LOGINเช้าวันถัดมาในยามเหม่า (5:00-6:59) เหมยฮวาก็ลืมตาตื่น เขาลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนชุดแล้วเดินมานั่งที่ชานหน้าบ้าน หยิบกินผลท้อที่อยู่ในมิติออกมาทาน
ทานไปผลเดียวก็อิ่ม จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากจวนไปสำรวจป่า ไม่ไกลจากบริเวณของจวนมากนัก เหมยฮวาก็พบกับลำธาร น้ำไม่ลึกมาก เขานั่งลงข้างริมน้ำ มือเรียวกวักมาน้ำล้างหน้า
“อ่า สดชื่นจัง” น้ำเย็นและใส่มากจนเห็นปลาตัวเล็ก ๆ ที่ว่ายไปมาอยู่ในน้ำ รู้สึกอยากลงไปเล่นน้ำเลย หันรอบ ๆ มีต้นไม้ต้นใหญ่ให้ร่มเงา มีลมพัดเย็นสบาย
ดวงตาคู่งามเหลือบไปเห็นกอไผ่ เหมยฮวาจึงนำมีดที่นำมาด้วยตัดไม้ไผ่เอาทำเป็นกระบอกไว้ใส่น้ำใช้ดื่มระหว่างทาง เขาตักน้ำในลำธารใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เต็มแล้วใช้ใบไม้หลาย ๆ ใบ มาขยำให้เป็นก้อนมาปิดด้านบนของกระบอกน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำกระฉอกออก จากนั้นก็เริ่มเดินทางต่อ
“หือ นั้นแสงอะไร” เหมยฮวามองประกายวิบวับที่ส่องแสงด้านหลังต้นไม้ใหญ่ จึงเดินเข้าไปดู
“หนอนหรือ เอ๊ะ หนอนไหมหนิ” ดวงตากลมโตเบิกตากว้าง มองหนอนไหมสีสันสวยงามต่าง ๆ ที่กำลังกัดกินใบไม้ แต่ละตัวชักใยตามสีของตัว ตามพื้นดินก็มีดักแด้อยู่จำนวนมาก
“หึหึ” ร่างเล็กหัวเราะในลำคออย่างชั่วร้าย รู้แล้วว่าจะหาเงินได้จากที่ไหน จำได้ว่าในห้องเก็บของมีเครื่องจักไว้ทอผ้าน่าจะใช้ได้อยู่
เหมยฮวาเก็บดักแด้บนพื้นและใช้มีดขุดต้นใบหม่อนอย่างระมัดระวัง แล้วนำเก็บไปในมิติ เมื่อเก็บจนหมดเขาก็เริ่มมองหาย่างอื่นต่อเดินไปได้ไปไกลจากจุดที่เจอหมอนไหม เขาก็เจอกับต้นที่คุ้นเคยจากภพก่อน และต้นอื่น ๆ อีกสองสามชนิดก็ถูกเก็บเข้ามิติไปเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เขาได้ของมาหลายอย่าง ถึงเวลาที่จะต้องกลับได้แล้ว อยู่ในป่ามืดๆ ไม่ดีเท่าไหร่นัก ตอนแรกกะว่าวันนี้จะไปตลาดด้วย ไม่คิดว่าจะเจอเยอะขนาดนี้ เขาเลยเก็บทุกอย่างที่เจอเข้ามิติจนเพลิน ขณะเดินกลับเท้าก็สะดุดกับอะไรสักอย่าง
“โอ๊ย” เหมยฮวาล้มลงกับพื้นดิน ก่อนจะหันกลับไปมองสิ่งที่ทำให้ตนสะดุดล้ม
“นี่...มันโสมหนิ อายุน่าจะหลายร้อยปีได้ เพราะต้นใหญ่มาก”
ร่างเล็กรีบลุกขึ้นลืมความเจ็บไปชั่วขณะ เขาค่อยขุดต้นโสมออกมาอย่างเบามือ ข้างนั้นมีต้นโสมต้นอื่นอยู่ด้วย ขนาดมันใหญ่กว่าต้นแรกที่เจอเสียอีก
“นะ...นี่มันไม่ใช่อายุมากธรรมดาแล้ว นี่มันโสมอายุพันปี หมื่นปีแล้ว ต้นใหญ่ขนาดนี้”
นัยน์ตามีประกายระยิบระยับยามที่มองต้นโสมขนาดใหญ่เท่ากับสองฝ่ามือของเขารวมกัน หลังจากที่หายตื่นเต้นร่างเล็กก็รีบขุดโสมทุกต้นกลับไป คิดว่ากลับไปจะนำไปปลูกในมิติด้วย
