LOGINณ จวนแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับชายป่า สภาพดูเก่าและทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ภายในห้องหนึ่งมีร่างของชายผู้หนึ่งที่นอนนิ่งอยู่นานเริ่มขยับตัวเล็กน้อย
เหมยฮวาพยายามลืมตาขึ้น ก็พลันรู้สึกแสบตา ไม่ใช่แค่นั้นเขายังปวดร้าวไปทั้งตัวโดยเฉพาะแผ่นหลัง นึกถึงภาพความจำสุดท้าย เขาคิดว่าตัวเองน่าจะตายไปแล้วเสียอีก ไม่คิดว่าตัวเองอึดและมีชีวิตรอดมาได้ เพราะโดนรถพุ่งชนเข้ากับร่างอย่างจัง จนลอยไปไกลขนาดนั้น
ร่างเล็กหรี่ตามองภาพตรงหน้าที่เบลอ ๆ กระพริบตาปริบ ๆ สองสามครั้ง เมื่อภาพตรงหน้าเริ่มชัดขึ้น จากที่คิดว่าเป็นเพดาลของห้องพยายาล ทำไมถึงได้กลายเป็นหลังคาไม้ผุ ๆ ไปได้ เขาควรจะนอนอยู่ในห้องของโรงพยาบาลสิ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้
สมมติว่าเขาตายจริง เขาไม่คิดว่าหน้าตาของสวรรค์คงจะเป็นแบบนี้หรอกนะ เพราะที่เขาเห็นมันเป็นเหมือนบ้านร้างมากกว่า
“ท ที่ไหนกัน” แล้วทำไมเสียงพูดเขาถึงได้แหบห้าวขนาดนี้ละเนี้ย
เหมยฮวาลุกขึ้นก็พบว่าร่างเขานั้นแทบจะไม่มีแรงจะลุกขึ้นด้วยซ้ำ เขาได้แต่นอนนิ่งกับที่อยู่พักใหญ่ แล้วค่อย ๆ พยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นอีกครั้ง ทว่าทำไมร่างกายเขาถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้ มองไปรอบ ๆ พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงไม้เก่า ๆ ในห้องมีตู้ไม้ โต๊ะ และของใช้สองสามอย่างสภาพเก่าและมีหยากไย่ของแมงมุมเต็มไปหมด
เหมยฮวาขมวดคิ้ว เขามาอยู่นี้ได้ยังไง จำได้ว่าตนเองยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แล้วได้ช่วยเด็กน้อยคนหนึ่งไว้ จากนั้นทุกอย่างก็มืดดับไป คิ้วโค้งสวยขมวดเข้าหากัน สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ได้
ยกมือขึ้นมาจะกุมขมับก็ตกใจ เฮ้ย นี้มันไม่ใช่มือของเขาหนิ ลองสำรวจร่างกายของตัวเองดู พบว่าไม่ใช่ร่างกายของเขา
แล้วเขามาอยู่ในร่างของใครกัน?
