Mag-log inตอนที่ 8: ที่เก่าเวลาเดิม!
กระสุนนัดนั้นเจาะทะลุหัวไหล่ของชายชุดดำคนแรกจนร่างกระเด็นไปกระแทกประตูรถ ความเงียบของถนนสายเปลี่ยวถูกทำลายลงด้วยเสียงสาดกระสุนและการปะทะที่ดุดัน สิมันต์ไม่ได้หลบอยู่หลังที่กำบังเหมือนคนทั่วไป แต่เขากลับเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวคือการคำนวณ ทุกนัดที่ลั่นไกคือการปลิดชีพ
"กระจายตัวออก! ล้อมมันไว้!"
หัวหน้าทีมชุดดำตะโกนสั่งการด้วยความลนลาน เมื่อเห็นลูกน้องล้มตายลงทีละคนราวกับใบไม้ร่วง
รังสิมันต์แสยะยิ้มบาง ท่ามกลางวิถีกระสุนที่ปลิวว่อน แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความโกรธที่สุมอยู่ในอกไม่ใช่แค่โกรธพวกมดปลวกตรงหน้า แต่โกรธแม่แมวป่าที่เพิ่งเชิดหน้าหนีเขาไปตะกากหาก
"พวกแกมาช้าไปห้านาที..."
รังสิมันต์เอ่ยเสียงเย็นพลางเปลี่ยนซองกระสุนอย่างคล่องแคล่ว
"เพราะยัยนั่นทำให้ฉันอารมณ์เสียจนไม่มีความเมตตาเหลือให้ใครแล้ว"
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สิ้นเสียงปืน ร่างของชายชุดดำที่ก้าวพ้นประตูรถออกมาก็ทรุดฮวบลงพื้นถนน รังสิมันต์ไม่รอให้ศัตรูที่เหลือตั้งตัวได้ทัน เขาอาศัยจังหวะความชุลมุนพุ่งตัวเข้าหาแนวต้นไม้ข้างทางเพื่อใช้ความมืดเป็นเกราะกำบัง
"มันอยู่ทางนั้น! ยิงมันให้ยับ!"
เสียงตะโกนสั่งการดังขึ้นพร้อมกับห่ากระสุนที่สาดซัดมาจากชายชุดดำทั้ง 7 คนที่เหลือ พวกมันแบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอาศัยรถ SUV คันแรกเป็นที่กำบัง อีกกลุ่มกระจายตัวล้อมวงเข้ามาหวังจะปิดทางหนี
รังสิมันต์เหยียดยิ้มเหี้ยม แววตาคมกริบประดุจนักล่าในเงามืด เขารอจนจังหวะที่กระสุนฝั่งนั้นเริ่มขาดช่วงจากการเปลี่ยนซองกระสุน ก่อนจะโผล่ออกมาสะบัดไกปืนอย่างแม่นยำ
ปัง! ปัง! ปัง!
สามนัดซ้อนเด็ดชีพพวกที่พยายามจะอ้อมมาด้านข้างจนล้มลงทีละคน ท่วงท่าของเขาไม่ใช่การกราดยิงทิ้งขว้าง แต่เป็นการสังหารอย่างมีศิลปะ ทุกเม็ดกระสุนถูกฝังเข้าที่จุดตายอย่างจงใจ
"บ้าเอ๊ย! มันไม่ใช่คนแล้ว!"