แกรก ๆ เหมยฮวาที่จมอยู่กับการขุดโสมก็สะดุ้งเฮือกหันไป มองพุ่มไม้ที่ขยับไปมา พลางจับมีดในมือมาไว้ด้านหน้า
ง้าว~ ง้าว~
“หืม” เหมยฮวามองแมวตัวสีขาวล้วนหน้าตาน่ารัก ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งยอง ๆ แล้ววางมีดลงบนพื้นข้างตัว เอื้อมมือซ้ายไปด้านหน้า เจ้าแมวตัวน้อยก็เดินเข้ามาคลอเคลียที่ฝ่ามือของเขา
“อื้อ~ น่ารักจัง” ร่างเล็กเปลี่ยนมานั่งลงบนพื้น อุ้มแมวน้อยมาตั้งบนตัก ลูบหัวมันเบา ๆ ตามองมันมีสีเขียวมรกต พอสังเกตดี ๆ เขาว่ามันน่าจะไม่ใช่แมวแล้วล่ะ
แมวอะไรจะมาอยู่ในป่า น่าจะเป็นลูกเสือมากกว่า เมื่อดูจากหูและฟันเขี้ยวคู่ซี่เล็กแต่แหลมคมไว้สำหรับฉีกเนื้อ
เหมยฮวาหันมองซ้ายขวาไปมาว่ามีแม่ของลูกเสือขาวตัวนี้อยู่แถวนี้หรือไม่ เมื่อไม่เห็นก็โล่งอกแล้ววางลูกเสือน้อยลง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะกลับจวน
“กลับไปหาแม่ของเจ้าได้แล้ว ป่านนี้แม่เจ้าคงเป็นห่วง ข้าเองก็จะกลับแล้วเหมือนกัน” ชายหนุ่มเอ่ยจบก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ลูกเสือขาวมองอย่างไม่เข้าใจ จะให้มันกลับไปที่ไหนได้อีก ในเมื่อมันไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว
ก่อนหน้านี้มันถูกฝูงของมันขับไล่ให้ออกจากฝูงเพราะมีสีขนต่างจากตัวอื่น แม่ของมันคายมันมาทิ้งไว้แล้ววิ่งหนีไปทิ้งให้มันอยู่กลางป่าตัวเดียว มันไม่เข้าใจว่าทำไมแค่เกิดมาตัวสีขาวถึงไม่มีเสือตัวไหนเล่นกับมันเลย ทั้งแม่ก็ไม่รักยังพามันมาทิ้งอีก เมื่อมันเจอแม่ใหม่อีกฝ่ายก็จะทิ้งมันอีก
แต่มันจะไม่ยอมให้โดนทิ้งอย่างที่ผ่านมาแน่ แม่ใหม่มีใบหน้างดงามเช่นนี้มันไม่ยอมปล่อยให้หลุดไปแน่
เหมยฮวาเดินมาสักพักก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเดินตามหลังมา หันกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นลูกเสือขาวตัวน้อยที่เจอเมื่อครู่เดินตามหลังเขามา
“ไม่ อย่าตามข้ามานะ กลับไปหาแม่ของเจ้าซะ”
เหมยฮวาเอ่ยปากไล่ แต่เจ้าเสือน้อยก็ไม่ไปทั้งยังเดินมาคลอเคลียที่เท้าแล้วเงยหน้ามองเขาอย่างอ้อนวอนราวกับบอกว่าให้พามันกลับไปด้วยนะ
อืม ในป่าก็น่ากลัว มันตัวเล็กนิดเดียวจะไปอยู่รอดจากสัตว์ดุร้ายตัวอื่นได้อย่างไร ยิ่งได้สบตากับดวงตากลมโตใสซื่อไร้เดียงสา งื้อ น่ารัก มองแบบนี้ก็ใจเหลวหมดสิ
ง้าว ~~ โอ๊ย เสียงก็น่ารักไปอีก ชายหนุ่มที่ตอนนี้หลงกับความน่ารักของลูกเสือ จนลืมไปว่าเมื่อมันโตขึ้นจะน่ากลัวกว่านี้อีกสิบเท่าและไม่ได้มีเสียงอ้อนน่ารักอย่างลูกแมวตอนนี้ แต่เป็นเสียงคำรามที่ดุดันทรงพลัง