คงไม่ใช่ว่าตัวตนของเขาตายไปแล้ว แต่ดันเกิดใหม่มาอยู่ในร่างคนอื่นเหมือนในนิยายที่เคยอ่านหรอกน่ะ
แต่ไหง่ในนิยายแนวเกิดใหม่มันต้องเกิดเป็นลูกคนรวยไม่ใช่เหรอ หรือไม่ก็ต้องคุณชายรูปงามที่มีสาวสวยล้อมหน้าลอบหลัง แล้วไหนหล่ะสาวสวยที่ว่า นอกจากไม่มีสาวสวยแล้วเขายังมานอนอยู่ในบ้านร้างคนเดียวทั้งร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผล
นี่มันเหมือนว่าเขาเกิดใหม่เป็นตัวประกอบที่แสนรันทดมากกว่า
แล้วคนอื่นหายไปไหนหมด ทำไมร่างนี้ถึงมาอยู่คนเดียวที่แห่งนี่ได้
“อ่ะ อึก” เหมยฮวารู้สึกปวดหัว ก่อนมวลภาพต่าง ๆ จะไหลเข้ามาในหัวของเขาเรื่อย ๆ ไม่หยุด จนเขาต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง
เหมยฮวาพบว่าร่างนี้ชื่อเหมยฮวาซึ่งเหมือนกับชื่อของเขาในภพชาติก่อน ร่างนี้เป็นบุตรชายเกอของเสนาบดีจางหลีจิ้งกับฮูหยินเอกจางลู่ฟาง พ่อของเหมยฮวามีเมียทั้งหมดสามคน ฮูหยินรองมีนามว่าจางลู่เฟยเป็นน้องสาวของฮูหยินเอกจางลู่ฟาง และฮูหยินรองมีลูก 2 คน บุตรชายคนโตมีนามว่าถังอี้อายุ 16 หนาว บุตรสาวมีนามว่าถิงถิงอายุ 14 หนาว ฮูหยินสามจางเยี่ยชิวมีลูก1คน เป็นบุตรชาย มี นามว่า ตงหาน อายุ 5 หนาว หลังจากที่ฮูหยินเอกเสียชีวิต ฮูหยินรองก็ถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมาแทน
ส่วนเหมยฮวาที่เป็นลูกของฮูหยินเอกหลังจากมารดาเสีย ตอนอายุ 10 หนาว เขาก็ถูกย้ายให้ไปอยู่เรือนเล็กท้ายจวน ไม่ได้รับการดูแลเหมือนแต่ก่อน คนในจวนก็คอยกลั่นแกล้ง ด้วยใบหน้าที่ยิ่งโตยิ่งงดงามที่เหมือนผู้เป็นมารดาเลยพาลให้เหล่าแม่เลี้ยงและพี่น้องต่างมารดาไม่ชอบใจ ไม่เว้นแม้กระทั้งบ่าวไพร่ก็ไม่ให้เคารพทั้งที่ตนเป็นเจ้านาย บ้างก็หลีกหนีเพราะไม่อยากเดือนร้อน
ตั้งแต่ยังเด็กมารดาของเขามักนำดินมาทาใบหน้าให้สกปรก หาเสื้อผ้าเก่าๆ มาให้ใส่ เพื่อไม่ให้เด่นจนเกินไป โดยผู้เป็นบิดาก็กลับไม่สนใจ ทิ้งให้สองแม่ลูกอยู่กันอย่างลำบาก บางวันก็โดยกลั่นแกล้งให้เขาอดข้าว บางวันก็ให้เขากินแค่มื้อเดียว ทั้งที่แม่ของเขาเป็นฮูหยินเอกแต่กลับไม่ได้รับการเคารพยำเกรง
โชคดีที่มีแม่นมคอยนำอาหารจากห้องครัวมาให้บ้าง แต่ไม่กี่ปีแม่นมก็เสียชีวิตไปเพราะอายุมาก ทำให้เขาต้องอยู่คนเดียว
ตอนนี้เหมยฮวาอายุได้ 15 หนาว และมักจะนำดินมาทาหน้าทาตัวของเขาตลอดเวลา อย่างที่มารดาเคยทำจนคนอื่น ๆ ลืมใบหน้าที่แท้จริงของเขาไปแล้ว แม้กระทั่งเขาก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใบหน้าของตัวเองเป็นอย่างไร