หนึ่งในนั้นอุทานด้วยความขวัญเสีย เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมร่วงลงไปเกินครึ่งในเวลาไม่กี่นาที
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด เสียงของธีร์ก็ดังแทรกเข้ามาในหูฟัง
"ธีร์ รายงานมา"
เขาพูดใส่ไมค์โครโฟนตัวตัวจิ๋วด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"สัญญาณของเรมี่โผล่ขึ้นมาแวบหนึ่งแถวชานเมืองทิศตะวันออกครับนาย ดูเหมือนเธอจะมุ่งหน้าไปที่คลังสินค้าเก่าของตระกูลชรันย์กูล แต่... นายครับ มีรถอีกกลุ่มกำลังตามเธอไป ไม่ใช่พวกที่เราเพิ่งจัดการ แต่น่าจะเป็นพวก 'สภามืด'"
คิ้วเข้มของรังสิมันต์ขมวดเข้าหากันทันที
"สภามืดงั้นเหรอ? ยัยตัวแสบไปกินรังแตนที่ไหนมาถึงได้ลากพวกนั้นออกมาเพ่นพ่านได้"
รังสิมันต์ชะงักไปครู่หนึ่ง โทสะขุมเล็ก ๆ ผุดขึ้นในใจเมื่อนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวที่เพิ่งขับรถสวนเขาไปอย่างไม่ใยดี
"ส่งพิกัดมา ฉันจะไปดูหน่อยว่า 'ธุระสำคัญ' ของเธอ มันคุ้มกับการเอาชีวิตไปทิ้งหรือเปล่า"
"นายครับ! เรมี่หลุดพิกัดไปแล้ว เธอเปิดระบบรบกวนสัญญาณสวนกลับมาจน Viper-7 ของเราดับสนิทครับ!"
"ช่างเธอ... เดี๋ยวค่อยตามเช็คบิล"
เขาเอ่ยเสียงเย็นพลางพุ่งตัวออกจากที่ซ่อนประชิดตัวศัตรูคนสุดท้ายที่อยู่ใกล้ที่สุด รังสิมันต์ใช้สันปืนกระแทกเข้าที่ขมับจนอีกฝ่ายสลบคาที่ ก่อนจะแย่งอาวุธหนักมาถือไว้ในมือ
"ส่วนพวกแกที่บังอาจกล้ามาแตะต้อง 'คนของฉัน'..."
เขากวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่เหลือที่กำลังสั่นประสาท ท่ามกลางกลิ่นเขม่าดินปืนและแสงไฟหน้ารถที่สาดส่อง รังสิมันต์ก้าวเดินออกไปกลางถนนอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับราชสีห์ที่เดินเข้าหาเหยื่อที่บาดเจ็บ
"พวกแกจะไม่ได้กลับไปบอกเจ้านายว่าใครเป็นคนส่งไปลงนรก"
เสียงกระสุนนัดสุดท้ายเงียบลงพร้อมกับร่างของชายชุดดำคนสุดท้ายที่ฟุบลงกับฝากระโปรงรถ SUV รังสิมันต์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพ ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอผิดกับแววตาที่คุกรุ่น
“ธีร์ ส่งพิกัดสุดท้ายของเรมี่มาเดี๋ยวนี้!”
เขาส่งเสียงไปตามไมค์ทันทีที่ขึ้นนั่งประจำที่คนขับ พร้อมจะทะยานไปข้าง
“พิกัดล่าสุดอยู่ที่โกดังร้างแถวท่าเรือตะวันออกครับนาย แต่สัญญาณมันขาด ๆ หาย ๆ ดูเหมือนเธอจะจงใจเข้าหา ‘สภามืด’ โดยตรงเลยครับ!”
รังสิมันต์ไม่รอฟังจนจบ เขากระชากเกียร์และเหยียบคันเร่งจนมิด รถพุ่งทะยานออกไปในความมืดทิ้งรอยไหม้ไว้บนถนนเป็นทางยาว ในหัวของเขาไม่ได้คิดถึงแผนการรบหรือความปลอดภัยของตัวเอง สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่คือใบหน้าดื้อรั้นของเรมี่
“ธุระสำคัญงั้นเหรอ... อยากจะรู้ว่าธุระนั่นมันจะคุ้มกับชีวิเธอไหม?”
รังสิมันต์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโป่ง น้ำเสียงนุ่มนวลของเรมี่ที่เขายินผ่านเครื่องดักฟังมันเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงศักดิ์ศรีของเขาอย่างบอกไม่ถูก
"ที่เก่าเวลาเดิม"
คำพูดที่ดูเหมือนนัดหมายชู้รักนั่นทำให้เขายิ่งเหยียบคันเร่งลงไปจนมิด
“ธีร์ เช็คพิกัดเรมี่ส่งมาด่วน!”