“เจ้าจะไปกับข้าหรือ” เขาก้มหน้าถามลูกเสือขาวที่อยู่ปลายเท้า ไม่แน่ใจว่ามันจะเข้าใจที่เขาพูดหรือไม่
ง้าว ~ (ท่านแม่คนงาม ๆ พาข้าไปด้วยนะ ข้าไม่อย่าอยู่ตนเดียว)
“แล้วแม่ของเจ้าเล่า” บางทีแม่ของมันอาจจะกำลังตามหาอยู่ก็ได้ ถ้าเขาพามันกลับแล้วแม่ของมันหาไม่เจอล่ะ
ง้าว ~~ (ข้าให้ท่านเป็นแม่ของข้า ข้าจะไปอยู่กับท่าน พาข้าไปด้วยนะ)
เจ้าเสือตัวน้อยที่ส่ายหน้ามันพูดยังไงมนุษย์ตรงหน้าก็ไม่เข้าใจที่มันพูดอยู่ดี ก่อนจะแปลงร่างเป็นแมวขนฟูออดอ้อนเขาไม่หยุดเสียแล้ว ราวกลับกลัวว่าเขาจะไม่ให้มันไปด้วย เห็นอย่างนี้แล้วจะให้เขาใจร้ายได้อย่างไร คงจะมีทางเดียวแล้วแหละคือพามันกลับไปด้วย
“ก็ได้ข้าจะพาเจ้ากลับไปด้วย แต่เจ้าต้องเชื่อฟังข้านะ ห้ามดื้อ ห้ามซน” เขาว่าจบก็อุ้มลูกเสือขาวมาแนบอก
“ต่อไปนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวหู่แล้วกัน”
ลูกเสือขาวก็ร้องหนึ่งครั้งเป็นการตอบรับ
หลังจากที่ตัดสินใจจะพาลูกเสือขาวกลับไปอยู่ด้วยเหมยฮวาก็เดินทางต่อ ขากลับเมื่อมาถึงลำธารที่เจอในตอนแรกเขาเลยถือโอกาสอาบน้ำที่นี่มันซะเลย เพราะเดินมาทั้งวัน เนื้อตัวก็เต็มไปด้วยดินแถมมีกลิ่นเหงื่อแล้วก็รู้สึกเหนียวตัวมากด้วย
“เจ้าอยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหน” กำชับลูกเสือขาวตัวน้อยเสร็จแล้ว เหมยฮวาก็เดินไปที่โขกหินเขาถอดเสื้อผ้าเหลือเพียงชุดบาง ๆ สีขาวด้านใน ค่อย ๆ หย่อนขาลงในน้ำ ตรงนี้ยืนมีน้ำลึกถึงหน้าอกเขารีบขัดคราบดินตามลำตัวออกเพราะเย็นมากแล้ว ถ้าไม่รีบอาบน้ำกว่าจะถึงจวนจะมืดค่ำเอาซะก่อน
จ้องมองใบหน้าตัวเองที่สะท้อนบนผิวน้ำ คราบรอยเปื้อนที่เคยติดก็พลันหลุดออกไปกับน้ำจนหมด เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง งดงามดุจเทพธิดา ผิวขาวเนียนกระจ่างใสราวกับคนที่ไม่เคยโดนแดด
ชาติก่อนหน้าตาเขาก็ธรรมดา แต่ก็ถือว่าพอไม่วัดไปวาได้ ทว่าเขาต้องทำงานตลอดเลยครองตัวเป็นโสดจนตาย ชาตินี้โชคดีที่หน้าตาดีถ้าจะกล่าวให้ถูกคือดีมาก ๆ ด้วยซ้ำ และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าใบหน้าของเขาไม่เหมือนไม่งดงามราวกับผู้หญิง ทั้งรูปร่างก็มาเล็กอีก เพลอ ๆ อาจจะเล็กกว่าผู้หญิงบางคนด้วยซ้ำ
ไม่เหมือนธรรมดาแต่ว่าใช่เลยแหละ
แล้วแบบนี้เขาจะไปหาเมียได้ไหมเนี่ย แต่เขาคิดว่าเรื่องนั้นคงหมดหวังแล้วแหละ เพราะร่างที่เขาอยู่เป็นเกอที่ท้องได้เหมือนผู้หญิง ถึงเขาจะไม่ได้ซีเรียสว่าชอบชายหรือหญิงก็เถอะ เขาเชื่อว่าความรักไม่กำหนดว่าจะเป็นเพศใด แต่เขานึกสภาพตอนตัวเองอุ้มท้องไม่ออกเลย