ในสายตาของทุกคนคนในจวนจะเห็นเพียงเด็กหนุ่มที่หน้าตามอมแมมคนหนึ่ง บนใบหน้ามักมีคาบดินอยู่เสมอ จนทำให้ไม่มีใครมาสนใจมากนัก เพราะไม่อยากเข้าใกล้คนสกปรกอย่างเขา และยังช่วยให้เขาถูกกลั่นแกล้งน้อยลง ซึ่งมันก็เป็นผลดีต่อเขาด้วย
เหมยฮวาอาศัยในเรือนเล็กตามลำพัง ยามว่างเขามักอ่านหนังสือ ทว่าความจริงเขาไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่น โชคดีที่มีมารดาคอยสอนให้เขาเลยอ่านและเขียนหนังสือได้ หนังสือที่อ่านเกี่ยวกับสมุนไพร ร่างเล็กอ่านวนไปจนจำเนื้อหาทั้งหมดได้จนขึ้นใจ
ต่อมาเหมยฮวาถูกฮูหยินรองและบุตรสาวทั้งของนางใส่ร้ายว่าขโมยของ หาว่าเขาอิจฉาผู้อื่นอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตนเอง จนบิดารู้ก็โกรธเขาเป็นอย่างมาก ไม่ถามสักคำว่าเขาทำจริงหรือเปล่า สั่งลงโทษโบย 50 ที ทั้งที่เขาไม่ผิด
ทว่าเขาร้องไห้บอกว่าไม่ได้ทำก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ ด้วยหลักฐานมัดตัวแน่นนาน แต่ถามจริงเถอะเขาที่อยู่แต่ในเรือนหลังเล็กไม่เคยก้าวเท้าออกไปไหน จะไปกล้าขโมยของที่เรือนอื่นได้ยังไง แต่เป็นเพราะมีบิดาที่หูเบา ฟังความข้างเดียว ทำให้ร่างเล็กถูกโบยจนสลบไป ก่อนจะถูกขับไล่ออกจากจวน
เหมยฮวาถูกบ่าวรับใช้นำตัวมาทิ้งไว้ที่เรือนเล็กหลังจวน ร่างเล็กตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้อย่างหนักกับความเจ็บปวด แต่ก็ต้องอดกลั้นรีบเก็บเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่มีไม่กี่ชุด และกล่องไม้เล็ก ๆ ที่มารดามอบให้ ด้านในมีเครื่องประดับอยู่ 2-3 ชิ้นกับตั๋วเงินจำนวนหนึ่ง เขาเก็บทุกอย่างลงในห่อผ้าอย่างรวดเร็ว แล้วเดินออกจากจวน
ร่างเล็กพาร่างที่บาดเจ็บจากการโดนโบยเดินโซเซไปตามทาง เขาไม่มีทีไป ไม่รู้จักผู้ใด เพราะไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกจวน เดินมาครู่ใหญ่ก็เจอเข้ากับบ้านร้างหลังหนึ่ง เหมยฮวาคิดว่าน่าจะใช้นอนพักได้ในคืนนี้ เลยเดินเข้ามาด้านใน
ความทรงจำจบลงเพียงเท่านี้คาดว่าเจ้าของร่างน่าจะเสียชีวิตแล้ว จนเขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้ จากความคาดเดาของเขาเหมยฮวาน่าจะทนพิษจากบาดแผลไม่ไหว บวกกับร่างกายที่อ่อนแอของเจ้าตัวด้วย
“ขอให้เกิดให้ในภพภูมิที่ดีนะ”
เขาเอ่ยกับเหมยฮวาเบา ๆ หลังจากนี้เขาจะลิขิตชีวิตของตนเอง ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเขามาเกิดใหม่ ร่างนี่ก็เป็นของเขาแล้ว ชายหนุ่มก็จะใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุข ก่อนจะมีลมพัดผ่านร่างเขาคล้ายตอบรับ จากนั้นเปลือกตาเขาก็ปิดลงอีกครั้ง