ในขณะที่ทางด้านของรังสิมันต์กำลังเช็คหาพิกัดนั้นรถสปอร์ตของเรมี่เลี้ยวเข้าสู่สถานีบริการล้างรถครบวงจรขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ชานเมือง ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรฉีดพ่นน้ำและละอองสบู่ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เรมี่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีสงบ เธอส่งกุญแจให้พนักงานก่อนจะเดินเลี่ยงไปที่โซนพักรับรองซึ่งเป็นห้องกระจกเงียบสงบ
ที่โต๊ะมุมในสุด ชายหนุ่มในชุดลำลองสวมหมวกแก๊ปสีเข้มนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาคือ ‘หมวดอาร์ตี้’ นายตำรวจลับมือดีจากหน่วยปราบปรามพิเศษ และมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาพร้อมกับเธอ
“รถสกปรกมากไหมคราวนี้?”
อาร์ตี้เอ่ยทักด้วยรอยยิ้มขณะที่เรมี่ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม
“ดินโคลนเต็มไปหมด... โดยเฉพาะพวก ‘ปลวก’ ที่ชอบกัดกินฐานราก”
เรมี่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความหมาย ‘การล้างรถ’ สำหรับพวกเขาหมายถึงการเคลียร์ข้อมูลและกำจัดสายลับสองหน้าที่แฝงตัวอยู่ในหน่วยงาน ส่วน ‘เก็บกวาดข้างใน’ คือการส่งมอบหลักฐานชิ้นสำคัญที่เธอเพิ่งขโมยมาได้
“พี่เตรียมอุปกรณ์ล้างรถไว้ให้แล้ว ข้อมูลที่เธอต้องการอยู่ในนี้”
อาร์ตี้เลื่อนซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเหมือนนิตยสารรถยนต์ทั่วไปมาให้
“แต่ระวังตัวหน่อยนะเรมี่ พักนี้พี่รู้สึกว่ามี ‘หมาป่า’ ตัวใหญ่กำลังตามกลิ่นเธออยู่”
เรมี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าคมเข้มของรังสิมันต์ผุดขึ้นมาในหัว
“หมาป่าตัวนั้น... ฉันจัดการได้พี่อาร์ตี้ เขาแค่สงสัย แต่ยังเข้าไม่ถึง ‘ธุระสำคัญ’ ของเราแน่”
ท่ามกลางเสียงเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงที่ทำงานอยู่ภายนอก ภายในห้องรับรองกระจกนิรภัยที่เก็บเสียงได้อย่างดี หมวดอาร์ตี้ขยับหมวกแก๊ปลงเล็กน้อย สายตาคอยสอดส่องความผิดปกติรอบตัว ก่อนจะวกกลับมาหาลูกพี่ลูกน้องสาวที่ดูอิดโรยกว่าทุกครั้ง
“กาแฟสักถ้วยไหม?” พี่ชายเอ่ยเสียงสบาย ๆ มองใบหนีที่เหนื่อยล้าของน้องสาว
“เรมี่...ได้พักบ้างหรือเปล่าเรา”เขาอดที่จะถามด้วยความห่วงใยได้
“อย่าห่วงเลยค่ะเสร็จจากล้างรถวันนี้คือคิวนอนพักยาวค่ะ”
