LOGINย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน...
ฉันชื่อจันทร์เจ้าหรือลูกจัน ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลดำริวงศ์ตระกูล ผู้หญิงที่ใครหลายคนต่างอิจฉาในความโชคดีที่ฉันได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าตาที่สวยหวานน่ารัก ผิวเนียนละเอียดอมชมพูที่เปล่งปลั่งดูสุขภาพดี อีกทั้งรูปร่างบอบบางตัวเล็กน่ารักน่าทะนุถนอม แต่กลับซ่อนความเซ็กซี่อวบอิ่มของสัดส่วนไว้ภายใต้ชุดเดรสสีหวานได้อย่างมิดชิด แต่คงเป็นเพราะฉันที่เป็นคนขี้อาย นั่นจึงทำให้ฉันไม่ค่อยรู้สึกภูมิใจกับทรวดทรงที่ดูจะโตเกินตัวของตัวเองสักเท่าไรนัก แม้ว่าความงดงามเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่หญิงสาวหลายคนปรารถนาก็ตาม
และนอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่ฉันกลับรู้สึกภูมิใจเสียมากกว่าก็คงจะเป็นเรื่องฐานะทางบ้านของฉันที่เรียกได้ว่าเศรษฐีก็คงจะไม่ผิด เพราะถึงแม้ว่าบ้านของฉันจะเรียกว่าเศรษฐีใหม่ที่ไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่ต้นตระกูลเหมือนตระกูลอื่นและอาจจะไม่ได้รวยถึงขั้นติดลำดับท็อป 10 ของประเทศก็ตาม แต่ทว่า...ก็ไม่เคยหลุดลำดับท็อป 20 ยามที่นิตยสารจัดอันดับเลยสักปีเดียว
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น คงไม่มีความภูมิใจไหนเท่ากับผู้ชายที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าของฉันในตอนนี้ เขาที่มักจะยุ่งอยู่กับงานในมืออยู่เสมอแต่ก็ไม่เคยลืมที่จะหาเวลามาอยู่กับฉันและฉันก็ชอบที่สุดเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับเขา
“มองอะไรคะ...หืมมมม ~~”
เสียงนุ่มทุ้มละมุนเอ่ยถามหลังจากที่สังเกตเห็นว่าฉันนั่งมองเขาอยู่นานแล้ว และด้วยเสียงอันไพเราะนุ่มหูที่ส่งมานั้นจะคงเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก...คุณอาทิตย์ ต้นตระกูลรุ่งเรือง...หรือเฮียทิศ...แฟนหนุ่มรูปหล่อสุดแสนเพอร์เฟกต์ของฉันเองที่นอกจากเขาจะรูปหล่อและบ้านโคตรรวยแล้ว (และนี่คือบุคคลที่ตระกูลของเขาติดอันดับความรวยของประเทศเป็นอันดับหนึ่ง...!!) เขายังเป็นหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงว่าที่ท่านประธานของบริษัทมหาชนอย่าง...ต้นตระกูลกรุป...บริษัทที่ครอบครองส่วนแบ่งของตลาดในทุกด้านของประเทศเกือบ 60 % บริษัทที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในทวีปนี้แถมเขายังได้ฉายาว่าเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงอยากแต่งงานด้วยมากที่สุด
เพียงแต่ว่าฉันคงต้องขอโทษที่ต้องดับฝันของบรรดาสาว ๆ หลายคนที่หมายปองผู้ชายคนนี้ นั่นก็เพราะว่าอีกแค่สองปีหลังจากที่ฉันเรียนจบเราสองคนก็จะแต่งงานกัน
และถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของเราสองคนนั้นมันเริ่มมาจากตรงไหน ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจมากนัก มันอาจจะเป็นเพราะว่าครอบครัวของเราสองคนสนิทกันมานานแล้ว อีกทั้งฉันที่โตมาก็เห็นเฮียทิศวนเวียนอยู่ในชีวิตของฉันมาโดยตลอด และถึงแม้ในตอนแรกฉันจะรู้สึกกลัวเฮียทิศเพราะเฮียเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดและยิ้มน้อยต่างกับฉันที่แม้จะขี้อายแต่ก็เจื้อยแจ้วตามประสาเด็กผู้หญิง นั่นจึงทำให้เฮียทิศที่มักจะเงียบขรึมอยู่ตลอดค่อย ๆ เปิดใจรับฉันเข้าไปในชีวิตของเขา
จนกระทั่งเมื่อเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันจำได้ไม่ลืมและคงเป็นเพราะเหตุการณ์นี้เหมือนกันที่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงและรับรู้ได้แล้วว่าตัวเองได้ตกหลุมรักเฮียทิศเข้าเสียแล้ว คงเป็นวันนั้นวันที่เราสองครอบครัวได้นัดกินข้าวด้วยกันหลังจากที่เฮียทิศไปเรียนที่เมืองนอกยาวนานถึง 6 ปี
วันนั้นฉันจำมันได้ดีว่าฉันทำได้เพียงแค่ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปตักอาหาร ความเงียบที่ทำให้พ่อกับแม่ของฉันยังอดสงสัยไม่ได้ว่าฉันป่วยหรือเปล่าจนต้องถามอยู่หลายครั้งหลายหน แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่ส่ายหัวปฏิเสธกลับไปโดยไม่ลืมที่จะเหลือบตาไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ดูภูมิฐานตรงข้ามด้วยกลัวเหลือเกินว่าเขาจะรำคาญที่ฉันเป็นแบบนี้
เพียงแต่ว่าทุกอย่างในวันนั้นกลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เฮียทิศที่นอกจากจะไม่ทำหน้าดุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขายังคอยส่งยิ้มบาง ๆ พร้อมกับมองมาที่ฉันเป็นระยะ ๆ ด้วยและด้วยการกระทำของเขานั้นจึงทำให้ฉันยิ่งรู้สึกอายประหม่าหน้าร้อนผ่าวนั่งเกร็งจนกระทั่งพวกเรากินข้าวกันเสร็จ
แต่ใครเล่าจะรู้...เพราะนับจากวันนั้นเฮียทิศกลับไปมาหาสู่บ้านฉันบ่อยขึ้น เขาที่อาสาติวหนังสือให้ฉันหาหนังสือเตรียมสอบดี ๆ ให้แก่ฉัน ค่อยแนะนำฉันทุกอย่าง คอยช่วยเหลือดูแลฉันเป็นอย่างดีทุกอย่าง จนทำให้ฉันสอบเข้ายังคณะและมหาวิทยาลัยที่ฉันใฝ่ฝันได้สำเร็จ
ความทรงจำดี ๆ มากมายถาโถมเข้ามาไม่หยุดเสมือนกับว่าความหอมหวานของวันวานนั้นยังคงอบอวลอยู่รอบกายไม่สร่าง อีกทั้งภาพการสารภาพรักและความองอาจในวันที่เขาเข้าไปคุยกับพ่อกับแม่ฉันตรง ๆ ว่าเขาชอบฉันและอยากจะคบกับฉันอย่างเปิดเผย โดยในวันนั้นเขายังให้คำมั่นว่าเขาจะไม่ล่วงเกินฉันหรือทำให้ฉันมีมลทินอีกทั้งยังรับปากว่าจะรอจนกระทั่งฉันเรียนจบเขาก็จะรีบจัดงานแต่งงานให้ทันที
และเมื่อรวมเอาความดีเข้ากับความเสมอต้นเสมอปลายที่เฮียทิศมีให้ฉันมาเสมอแล้ว อีกทั้งความเป็นผู้ใหญ่ของเฮียทิศที่เขานั้นแม้จะมีอายุมากกว่าฉัน 7 ปีแต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้พ่อกับแม่ฉันวางใจที่ปล่อยให้เราสองคนได้ปลูกต้นรักที่งดงามให้บานสะพรั่งรอจนกระทั่งมันออกดอกออกผลถึงวันเก็บผลผลิตที่จะสุกงอมในไม่ช้า