วันต่อมาเหมยฮวาลุกขึ้นตื่นตั้งแต่เช้ามืด โดยที่ยังไม่มีใครในจวนตื่น เพื่อมาทำอาหารให้หวังเทียนหลงกินเป็นมื้อสุดท้ายออกจากกัน แล้วก็ยังทำอาหารให้อีกฝ่ายนำไปกินระหว่างทางไว้อีกด้วย แม้หลังจากนี้ตัวจะต้องห่างกันไกล แต่เขาอยากจะให้อีกฝ่ายได้จดจำรสชาติอาหารที่เขาทำให้กินไปอีกนานแสงไฟในห้องครัวที่สว่างทำให้สาวใช้ที่พึ่งตื่นมาทำอาหารเช้าก็ตกใจที่มีคนตื่นก่อนตนเอง รีบเดินไปที่ห้องครัวทันที เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้านายของจวนกำลังหยิบจับทำอาหารอยู่ก็ตกใจขึ้นไปอีก รู้สึกอับอายที่ตนเองนอนตื่นสาย ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยและขอโทษเหมยฮวาบอกปัดทุกคนไป พวกเขาไม่ได้ตื่นสายหรอก เป็นเขาเองที่ไม่หลับเลยต้องลุกมาทำอาหารเพราะนอนไปก็ไม่หลับอยู่ดีเมื่อทำเสร็จเหมยฮวาก็กลับไปที่ห้องนอนเพื่ออาบน้ำ ล้างกลิ่นอาหารที่ติดบนเสื้อผ้าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ก็อบอุ่นเหมือนกัทุกวัน เหมยฮวายังบ่นเสี่ยวหู่ที่ไม่ยอมกินผัก เขาทำตัวปกติไม่อยากทำหน้าเศร้าให้อีกฝ่ายไม่สบายใจแม้ว่าเหมยฮวาจะทำตัวปกติ ฝืนยิ้มร่าเริงอยู่ตลอดเวลา พอเดินมาส่งร่างสูงหน้าประตูจวนก็อดที่จะน้ำตาซึมไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมอหารที่ตัวเองลงทุนตื่นแต่เช้ามา
หวังเทียนหลงเดินกลับจวนในยามโหย่ว (17:00-18:59) หลังจากที่ไปสั่งงานลูกน้อง เพื่อเตรียมคนให้พร้อมสำหรับการเดินทาง เพราะอีกไม่นานเขาจะต้องกลับเมืองหลวงแล้วแม้ว่าความจริงเขาจะไม่อยากกลับไปนัก แต่จะให้รั้งอยู่ที่นี่นานก็ไม่ได้ ด้วยตำแหน่งและหน้าที่ไม่อาจละทิ้งไปได้ ยิ่งจากมานานมากเท่าไหร่ คนที่จ้องจะทำลายตำแหน่งของเขาก็จะอยู่สุขสบายบนโลกนานขึ้นทุกวันอีกอย่างครอบครัวของเขาคงจะเป็นห่วง แม้ว่าเขาจะส่งข่าวไปให้ทางนั้นรู้แล้วก็เถอะ ทุกคนก็คงอยากเห็นตัวจริงของชายหนุ่มมากว่าฟังจากปากผู้อื่นหวังเทียนหลงไม่รู้ว่าการจากไปครั้งนี้เขาจะต้องไปนานกี่วัน อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือเป็นปี ก่อนไปจึงได้สั่งให้องครักษ์มาเพิ่ม เพื่อคุ้มครองเหมยฮวาในระหว่างที่ตนไม่อยู่ทั้งที่ใจจริงอยากจะพาร่างบางไปกับเขาด้วย แต่ศัตรูของเขามีเยอะเกินไป ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเหมยฮวาคือคนสำคัญของเขา อาจมุ่งเน้นไปที่ร่างบางแทน ทำให้ตกอยู่ในอันตราย หวังเทียนหลงเลยคิดว่าจะรีบกลับไปจัดการกับศัตรูของตนให้หมด เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วค่อยกลับมารับเหมยฮวาเข้ามาในวังหลวงก็ยังไม่สายร่างสูงเดินเข้ามาภายในจวนรู้สึกว่าเงียบผิดปกติ หันมองรอ