วันต่อมาเหมยฮวาลุกขึ้นตื่นตั้งแต่เช้ามืด โดยที่ยังไม่มีใครในจวนตื่น เพื่อมาทำอาหารให้หวังเทียนหลงกินเป็นมื้อสุดท้ายออกจากกัน แล้วก็ยังทำอาหารให้อีกฝ่ายนำไปกินระหว่างทางไว้อีกด้วย แม้หลังจากนี้ตัวจะต้องห่างกันไกล แต่เขาอยากจะให้อีกฝ่ายได้จดจำรสชาติอาหารที่เขาทำให้กินไปอีกนานแสงไฟในห้องครัวที่สว่างทำให้สาวใช้ที่พึ่งตื่นมาทำอาหารเช้าก็ตกใจที่มีคนตื่นก่อนตนเอง รีบเดินไปที่ห้องครัวทันที เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้านายของจวนกำลังหยิบจับทำอาหารอยู่ก็ตกใจขึ้นไปอีก รู้สึกอับอายที่ตนเองนอนตื่นสาย ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยและขอโทษเหมยฮวาบอกปัดทุกคนไป พวกเขาไม่ได้ตื่นสายหรอก เป็นเขาเองที่ไม่หลับเลยต้องลุกมาทำอาหารเพราะนอนไปก็ไม่หลับอยู่ดีเมื่อทำเสร็จเหมยฮวาก็กลับไปที่ห้องนอนเพื่ออาบน้ำ ล้างกลิ่นอาหารที่ติดบนเสื้อผ้าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ก็อบอุ่นเหมือนกัทุกวัน เหมยฮวายังบ่นเสี่ยวหู่ที่ไม่ยอมกินผัก เขาทำตัวปกติไม่อยากทำหน้าเศร้าให้อีกฝ่ายไม่สบายใจแม้ว่าเหมยฮวาจะทำตัวปกติ ฝืนยิ้มร่าเริงอยู่ตลอดเวลา พอเดินมาส่งร่างสูงหน้าประตูจวนก็อดที่จะน้ำตาซึมไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมอหารที่ตัวเองลงทุนตื่นแต่เช้ามา
หวังเทียนหลงเดินกลับจวนในยามโหย่ว (17:00-18:59) หลังจากที่ไปสั่งงานลูกน้อง เพื่อเตรียมคนให้พร้อมสำหรับการเดินทาง เพราะอีกไม่นานเขาจะต้องกลับเมืองหลวงแล้วแม้ว่าความจริงเขาจะไม่อยากกลับไปนัก แต่จะให้รั้งอยู่ที่นี่นานก็ไม่ได้ ด้วยตำแหน่งและหน้าที่ไม่อาจละทิ้งไปได้ ยิ่งจากมานานมากเท่าไหร่ คนที่จ้องจะทำลายตำแหน่งของเขาก็จะอยู่สุขสบายบนโลกนานขึ้นทุกวันอีกอย่างครอบครัวของเขาคงจะเป็นห่วง แม้ว่าเขาจะส่งข่าวไปให้ทางนั้นรู้แล้วก็เถอะ ทุกคนก็คงอยากเห็นตัวจริงของชายหนุ่มมากว่าฟังจากปากผู้อื่นหวังเทียนหลงไม่รู้ว่าการจากไปครั้งนี้เขาจะต้องไปนานกี่วัน อาจจะนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือเป็นปี ก่อนไปจึงได้สั่งให้องครักษ์มาเพิ่ม เพื่อคุ้มครองเหมยฮวาในระหว่างที่ตนไม่อยู่ทั้งที่ใจจริงอยากจะพาร่างบางไปกับเขาด้วย แต่ศัตรูของเขามีเยอะเกินไป ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเหมยฮวาคือคนสำคัญของเขา อาจมุ่งเน้นไปที่ร่างบางแทน ทำให้ตกอยู่ในอันตราย หวังเทียนหลงเลยคิดว่าจะรีบกลับไปจัดการกับศัตรูของตนให้หมด เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วค่อยกลับมารับเหมยฮวาเข้ามาในวังหลวงก็ยังไม่สายร่างสูงเดินเข้ามาภายในจวนรู้สึกว่าเงียบผิดปกติ หันมองรอ