“อืมดีแล้ว...”เขาหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่อยู่ด้านนอกส่งกาแฟสองที่ก่อนหันกลับมาคุยต่อ
“งานประมูลการกุศลของ ‘อคิน’ ที่เขตชายแดนอาทิตย์หน้า... มันไม่ใช่แค่การสร้างภาพบังหน้าหรอกนะเรมี่” อาร์ตี้เริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “สายของพี่รายงานว่า จะมีการขนส่ง ‘แร่เถื่อน’ สกัดเข้มข้น และระบบนำวิถีข้ามพรมแดนมีนายทหารเอี่ยวด้วย ของพวกนี้จะถูกเปลี่ยนมือกันในคราบของเก่าสะสมที่นำมาประมูล”
เรมี่เค่นยิ้มเย็นชา
“เหยื่อตัวใหญ่ใจถึงเสมอ... อคินกะจะรวบอำนาจทั้งสองฝั่งชายแดนโดยใช้ชื่อมูลนิธิเป็นทางผ่าน สินค้าผิดกฎหมายพวกนั้นคือทุนสำรองของสภามืด”
“เพราะอย่างนั้นพี่ถึงยอมให้เธอเสี่ยงคนเดียวไม่ได้”
อาร์ตี้เลื่อนกล่องอุปกรณ์หน้าตาคล้ายกล่องเครื่องมือช่างขนาดเล็กมาให้
“ในนี้มี ‘Viper-Core’ รุ่นอัปเกรด มันคือเครื่องรบกวนสัญญาณระยะสั้นที่แรงกว่าเดิม และมีกล้องกระดุมแบบเลนส์ตรวจจับความร้อนเอาไว้เช็กพวกซุ่มยิง (Sniper) ในมุมมืด... ส่วนกำไลข้อมืออันนี้ มีปุ่มกดเรียกสัญญาณฉุกเฉินส่งตรงถึงพี่ พี่จะสแตนด์บายหน่วยเคลื่อนที่เร็วไว้ที่ชายแดนในพิกัดที่ใกล้ที่สุด”
เรมี่หยิบกำไลขึ้นมาสวม รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ยื่นหมูยื่นแมวนะคะพี่อาร์ตี้... นี่คือค่าตอบแทนสำหรับ ‘การล้างรถ’ รอบนี้”
เธอเลื่อนแฟลชไดร์ฟสีเงินด้านสลักลายเรียบหรูส่งคืนให้พี่ชาย
“ในนี้มีรายชื่อเจ้าพ่อมาเฟียทั้ง 12 เขตที่ร่วมลงขันกับสภามืด รวมถึงเส้นทางการฟอกเงินผ่านกาสิโนชายแดน ข้อมูลนี้จะทำให้พี่ขอหมายจับพวกมันได้ทั้งยวง”
อาร์ตี้รับแฟลชไดร์ฟไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยทันที
“ดูแลตัวเองด้วยนะเรมี่... ถ้าเรื่องนี้จบ พี่จะพาไปกินกาแฟร้านที่เธอชอบแบบไม่ต้องดักฟังพิกัดใคร และม่ต้องมีใครมาค้นหาพิกัดเรา”
“ไว้ใจได้เลยค่ะ” เรมี่ตอบพลางลุกขึ้นยืน เตรียมตัวไปรับรถที่สะอาดเอี่ยมตามรหัสลับ
“กาแฟมาพอดี จิบพอให้หายเหนื่อยก่อนจากเถอะ”
หญิงสาวรับถ้วยกาแฟมาจรดริมฝีปากยกซดแบบรวดเดียวจบทำให้อาร์ตี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมหัวเราะ เบา ๆ ใช้มือขวาที่แข็งแรงวางบนศีรษะเรมี่ขยี้ผมเบา ๆ ก่อนเดินนำหน้าออกมายังด้านนอกห้องกระจกโดยไม่ได้สังเกตุเห็นรถของรังสิมนต์ที่แล่นเข้ามาจอดอีกด้านหนึ่งของลานล้าง
“กลับก่อนนะคะพี่อาร์ตี้”
“ระวังตัวด้วยนะยัยเร...”