เหมยฮวานำชุดที่ตัดเสร็จมานั่งปักลายเพิ่มเล็กน้อยที่หน้าอกเสื้อเป็นรูปดอกเหมยเหมือนกันทุกตัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ามาจากคนในจวนแห่งนี้“อ้า เสร็จแล้ว พวกเจ้าคิดว่าไง” ชูเสื้อที่ปักเสร็จขึ้น พร้อมหันให้เสียวปิงกับเสียวเปาที่นั่งข้าง ๆ ดู“ว้าว สวยมากเลยขอรับ ฮูหยินช่วยสอนข้าด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากปักลายได้สวยแบบนี้บ้าง” เสียวปิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น สายตามองเจ้านายอย่างชื่นชม เขาอยากจะเก่งเหมือนฮูหยินบ้าง“สอนข้าด้วยนะ ข้าอยากเรียนด้วยขอรับ” เสียวเปายกมือขึ้นไปมา เขาอยากจะช่วยพี่ชายทำงาน แม้ว่าตัวเองจะยังเด็ก แต่ก็อยากแบ่งเบาภาระด้วย มีอะไรที่ตนทำได้ก็อยากจะทำ เพราะถึงยังไงฮูหยินก็ให้เงินเดือนเขาด้วยเหมือนกัน“ได้สิ ถ้าพวกเจ้าอยากเรียน ข้าจะสอนพวกเจ้าทั้งสองคนเลย ดีหรือไม่” เหมยฮวามองเด็กน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดู“ขอบคุณขอรับ”“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง”“อ่ะ ไหนพวกเจ้าลองเอาไปสวมให้ข้าดูหน่อยสิ ว่าเป็นยังไง” เขายื่นเสื้อให้เสี่ยวปิงกับเสียวเปาลองใส่ เด็กน้อยรับมาและรีบใส่อย่างกระตือรือร้น เมื่อสวมแล้วทั้งคู่ก็หมุนตัวให้ดู พร้อมทั้งส่งยิ้มกว้างมาให้ ร่างบางยิ้มรับ รู้สึกมีความสุขเวลาได้อยู่กับเด
เช้าวันนี้ดูเหมือนที่จวนจะคึกคักกว่าวันอื่นๆ เพราะมีสมาชิกเข้ามาเพิ่ม จากที่เมื่อก่อนมีกันแค่สองคนกับอีกหนึ่งตัว ขณะที่กินข้าวเหมยฮวาจำได้ว่าเมื่อวานบ่าวรับใช้นำของติดตัวมาน้อย บางคนก็สวมชุดเก่า ๆ เขาเลยเรียกทุกคนมาที่ลานกว้างเพื่อที่จะมาวัดตัว เขาจะตัดชุดให้จากผ้าที่ซื้อมาเมื่อวานเหมยฮวาไม่ได้รู้สึกเสียดายกับเงินที่เสียไป หากเทียบกับเงินที่ได้มาจากการขายของนั้น ของที่เขาซื้อมาราคาแค่น้อยนิด และมันก็เป็นความสุขทางใจให้ทั้งกับผู้ให้และผู้รับอีกด้วยถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่อีกหน่อยพวกเขาก็จะเป็นคนมาดูแลเขาและจวนแห่งนี้ เขาจึงอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด หากเราดูแลพวกเขาดีแล้ว พวกเขาก็จะดูแลเราดีตอบแทนเช่นกันดังนั้นการลงทุนในครั้งนี้จะไม่ขาดทุนแต่อย่างใด“ขอบคุณฮูหยิน” ทุกคนเอ่ยขอบคุณเสียงดังพร้อมกัน รู้สึกดีใจที่เจ้านายเป็นใส่ใจพวกเขาถึงเพียงนี้การกระทำแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของเจ้านายที่พวกเขาเคยเจอมา หากไม่เรียกใช้งาน เจ้านายก็จะไม่เอ่ยกับตน“พวกเจ้าเรียกข้าว่านายท่านดีกว่านะ” นี้คนพวกนี้ยังไม่หยุดเรียกเขาว่าฮูหยินอีกหรือ เพราะหวังเทียนหลงคนเดียวเลย“ขอรับ ฮูหยิน”เพ้ย ฮูหยิ