เหมยฮวานำชุดที่ตัดเสร็จมานั่งปักลายเพิ่มเล็กน้อยที่หน้าอกเสื้อเป็นรูปดอกเหมยเหมือนกันทุกตัว เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ามาจากคนในจวนแห่งนี้“อ้า เสร็จแล้ว พวกเจ้าคิดว่าไง” ชูเสื้อที่ปักเสร็จขึ้น พร้อมหันให้เสียวปิงกับเสียวเปาที่นั่งข้าง ๆ ดู“ว้าว สวยมากเลยขอรับ ฮูหยินช่วยสอนข้าด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากปักลายได้สวยแบบนี้บ้าง” เสียวปิงเอ่ยอย่างตื่นเต้น สายตามองเจ้านายอย่างชื่นชม เขาอยากจะเก่งเหมือนฮูหยินบ้าง“สอนข้าด้วยนะ ข้าอยากเรียนด้วยขอรับ” เสียวเปายกมือขึ้นไปมา เขาอยากจะช่วยพี่ชายทำงาน แม้ว่าตัวเองจะยังเด็ก แต่ก็อยากแบ่งเบาภาระด้วย มีอะไรที่ตนทำได้ก็อยากจะทำ เพราะถึงยังไงฮูหยินก็ให้เงินเดือนเขาด้วยเหมือนกัน“ได้สิ ถ้าพวกเจ้าอยากเรียน ข้าจะสอนพวกเจ้าทั้งสองคนเลย ดีหรือไม่” เหมยฮวามองเด็กน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดู“ขอบคุณขอรับ”“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง”“อ่ะ ไหนพวกเจ้าลองเอาไปสวมให้ข้าดูหน่อยสิ ว่าเป็นยังไง” เขายื่นเสื้อให้เสี่ยวปิงกับเสียวเปาลองใส่ เด็กน้อยรับมาและรีบใส่อย่างกระตือรือร้น เมื่อสวมแล้วทั้งคู่ก็หมุนตัวให้ดู พร้อมทั้งส่งยิ้มกว้างมาให้ ร่างบางยิ้มรับ รู้สึกมีความสุขเวลาได้อยู่กับเด
เช้าวันนี้ดูเหมือนที่จวนจะคึกคักกว่าวันอื่นๆ เพราะมีสมาชิกเข้ามาเพิ่ม จากที่เมื่อก่อนมีกันแค่สองคนกับอีกหนึ่งตัว ขณะที่กินข้าวเหมยฮวาจำได้ว่าเมื่อวานบ่าวรับใช้นำของติดตัวมาน้อย บางคนก็สวมชุดเก่า ๆ เขาเลยเรียกทุกคนมาที่ลานกว้างเพื่อที่จะมาวัดตัว เขาจะตัดชุดให้จากผ้าที่ซื้อมาเมื่อวานเหมยฮวาไม่ได้รู้สึกเสียดายกับเงินที่เสียไป หากเทียบกับเงินที่ได้มาจากการขายของนั้น ของที่เขาซื้อมาราคาแค่น้อยนิด และมันก็เป็นความสุขทางใจให้ทั้งกับผู้ให้และผู้รับอีกด้วยถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่อีกหน่อยพวกเขาก็จะเป็นคนมาดูแลเขาและจวนแห่งนี้ เขาจึงอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด หากเราดูแลพวกเขาดีแล้ว พวกเขาก็จะดูแลเราดีตอบแทนเช่นกันดังนั้นการลงทุนในครั้งนี้จะไม่ขาดทุนแต่อย่างใด“ขอบคุณฮูหยิน” ทุกคนเอ่ยขอบคุณเสียงดังพร้อมกัน รู้สึกดีใจที่เจ้านายเป็นใส่ใจพวกเขาถึงเพียงนี้การกระทำแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของเจ้านายที่พวกเขาเคยเจอมา หากไม่เรียกใช้งาน เจ้านายก็จะไม่เอ่ยกับตน“พวกเจ้าเรียกข้าว่านายท่านดีกว่านะ” นี้คนพวกนี้ยังไม่หยุดเรียกเขาว่าฮูหยินอีกหรือ เพราะหวังเทียนหลงคนเดียวเลย“ขอรับ ฮูหยิน”เพ้ย ฮูหยิ