เรมี่เงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างอย่างสบายใจที่สุดให้กับพี่ชาย ซึ่งภาพภาพที่เห็นตรงหน้านี้ทำให้เส้นประสาทของรังสิมันต์กระตุกวูบราวกับถูกกระแสไฟนับหมื่นโวลต์ช็อตเข้าที่กลางใจ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมายังลานล้างรถ แต่มันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย
ในกรอบสายตาของเขา เรมี่ผู้หญิงที่เพิ่งจะสะบัดหน้าใส่เขาและแสดงท่าทีเย็นชาใส่สารพัดกลับกำลังยืนยิ้มละไมอยู่กับไอ้หนุ่มหน้าอ่อนนั้น รอยยิ้มที่เขาพยายามแทบตายเพื่อจะได้เห็นสักครั้ง แต่วันนี้เธอกลับแจกจ่ายมันให้คนอื่นอย่างง่ายดาย
และแล้ว "ภาพบาดตา" ที่ทำให้ความอดทนของเขาขาดผึงก็เกิดขึ้น
ชายหนุ่มคนนั้นดึงเรมี่เข้าไปกอดอย่างสนิทสนม มันไม่ใช่กอดที่เกร็งหรือประหม่า แต่เป็นกอดที่เต็มไปด้วยความคุ้นเคยและวางใจ เรมี่ไม่ได้ขัดขืน มิหนำซ้ำเธอยังโน้มคอลงไปให้ชายคนนั้นฝังจมูกลงบนแก้มของเธอเบาๆ เป็นการร่ำลา พร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสที่รังสิมันต์ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ได้ยิน
"บัดซบ..."
รังสิมันต์พึมพำออกมาลอดไรฟัน มือที่กำพวงมาลัยสั่นเทาจนเห็นเส้นเอ็นปูดโป่ง ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยเพลิงหึงที่ลุกโชนจนเกือบจะบังคับสติไม่อยู่
ความรู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์เหวี่ยงใส่หน้าอกจนจุกเสียด ความเงียบภายในรถดูจะดังเกินไปเมื่อเทียบกับความวุ่นวายในใจเขา เขารู้สึกเหมือนเป็นไอ้โง่ที่คอยตามปกป้องเธอ คอยห่วงใยเธอแทบบ้า แต่เธอกลับเอา 'ความปลอดภัย' และ 'ความอ่อนโยน' ที่เขาหยิบยื่นให้ ไปประเคนให้ชายอีกคนในมุมมืด
เขามองดูคนทั้งคู่แยกย้ายกันขึ้นรถด้วยสายตาที่เย็นเยียบปานน้ำแข็งขั้วโลก
"ล้างรถงั้นเหรอ? ...ที่แท้เธอก็แค่มาล้าง 'คราบของฉัน' ออกเพื่อไปหาซบพวงแก้มมันสินะ"
รังสิมันต์เหยียบคันเร่งกระชากรถออกไปทันทีที่รถสปอร์ตของเรมี่เคลื่อนตัว ความเยือกเย็นที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวรถ
ถ้าเธออยากเล่นบทสายลับสาวสองหน้าที่มีชู้รักคอยหนุนหลัง เขาก็จะเล่นบท "ปีศาจ" ที่จะตามไปลากคอเธอกลับมาลงทัณฑ์ให้สาสม!
ธีร์หันมาสบตากับรองผู้กำกับกองปราบตรง ๆ แววตาของนักล่าข่าวกรองคู่นั้นดูลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง "แต่เครือข่ายที่เหลือ... และ 'หมากตัวใหม่' ที่กำลังจะหมุนเวียนขึ้นมาแทนที่นายพลอิทธิพลต่างหาก คือสิ่งที่สำนักข่าวกรองกำลังจับตาดู"สายตาของธีร์เหลือบมองผ่านกระจกเข้าไปในงาน แล้ว เขาหันกลับมามองรังสิมันต์อีกครั้ง ราวกับเขารู้ดีว่า 'กับดัก' และ 'เหลี่ยมรัก' ครั้งใหม่กำลังจะเกิดขึ้นโดยมีคนกลุ่มนี้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง สขช. มาร่วมวงด้วย!“ดื่มอะไรหรือยังเซลีน” รังสิมันต์หันไปทางเซลีนและอาตี้“อย่าห่วงฉันเลยค่ะบอส ห่วงคนโน้นเถอะ”เซลียพยักหน้าไปทางเรมี่ที่อยู่ในงาน ท่ามกลางผู้นำระดับสูงที่เนืองแน่น สายตาของธีร์ที่มองผ่านกระจกเข้าไปยังไม่ทันได้ละไปไหน ร่างบางของ เรมี่ ในชุดเดรสสีสุภาพก็เดินเลี่ยงฝูงชนมุ่งตรงมายังระเบียงเงียบ ๆ แววตาของเธอไม่ได้มีความตื่นกลัวเหมือนตอนที่อยู่บ้านพักอีกต่อไป“ดีกันยังบอส”จีนถามขึ้นลอย ๆ ทำให้สามคนหัวเราะพร้อมกัน อาตี้ดูงง ๆ เซลีนหันมาบอกเขาว่า“คุณรู้ไหมน้องสาวคุณตบหน้าบอสเรานะ”“เซลีน....”“เรื่องจริงนี่คะหัวหน้า ““ย
