Masukย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน...
ฉันชื่อจันทร์เจ้าหรือลูกจัน ลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลดำริวงศ์ตระกูล ผู้หญิงที่ใครหลายคนต่างอิจฉาในความโชคดีที่ฉันได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าตาที่สวยหวานน่ารัก ผิวเนียนละเอียดอมชมพูที่เปล่งปลั่งดูสุขภาพดี อีกทั้งรูปร่างบอบบางตัวเล็กน่ารักน่าทะนุถนอม แต่กลับซ่อนความเซ็กซี่อวบอิ่มของสัดส่วนไว้ภายใต้ชุดเดรสสีหวานได้อย่างมิดชิด แต่คงเป็นเพราะฉันที่เป็นคนขี้อาย นั่นจึงทำให้ฉันไม่ค่อยรู้สึกภูมิใจกับทรวดทรงที่ดูจะโตเกินตัวของตัวเองสักเท่าไรนัก แม้ว่าความงดงามเหล่านั้นจะเป็นสิ่งที่หญิงสาวหลายคนปรารถนาก็ตาม
และนอกจากเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่ฉันกลับรู้สึกภูมิใจเสียมากกว่าก็คงจะเป็นเรื่องฐานะทางบ้านของฉันที่เรียกได้ว่าเศรษฐีก็คงจะไม่ผิด เพราะถึงแม้ว่าบ้านของฉันจะเรียกว่าเศรษฐีใหม่ที่ไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่ต้นตระกูลเหมือนตระกูลอื่นและอาจจะไม่ได้รวยถึงขั้นติดลำดับท็อป 10 ของประเทศก็ตาม แต่ทว่า...ก็ไม่เคยหลุดลำดับท็อป 20 ยามที่นิตยสารจัดอันดับเลยสักปีเดียว
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้น คงไม่มีความภูมิใจไหนเท่ากับผู้ชายที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าของฉันในตอนนี้ เขาที่มักจะยุ่งอยู่กับงานในมืออยู่เสมอแต่ก็ไม่เคยลืมที่จะหาเวลามาอยู่กับฉันและฉันก็ชอบที่สุดเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับเขา
“มองอะไรคะ...หืมมมม ~~”
เสียงนุ่มทุ้มละมุนเอ่ยถามหลังจากที่สังเกตเห็นว่าฉันนั่งมองเขาอยู่นานแล้ว และด้วยเสียงอันไพเราะนุ่มหูที่ส่งมานั้นจะคงเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก...คุณอาทิตย์ ต้นตระกูลรุ่งเรือง...หรือเฮียทิศ...แฟนหนุ่มรูปหล่อสุดแสนเพอร์เฟกต์ของฉันเองที่นอกจากเขาจะรูปหล่อและบ้านโคตรรวยแล้ว (และนี่คือบุคคลที่ตระกูลของเขาติดอันดับความรวยของประเทศเป็นอันดับหนึ่ง...!!) เขายังเป็นหนุ่มนักธุรกิจไฟแรงว่าที่ท่านประธานของบริษัทมหาชนอย่าง...ต้นตระกูลกรุป...บริษัทที่ครอบครองส่วนแบ่งของตลาดในทุกด้านของประเทศเกือบ 60 % บริษัทที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในทวีปนี้แถมเขายังได้ฉายาว่าเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงอยากแต่งงานด้วยมากที่สุด
เพียงแต่ว่าฉันคงต้องขอโทษที่ต้องดับฝันของบรรดาสาว ๆ หลายคนที่หมายปองผู้ชายคนนี้ นั่นก็เพราะว่าอีกแค่สองปีหลังจากที่ฉันเรียนจบเราสองคนก็จะแต่งงานกัน
และถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของเราสองคนนั้นมันเริ่มมาจากตรงไหน ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจมากนัก มันอาจจะเป็นเพราะว่าครอบครัวของเราสองคนสนิทกันมานานแล้ว อีกทั้งฉันที่โตมาก็เห็นเฮียทิศวนเวียนอยู่ในชีวิตของฉันมาโดยตลอด และถึงแม้ในตอนแรกฉันจะรู้สึกกลัวเฮียทิศเพราะเฮียเขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดและยิ้มน้อยต่างกับฉันที่แม้จะขี้อายแต่ก็เจื้อยแจ้วตามประสาเด็กผู้หญิง นั่นจึงทำให้เฮียทิศที่มักจะเงียบขรึมอยู่ตลอดค่อย ๆ เปิดใจรับฉันเข้าไปในชีวิตของเขา