เรื่องราวความรักระหว่างฉันกับเฮียทิศได้ฉายวนเข้ามาในห้วงคะนึงเหมือนกับต้องมนต์สะกด ฉันที่ยังเคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกสวยหวานคละเคล้าไปกับความงามของคนเบื้องหน้า จนทำให้คนที่ถูกจ้องมองอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามฉันด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง
“ว่าไงคะ...มองหน้าเฮียทำไม หืมมมมม ~~”
เสียงที่เอ่ยเพื่อเรียกสติที่หลุดลอยมาพร้อมกับมือที่โบกไปมาตรงหน้าสวยก่อนที่มันจะเลื่อนไปลูบยังเลือนผมนุ่มสลวยเบา ๆ
“อ่ะ...ปะ...เปล่านะลูกจันไม่ได้มองสักหน่อย เฮียทิศอย่ามาขี้ตู่นะ” ฉันถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์เพราะสัมผัสของเขา พร้อมกับเสสายตาหลบแทบไม่ทันหลังจากถูกคนตรงหน้าจับพิรุธได้
“หึหึ...ค่ะ...ไม่มองก็ไม่มอง” (^-^)
คนตรงหน้าถึงกับอดกลั้วหัวเราะในลำคอไม่ได้ ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปจัดการงานในมือตัวเองต่อให้เสร็จ ส่วนฉันที่ก่อนหน้านี้กำลังทำรายงานส่งอาจารย์ก็กลับมาโฟกัสที่งานตัวเองต่อแม้ว่าใบหน้าจะแดงก่ำด้วยความอายเพราะถูกคนจับไต๋ได้
ความเงียบระหว่างเรายังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับสายลมในสวนหลังบ้านที่พัดเอื่อย ๆ เย็นสบายจนทำให้อากาศที่ควรจะร้อนระอุในฤดูกาลนี้พลันสลายไปเสียอย่างนั้น กระทั่งเมื่องานในมือของฉันเสร็จก็ประจวบกับงานในมือของคนตรงหน้าเสร็จแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงได้โอกาสที่ฉันจะยืดเส้นยืดสายได้เสียที
“อ่าาาาา...เสร็จสักที” ฉันบิดขี้เกียจหลังเอื้อมมือไปปิดหน้าจอของโน้ตบุ๊กลง
“เสร็จแล้วหรอคะ หิวไหมไปหาอะไรกินกัน” (^-^)
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มละมุนจนความอบอุ่นแผ่ซ่าน ทำให้ฉันที่แม้จะได้เห็นอยู่บ่อยครั้งก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะหลงเคลิบเคลิ้ม
“หิวแล้วค่ะ...” (^-^)
ฉันตอบกลับก่อนจะกวักมือเรียกแม่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ให้เข้ามา
“พี่นิดค่ะ รบกวนเอาของพวกนี้ไปเก็บที่ห้องลูกจันให้ทีนะคะ แล้วฝากบอกคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยว่าลูกจันจะออกไปหาอะไรกินกับเฮียทิศนะคะ” (^-^) ฉันระบายยิ้มหวานจนคนข้าง ๆ เผลอยิ้มตาม
และหลังจากที่ฉันสั่งแม่บ้านจบ ฉันก็หันไปหาคนตัวโตที่บัดนี้กำลังมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและหลงใหล
“ปะ...ไปกันเถอะค่ะ” (>///<)
ฉันถึงกับหน้าแดงฉานเพราะแพ้ให้กับสายตาหวานเยิ้มของเขา ก่อนจะพาสองเท้าก้าวเดินฉับ ๆ ไปที่รถสปอร์ตสุดหรูของคนตัวโตที่กำลังยืนหัวเราะเบา ๆ อยู่ที่ด้านหลังทันที
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง





![พื้นที่นี้มีคนเก่า [อ่านฟรี เป็นของขวัญปีใหม่]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