รังสิมันต์ผู้ดูสุขุมคนนี้แท้จริงแล้วคือสิงห์เหนือเสือใต้แห่ง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป. หรือ "กองปราบ") หน่วยงานระดับพระกาฬแห่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งสายสืบนอกเครื่องแบบออกไปฝังตัวทลายซุ้มมือปืนและมาเฟียทั่วประเทศไทย โดยมีอำนาจสืบสวนสอบสวนคร่อมได้ทุกจังหวัดอย่างไร้ขีดจำกัด ยศพันตำรวจโทของเขาในหน่วยนี้จึงเต็มไปด้วยบารมีที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม"ยินดีด้วยครับพี่รังสิมันต์ งานนี้ถ้าไม่ได้สายข่าวลึกของกองปราบช่วยชี้เป้า พวกเราคงควานหาตัวไอ้พวกสมุนยากแน่"นายตำรวจหนุ่มยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามาชนแก้ว"ต้องยกเครดิตให้ทีมสนับสนุนด้วยครับ"รังสิมันต์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปมองอีกด้านของห้อง ซึ่งมีกลุ่มนายตำรวจจาก กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กำลังนั่งคุยกันอยู่ หน่วยนี้เด่นที่สุดเรื่องการส่ง "สายลับ" แฝงตัวเข้าไปในเครือข่ายค้ายาเพื่อล่อซื้อและสืบหาตัวหัวหน้าขบวนการใหญ่ ซึ่งในคดีของนายพลอิทธิพล เส้นทางการเงินส่วนหนึ่งก็ถูกลากยาวไปพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติจนทำให้ บช.ปส. ต้องส่งมือดีมาร่วมทีมทางลับเช่นกันไม่ไกลกันนัก หมวดอาตี้ ในชุดสูทสากลดู
เรมี่ตาค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เธอหลุดปากเรียกชื่อพี่ชายเสียงหลง“ทำไมพี่อาตีทำอย่างนี้คะ?” สมองเบลอจนทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้เรื่องนี้และเอามาพูดต่อหน้ารังสิมันต์ในสถานการณ์แบบนี้ในขณะที่รังสิมันต์ค่อย ๆ ยื่นมือไปรับใบเอกสารนั้นมาดู “จุ๊ จุ๊ เธอไม่ต้องต่อว่าพี่ยัยเร..”อาตี้รีบขัด”คนที่จะต่อว่าเธอควรเป็นพี่ที่เธองุบงิบพูดไม่จริงกับพี่”สายตาคมกริบกวาดอ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเรมี่“วันที่เธอบอกไม่ค่อยสบายพี่ถามเธอแล้วแต่เธอบอกจะรีบกลับไปพัก”รังสิมันต์นิ่งขึงไป สมองของเขาคล้ายจะสตั้นและหยุดทำงานไปหลายวินาที แววตาที่เคยอ่านยากกลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นจนไร้คำพูดท่าทางนิ่งงันของเขาทำให้เรมี่จ้องมองด้วยความประหลาดใจแกมหวาดหวั่น เธอทำตัวไม่ถูกและเริ่มลนลาน จึงรีบหันไปประท้วงพี่ชายทันที"พี่อาตี้คะ! เรจัดการเรื่องนี้เองได้นะคะ”“แค่เรื่องที่เธฮแวะไปตรวจแบบไม่บอกพี่นี่ก็ไม่เข้าท่าแล้วยัยเร..”อาตี้พูดเสียงขึงขัง“แถมยังแวะไปบ้านของอคินไปต่อสู้กันแบบนั้น เด็กจะเป็นยังไง...”“ เรื่องนี้เรจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้อง...""ไม่ได้!"