ของที่ในกล่องไม้แม้ภายนอกจะดูธรรมดาแต่ด้านในกลับมีความหมายสำหรับชายหนุ่มมาก ขณะที่กำลังนั่งรถม้ากลับจวนของตนเอง เจียงลี่จิ่นประครองกล่องไม้ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างทะนุถนอม เมื่อถึงจวนตระกูลเจียงเขาก็เดินลงจากรถม้า ท่านพ่อบ้านที่เห็นเขาก็รีบเดินมาต้อนรับ“เป็นอย่างไรบ้างขอรับคุณชาย วันนี้ได้อะไรมาบ้าง” ท่านพ่อบ้านเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นคุณชายเจียงลี่จิ่นมักจะออกตระเวนไปตามหาของหาสมุนไพรจากข้างนอกมารักษาอาการป่วยของฮูหยินเสมอ วันนี้ก็เช่นกันฮูหยินเจียงมีร่างกายอ่อนแอ เมื่อถึงฤดูหนาวจะป่วยหนัก หมอจากทุกสารทิศที่เชิญมาก็รักษาไม่หาย เพียงให้ยาตามอาการเท่านั้นตระกูลเจียงเป็นครอบครัวค้าขายที่ร่ำรวยในเมืองหลวง หากมีสิ่งไหนที่บอกว่าดี ทำให้อาการของฮูหยินดีขึ้น พวกเขาก็ยินดีที่จะซื้อโดยไม่เสียดายเงิน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะแพงแค่ไหน“วันนี้ข้าได้ของดีมาก รีบไปที่ห้องของท่านแม่กันเถอะ”“ขอรับ”เจียงลี่จิ่นเดินนำท่านพ่อบ้านไปที่ห้องนอนของท่านแม่ ในห้องมีน้องสาวสองคนและท่านพ่ออยู่อย่างพร้อมเพรียงเขาถือกล่องเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด และบอกกับทุกคนกับสิ่งที่เจอมาในวันนี้ เมื่อ
ยามซื่อของอีกวัน (9:00-10:59) พวกเขาทั้งสามเดินทางมาที่ร้านยา เหมยฮวาก็ยื่นป้ายที่เถ้าแก่ให้เขาเมื่อครั้งก่อนกับเสี่ยวเอ้อ“เชิญนายท่านทั้งสองตามข้าทางนี้ขอรับ”เมื่อเห็นป้ายทองที่มีชื่อของร้านเสี่ยวเอ้อก็พาพวกเขามาที่ห้องรับรองที่ไม่ใช่ห้องเดิมที่มาครั้งก่อน ก่อนเสี่ยวเอ้อบอกว่าจะไปตามเถ้าแก่เกามาไม่นานเถ้าแก่เกาก็เดินเข้ามาในห้อง เหมยฮวาบอกว่าวันนี้เขาเอาผ้ามาขาย เมื่อเถ้าแก่ผ้าก็ตกใจตาแทบถลน ผ้าผืนนี้ทำมาจากหมอนไหมสีที่ค่อนข้างหาหาก สัมผัสเนื้อผ้าทั้งนุ่มและลื่น ลายปักบนผ้าก็งดงามราวกับภาพเสมือนจริง“ผ้าผืนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก ข้าไม่เคยเจอผ้าที่ปักได้เหมือนจริงเช่นนี้มาก่อน”เถ้าแก่เลยเสนอว่าเขาจะนำผ้าไปประมูล เพราะจะได้ราคามากกว่า ร้านยาของเขามีอีกอาชีพคือทุกเดือนจะนำยาและของหาหายมาเปิดประมูล ซึ่งมันก็ตรงกับวันนี้พอดี ส่วนเงินที่ได้เถ้าแก่บอกว่าทางร้านจะหักแค่สามในสิบส่วนของเงินที่ได้มาจากการขายเหมยฮวาได้ยินก็ตอบตกลงทันที เพราะเขามีหลายอย่างที่ต้องใช้เงิน ไม่รู้ว่าของที่ประมูลจะได้เงินเท่าไหร่“เหมยเอ๋อร์” หวังเทียนหลงเอ่ยเรียกคนที่เหม่อลอย จนเกือบจะเดินชนประตู“หืม”ร่างสูงไม่พู







