในมิติออกมาทานทานไปผลเดียวก็อิ่ม จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากจวนไปสำรวจป่า ไม่ไกลจากบริเวณของจวนมากนัก เหมยฮวาก็พบกับลำธาร น้ำไม่ลึกมาก เขานั่งลงข้างริมน้ำ มือเรียวกวักมาน้ำล้างหน้า“อ่า สดชื่นจัง” น้ำเย็นและใส่มากจนเห็นปลาตัวเล็ก ๆ ที่ว่ายไปมาอยู่ในน้ำ รู้สึกอยากลงไปเล่นน้ำเลย หันรอบ ๆ มีต้นไม้ต้นใหญ่ให้ร่มเงา มีลมพัดเย็นสบายดวงตาคู่งามเหลือบไปเห็นกอไผ่ เหมยฮวาจึงนำมีดที่นำมาด้วยตัดไม้ไผ่เอาทำเป็นกระบอกไว้ใส่น้ำใช้ดื่มระหว่างทาง เขาตักน้ำในลำธารใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เต็มแล้วใช้ใบไม้หลาย ๆ ใบ มาขยำให้เป็นก้อนมาปิดด้านบนของกระบอกน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำกระฉอกออก จากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อ“หือ นั้นแสงอะไร” เหมยฮวามองประกายวิบวับที่ส่องแสงด้านหลังต้นไม้ใหญ่ จึงเดินเข้าไปดู“หนอนหรือ เอ๊ะ หนอนไหมหนิ” ดวงตากลมโตเบิกตากว้าง มองหนอนไหมสีสันสวยงามต่าง ๆ ที่กำลังกัดกินใบไม้ แต่ละตัวชักใยตามสีของตัว ตามพื้นดินก็มีดักแด้อยู่จำนวนมาก“หึหึ” ร่างเล็กหัวเราะในลำคออย่างชั่วร