ของที่ในกล่องไม้แม้ภายนอกจะดูธรรมดาแต่ด้านในกลับมีความหมายสำหรับชายหนุ่มมาก ขณะที่กำลังนั่งรถม้ากลับจวนของตนเอง เจียงลี่จิ่นประครองกล่องไม้ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างทะนุถนอม เมื่อถึงจวนตระกูลเจียงเขาก็เดินลงจากรถม้า ท่านพ่อบ้านที่เห็นเขาก็รีบเดินมาต้อนรับ“เป็นอย่างไรบ้างขอรับคุณชาย วันนี้ได้อะไรมาบ้าง” ท่านพ่อบ้านเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นคุณชายเจียงลี่จิ่นมักจะออกตระเวนไปตามหาของหาสมุนไพรจากข้างนอกมารักษาอาการป่วยของฮูหยินเสมอ วันนี้ก็เช่นกันฮูหยินเจียงมีร่างกายอ่อนแอ เมื่อถึงฤดูหนาวจะป่วยหนัก หมอจากทุกสารทิศที่เชิญมาก็รักษาไม่หาย เพียงให้ยาตามอาการเท่านั้นตระกูลเจียงเป็นครอบครัวค้าขายที่ร่ำรวยในเมืองหลวง หากมีสิ่งไหนที่บอกว่าดี ทำให้อาการของฮูหยินดีขึ้น พวกเขาก็ยินดีที่จะซื้อโดยไม่เสียดายเงิน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะแพงแค่ไหน“วันนี้ข้าได้ของดีมาก รีบไปที่ห้องของท่านแม่กันเถอะ”“ขอรับ”เจียงลี่จิ่นเดินนำท่านพ่อบ้านไปที่ห้องนอนของท่านแม่ ในห้องมีน้องสาวสองคนและท่านพ่ออยู่อย่างพร้อมเพรียงเขาถือกล่องเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด และบอกกับทุกคนกับสิ่งที่เจอมาในวันนี้ เมื่อ
ยามซื่อของอีกวัน (9:00-10:59) พวกเขาทั้งสามเดินทางมาที่ร้านยา เหมยฮวาก็ยื่นป้ายที่เถ้าแก่ให้เขาเมื่อครั้งก่อนกับเสี่ยวเอ้อ“เชิญนายท่านทั้งสองตามข้าทางนี้ขอรับ”เมื่อเห็นป้ายทองที่มีชื่อของร้านเสี่ยวเอ้อก็พาพวกเขามาที่ห้องรับรองที่ไม่ใช่ห้องเดิมที่มาครั้งก่อน ก่อนเสี่ยวเอ้อบอกว่าจะไปตามเถ้าแก่เกามาไม่นานเถ้าแก่เกาก็เดินเข้ามาในห้อง เหมยฮวาบอกว่าวันนี้เขาเอาผ้ามาขาย เมื่อเถ้าแก่ผ้าก็ตกใจตาแทบถลน ผ้าผืนนี้ทำมาจากหมอนไหมสีที่ค่อนข้างหาหาก สัมผัสเนื้อผ้าทั้งนุ่มและลื่น ลายปักบนผ้าก็งดงามราวกับภาพเสมือนจริง“ผ้าผืนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก ข้าไม่เคยเจอผ้าที่ปักได้เหมือนจริงเช่นนี้มาก่อน”เถ้าแก่เลยเสนอว่าเขาจะนำผ้าไปประมูล เพราะจะได้ราคามากกว่า ร้านยาของเขามีอีกอาชีพคือทุกเดือนจะนำยาและของหาหายมาเปิดประมูล ซึ่งมันก็ตรงกับวันนี้พอดี ส่วนเงินที่ได้เถ้าแก่บอกว่าทางร้านจะหักแค่สามในสิบส่วนของเงินที่ได้มาจากการขายเหมยฮวาได้ยินก็ตอบตกลงทันที เพราะเขามีหลายอย่างที่ต้องใช้เงิน ไม่รู้ว่าของที่ประมูลจะได้เงินเท่าไหร่“เหมยเอ๋อร์” หวังเทียนหลงเอ่ยเรียกคนที่เหม่อลอย จนเกือบจะเดินชนประตู“หืม”ร่างสูงไม่พู