เรมี่เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มในขณะที่เขากำลังพยุงเธอเดินไปตามระเบียงทางเดินยาว ความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา"คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่... หมวดอาตี้เป็นคนบอกคุณเหรอ?"รังสิมันต์คลี่ยิ้มบางเบา นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายความเอ็นดูผสมผสานกับความโล่งใจ เขาชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงทุ้ม"ไม่ใช่หรอกครับ... หมวดอาตี้ไม่ได้บอกชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งมาจับข้อมือบางของเธอขึ้นมา แล้วใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปที่ตัวเรือนนาฬิกาข้อมือเรือนสวยที่เธอสวมอยู่เบา ๆ"ผมแอบเอาเครื่องติดตามขนาดจิ๋วติดไว้ที่นาฬิกาของคุณ ตั้งแต่คืนที่ผมไปนอนพักกับคุณแล้วต่างหากล่ะ"“เหลี่ยมเยอะนะคะ”เรมี่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ แต่อกแกร่งของรังสิมันต์ยังคงโอบรัดเธอไว้แน่นราวกับจะปลอบประโลม"เครื่องนี้มันไม่ได้แค่บอกพิกัด แต่มันลิงค์ระบบเสียงทุกอย่างกลับไปที่ศูนย์บัญชาการของธีร์ทั้งหมดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคำสารภาพของไอ้อคินเมื่อกี้... หลักฐานมัดตัวมันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุดแน่นอน ถึงมันจะไม่ตายวันนี้ มันก็ไม่มีวันได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก"เมื่อเห็นหญิงสาวอ้าปากเตรียมจะประท้วงแล
เสียงปืนที่สาดกระหน่ำติดต่อกันหลายนัดจนแสบแก้วหู แรงปะทะทำให้อคินต้องผละหงายหลังออกจากจีจี้ในวินาทีที่เศษไม้และปลอกกระสุนปลิวว่อน ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวนั้นเอง มีเงาร่างแกร่งพุ่งทะยานมาจากทางประตูที่เปิดอ้า วงแขนอันแข็งแรงและคุ้นเคยตวัดโอบกอดรัดรอบร่างของเรมี่เอาไว้แน่น ก่อนจะพากลิ้งหลบวิถีกระสุนเข้าไปยังมุมแผ่นผืนผ้าใบกลิ่นอายและอ้อมกอดที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจของเรมี่ที่เกือบจะหยุดเต้นกลับมาพองโตอีกครั้ง"หมอบลง!"เสียงตะโกนกร้าวของชายหนุ่มผู้มาพร้อมวงแขนอันแข็งแกร่งดังแหวกอากาศขึ้นมา เขาและกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูตามเข้ามายังคงยิงเปิดทางส่งควันโขมงทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของคนจำนวนมากก็วิ่งกรูดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งคฤหาสน์ความโกลาหลแผ่ขยายไปทุกตารางนิ้ว เสียงปืนระเบิดซ้ำขึ้นอีกหลายนัดจากทางโถงทางเดินด้านนอกและภายในห้อง สลับกับเสียงกระจกหน้าต่างระเบียงที่แตกกระจายจากการจู่โจมรอบทิศทางเรมี่ที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้การปกป้องของวงแขนแกร่งของรังสิมันต์..ความมืดมิดและแสงสีนวลโกเมนอันลึกลับก็ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงพรึบ!ระบบควบคุมไฟทั้งหมดของคฤหาสน์ถูกกระชากเ