จนกระทั่งเมื่อเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันจำได้ไม่ลืมและคงเป็นเพราะเหตุการณ์นี้เหมือนกันที่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงและรับรู้ได้แล้วว่าตัวเองได้ตกหลุมรักเฮียทิศเข้าเสียแล้ว คงเป็นวันนั้นวันที่เราสองครอบครัวได้นัดกินข้าวด้วยกันหลังจากที่เฮียทิศไปเรียนที่เมืองนอกยาวนานถึง 6 ปี
วันนั้นฉันจำมันได้ดีว่าฉันทำได้เพียงแค่ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปตักอาหาร ความเงียบที่ทำให้พ่อกับแม่ของฉันยังอดสงสัยไม่ได้ว่าฉันป่วยหรือเปล่าจนต้องถามอยู่หลายครั้งหลายหน แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่ส่ายหัวปฏิเสธกลับไปโดยไม่ลืมที่จะเหลือบตาไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ดูภูมิฐานตรงข้ามด้วยกลัวเหลือเกินว่าเขาจะรำคาญที่ฉันเป็นแบบนี้
เพียงแต่ว่าทุกอย่างในวันนั้นกลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เฮียทิศที่นอกจากจะไม่ทำหน้าดุเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขายังคอยส่งยิ้มบาง ๆ พร้อมกับมองมาที่ฉันเป็นระยะ ๆ ด้วยและด้วยการกระทำของเขานั้นจึงทำให้ฉันยิ่งรู้สึกอายประหม่าหน้าร้อนผ่าวนั่งเกร็งจนกระทั่งพวกเรากินข้าวกันเสร็จ
แต่ใครเล่าจะรู้...เพราะนับจากวันนั้นเฮียทิศกลับไปมาหาสู่บ้านฉันบ่อยขึ้น เขาที่อาสาติวหนังสือให้ฉันหาหนังสือเตรียมสอบดี ๆ ให้แก่ฉัน ค่อยแนะนำฉันทุกอย่าง คอยช่วยเหลือดูแลฉันเป็นอย่างดีทุกอย่าง จนทำให้ฉันสอบเข้ายังคณะและมหาวิทยาลัยที่ฉันใฝ่ฝันได้สำเร็จ
ความทรงจำดี ๆ มากมายถาโถมเข้ามาไม่หยุดเสมือนกับว่าความหอมหวานของวันวานนั้นยังคงอบอวลอยู่รอบกายไม่สร่าง อีกทั้งภาพการสารภาพรักและความองอาจในวันที่เขาเข้าไปคุยกับพ่อกับแม่ฉันตรง ๆ ว่าเขาชอบฉันและอยากจะคบกับฉันอย่างเปิดเผย โดยในวันนั้นเขายังให้คำมั่นว่าเขาจะไม่ล่วงเกินฉันหรือทำให้ฉันมีมลทินอีกทั้งยังรับปากว่าจะรอจนกระทั่งฉันเรียนจบเขาก็จะรีบจัดงานแต่งงานให้ทันที
และเมื่อรวมเอาความดีเข้ากับความเสมอต้นเสมอปลายที่เฮียทิศมีให้ฉันมาเสมอแล้ว อีกทั้งความเป็นผู้ใหญ่ของเฮียทิศที่เขานั้นแม้จะมีอายุมากกว่าฉัน 7 ปีแต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้พ่อกับแม่ฉันวางใจที่ปล่อยให้เราสองคนได้ปลูกต้นรักที่งดงามให้บานสะพรั่งรอจนกระทั่งมันออกดอกออกผลถึงวันเก็บผลผลิตที่จะสุกงอมในไม่ช้า
เรื่องราวความรักระหว่างฉันกับเฮียทิศได้ฉายวนเข้ามาในห้วงคะนึงเหมือนกับต้องมนต์สะกด ฉันที่ยังเคลิบเคลิ้มไปกับความรู้สึกสวยหวานคละเคล้าไปกับความงามของคนเบื้องหน้า จนทำให้คนที่ถูกจ้องมองอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามฉันด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง
“ว่าไงคะ...มองหน้าเฮียทำไม หืมมมมม ~~”
เสียงที่เอ่ยเพื่อเรียกสติที่หลุดลอยมาพร้อมกับมือที่โบกไปมาตรงหน้าสวยก่อนที่มันจะเลื่อนไปลูบยังเลือนผมนุ่มสลวยเบา ๆ
“อ่ะ...ปะ...เปล่านะลูกจันไม่ได้มองสักหน่อย เฮียทิศอย่ามาขี้ตู่นะ” ฉันถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์เพราะสัมผัสของเขา พร้อมกับเสสายตาหลบแทบไม่ทันหลังจากถูกคนตรงหน้าจับพิรุธได้