“จำคืนที่เราสองคนสัญญาจะร่วมมือกันตลอดไปได้ไหม...เมียผม”คำพูดนั้นสะท้อนก้องในหัว หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความแค้นดิ่งวูบและสั่นคลอนไปกับคำหวานที่เธอเคยโหยหามาตลอดเจ็ดปีเต็ม แววตาของเธอสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นความเด็ดเดี่ยวปนเสียงสะอื้น ขณะที่เรมี่เธอพยายามเคลื่อนไหวให้แผ่วเบาที่สุดราวกับสายลม สายตาจับจ้องไปที่ปืนพกกระบอกเล็กของเธอที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ห่างออกไปสามก้าวเรมี่ค่อย ๆ คืบคลานมือไปตามพื้นอย่างระมัดระวัง เพื่อใช้จังหวะนี้แย่งชิงอาวุธของเธอกลับคืนมาขณะเดียวกัน แรงกดดันระหว่างอคินและจีจี้ยังคงตรึงเครียด ปลายกระบอกปืนในมือของจีจี้ยังคงสั่นระริก"อย่าเข้ามานะอคิน!" จีจี้ตวาดเสียงหลง แววตาสับสนปนเปจนดูน่าสงสาร "หยุดอยู่ตรงนั้น! เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที 7 ปีที่ผ่านมาฉันยังโง่ไม่พออีกเหรอ!"อคินหยุดเท้าลงตามคำสั่ง แต่ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวล ราวกับชายหนุ่มที่กำลังง้อคนรักในวันวาน“ผมพูดความจริงที่อยู่ในใจผม จีจี้”เขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมออกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเริ่มใช้เสียงทุ้มต่ำหลอมละลายความโกรธของเธอ เหมือนอย่างที่เขาเคยทำสำเร็จมานับครั
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่โอบล้อมคฤหาสน์หรูริมเจ้าพระยา งานประมูลศิลปะลับที่โลกเบื้องหน้าไม่เคยสัมผัสได้เริ่มต้นขึ้น "หมากกระดานแรก" ของเกมล่าสังหารและจารกรรมถูกวางลงอย่างประณีตรังสิมันต์ ในชุดสูททักซิโด้สีรัตติกาลตัดเย็บจากอิตาลี ยืนตระหง่านเคียงคู่กับ เรมี ที่งดงามราวกับกุหลาบขาวกลางดงหนามในช
"ห้องทำงานงั้นเหรอคะอคิน? “ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปติกแดงขยับขึ้นแบบเหยียด ๆ“ฉันเห็นแต่ 'โรงเชือด' ที่คุณใช้พู่กันแทนมีดโกนเท่านั้นแหละ" เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะในลำคอพลางหยุดยืนเบื้องหน้าภาพพอร์ตเทรตนั้น นิ้วเรียวยาวที่เคลือบด้วยสีแดงสดราวกับหยดเลือดขยับไล้ไปในอากาศ ใกล้กับใบหน้าของเรมี่ในภาพวาดจน
ความตึงเครียดของการสืบสวนจางลงแทนที่ด้วยกระแสไฟบางอย่างที่แล่นผ่านระหว่างคนสองคน รังสิมันต์ขยับเข้ามายืนซ้อนหลังเธอจนลมหายใจอุ่น ๆ ราดรดรินที่ต้นคอขาวระหง “เรามาตกลงกัน... ผมจะให้คุณเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่ผมมี ส่วนคุณ... ต้องมาเป็น ‘สมอง’ คู่กับผมจนกว่าเราจะจับมันได้”เรมีหันกลับมาสบตาเขาอย่างช้า
“แผลสวยดีนะคะ...”เรมีกระซิบเสียงพร่า แววตาเต็มไปด้วยความเหนือกว่า“ ดูเหมือน ‘ลายเซ็น’ ของฆาตกรคนนี้จะประทับอยู่บนตัวคุณนานกว่ารอยสักของฉันเสียอีก” รังสิมันต์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความโกรธและความถูกใจอย่างรุนแรง“คำถามคือ... คุณเป็นผู้รอดชีวิตที่โชคด