“หึหึ...ค่ะ...ไม่มองก็ไม่มอง” (^-^)
คนตรงหน้าถึงกับอดกลั้วหัวเราะในลำคอไม่ได้ ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงไปจัดการงานในมือตัวเองต่อให้เสร็จ ส่วนฉันที่ก่อนหน้านี้กำลังทำรายงานส่งอาจารย์ก็กลับมาโฟกัสที่งานตัวเองต่อแม้ว่าใบหน้าจะแดงก่ำด้วยความอายเพราะถูกคนจับไต๋ได้
ความเงียบระหว่างเรายังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับสายลมในสวนหลังบ้านที่พัดเอื่อย ๆ เย็นสบายจนทำให้อากาศที่ควรจะร้อนระอุในฤดูกาลนี้พลันสลายไปเสียอย่างนั้น กระทั่งเมื่องานในมือของฉันเสร็จก็ประจวบกับงานในมือของคนตรงหน้าเสร็จแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงได้โอกาสที่ฉันจะยืดเส้นยืดสายได้เสียที
“อ่าาาาา...เสร็จสักที” ฉันบิดขี้เกียจหลังเอื้อมมือไปปิดหน้าจอของโน้ตบุ๊กลง
“เสร็จแล้วหรอคะ หิวไหมไปหาอะไรกินกัน” (^-^)
ใบหน้าหล่อเหลายิ้มละมุนจนความอบอุ่นแผ่ซ่าน ทำให้ฉันที่แม้จะได้เห็นอยู่บ่อยครั้งก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะหลงเคลิบเคลิ้ม
“หิวแล้วค่ะ...” (^-^)
ฉันตอบกลับก่อนจะกวักมือเรียกแม่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ให้เข้ามา
“พี่นิดค่ะ รบกวนเอาของพวกนี้ไปเก็บที่ห้องลูกจันให้ทีนะคะ แล้วฝากบอกคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยว่าลูกจันจะออกไปหาอะไรกินกับเฮียทิศนะคะ” (^-^) ฉันระบายยิ้มหวานจนคนข้าง ๆ เผลอยิ้มตาม
และหลังจากที่ฉันสั่งแม่บ้านจบ ฉันก็หันไปหาคนตัวโตที่บัดนี้กำลังมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและหลงใหล
“ปะ...ไปกันเถอะค่ะ” (>///<)
ฉันถึงกับหน้าแดงฉานเพราะแพ้ให้กับสายตาหวานเยิ้มของเขา ก่อนจะพาสองเท้าก้าวเดินฉับ ๆ ไปที่รถสปอร์ตสุดหรูของคนตัวโตที่กำลังยืนหัวเราะเบา ๆ อยู่ที่ด้านหลังทันที
ค่ำคืนเร่าร้อน ~~“น้าาาา...คืนนี้เฮียขอนะ...นะ...อดมานานแล้วใจจะขาดอยู่แล้วเมียจ๋า...”เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูหลังจากที่ฉันเพิ่งกล่อมลูกนอนเสร็จ“รอให้ลูกโตกว่านี้ก่อนได้ไหมคะ...พอแกแยกห้องได้แล้วเราค่อย...เอ่อ...”ฉันต่อรองเพราะด้วยลูกชายฝาแฝดวัยสามขวบกว่าที่อยู่ในช่วงวัยกำลังอยากรู้อยากเห็นกำลังจดจำจนบางครั้งคำพูดคำจาก็พาฉันอึ้งไปไม่เป็น อีกทั้งสองแสบที่ไม่ยอมแยกไปนอนห้องที่ถูกจัดเอาไว้ให้ติดกันกับห้องของฉันทั้งที่ปกติแล้วเวลานอนกลางวันก็ไม่เคยงอแงขอนอนร่วมเตียงกับพ่อแม่เลยสักครั้งเดียว“โธ่...เมียขาาาา...เฮียจะขาดใจตายอยู่แล้วเมียจ๋า ไม่ได้รักเมียมาจะเดือนอยู่แล้วรู้ไหมว่าเฮียจะคลั่งตายอยู่แล้ว”เสียงอ้อนวอนยังคงถูกส่งมาจากคนน่าสงสาร เพราะเจ้าลูกชายจอมแสบทั้งสองคนที่ออกมาเพื่อปราบพ่อของเขาจริง ๆ แทบจะไม่ให้พ่อเข้าใกล้แม่ของพวกเขาเลย“แต่ว่า...”&
ภาพข่าวประโคมทุกหน้าแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโทรทัศน์ ทั้งทางนิตยสารสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย อีกทั้งทางวิทยุสื่อสารถึงข่าวการแต่งงานของลูกชายตระกูลใหญ่ที่อลเวงอลหม่านสลับตัวเจ้าสาวกลับไปกลับมาเพียงแต่ว่า...สุดท้ายแล้วเจ้าสาวที่ใบหน้าโชว์หราอยู่เต็มหน้าจอหน้าสื่อ...ก็ยังคงเป็นเธอคนที่เขาหลงรัก...ร่างสูงโปร่งในชุดกาวน์วางมือถือที่ตนเพิ่งอ่านข่าวการแต่งงานของผู้หญิงที่เขาตามหาอยู่นานนับเดือน ก่อนจะเอนพิงเก้าอี้ขนาดใหญ่พร้อมกับหลับตานึกไปถึงเรื่องราวของเธอที่ผ่านมาที่เขาเองก็ช่างจำมันได้อย่างชัดเจนทั้งภาพเรื่องราวในครั้งแรกที่เขาเห็นเธอใบหน้าสวยหวานที่เขาถึงกับยอมให้ เพราะไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอผู้หญิงสวย ทั้งนางแบบ ดารา หรือลูกหลานไฮโซที่หน้าตาดีเขานั้นเคยเห็นเคยสัมผัสมาก็มากแต่ทว่า...กับเธอคนนี้กลับมีแรงดึงดูดบางอย่าง...เสน่ห์บางมุมที่ทำให้เขาไม่เคยลืมเธอเลยไหนจะเรื่องราวที่เขาเผลอคิดเอาเองว่ามันคือบุพเพสันนิวาสที่ได้มาเจอกับเธออีกครั้ง เธอที่อยู่ใน
สามปีต่อมา ~~ถ้าหากย้อนกลับไปสามสี่ปีก่อนหน้านี้ช่วงเวลานั้นฉันคงไม่มีทางจินตนาการได้อย่างแน่นอนว่าฉันจะมีโอกาสได้เห็นภาพตรงหน้านี้ภาพบรรยากาศที่ทุกคนที่ฉันรักมาอยู่รวมตัวกันอีกครั้ง เสียงเจี๊ยวจ๊าวหัวเราะหัวใคร่เต็มไปด้วยความสุขจนฉันเองแม้จะได้เห็นภาพเหล่านี้อยู่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยเบื่อเลยสักนิด ฉันยังอยากเห็นจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของชีวิตจะสิ้นสุดลงก่อนที่รอยยิ้มหวานละมุนจะฉายประดับบนใบหน้าที่ยังคงความสวยหวานสมวัย และในขณะที่ดวงตากลมใสกำลังทอดมองออกไปเบื้องหน้า โดยที่ใบหน้าก็กำลังถูกลมทะเลพัดเข้ามาปลอบประโลมสร้างความอบอุ่นจนผมที่ปรกลงมาปลิวไสวในจังหวะที่ฉันกำลังเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น...“พ่อขอนั่งด้วยคนได้ไหมลูก” (^-^)เสียงของผู้ชายอีกคนที่ฉันรักมากที่สุดเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเช่นเคย โดยที่เสียงนั้นก็เรียกให้ฉันหลุดออกมาจากภวังค์ความคิด ก่อนที่ฉันจะหันไประบายยิ้มให้กับคนตรงหน้าเป็นเชิงบอกว่า...ด้วยความเต็มใจ.
สามเดือนต่อมา ~~หลังจากที่ฉันคลอดลูกได้สามเดือน ฉันที่ยังคงยึดมั่นในปรารถนาของตัวเองไว้ว่าต้องการจะเรียนให้จบก็ได้ทำตามอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ส่วนเฮียทิศที่ตอนนี้เป็นทั้งสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกทั้งยังเป็นพ่อของลูกชายฝาแฝดก็ไม่ได้ผิดคำพูดแต่อย่างใด เขาที่ทำระบบเรียนออนไลน์ให้ฉันโดยเฉพาะอย่างที่พูดเอาไว้ ส่วนฉันก็มีหน้าที่แค่อยู่บ้านเรียนออนไลน์ไป และพอถึงเวลาจะต้องสอบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยก็จะมาทำการสอบให้ฉันถึงที่แบบ VIP สุด ๆและถึงแม้ว่าฉันจะเคยบอกว่าฉันอยากทำตามกฎโดยการไปเข้าสอบเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่น แต่เพราะความขี้หึงที่ยิ่งหลังคลอดลูกแล้วก็ดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องการเลยถูกปัดตกกระเด็นออกไปไกลหลายกิโล...ส่วนเรื่องราววีรกรรมของเขายังไม่หมดแค่นั้น เพราะหลังจากที่ฉันมีสอบครั้งแรกหลังจากเรียนระบบออนไลน์ในครั้งนั้นทางมหาวิทยาลัยได้ส่งอาจารย์ที่เป็นผู้ชายมาคุมสอบ และด้วยเหตุการณ์วันนั้นเฮียทิศที่ออกอาการหัวเสียถึงกับโทรไปว้ากกับทางมหาวิทยาลัยจนทางนั
ภายในห้องพักผู้ป่วย VVIP ~~“น่าเกลียดน่าชังมากเลยหลานปู่” (^-^)คุณพ่ออารัญพูดในขณะที่ท่านก้มดูร่างเล็ก ๆ สองคนที่นอนเคียงข้างกัน“ฮ่าๆๆ นั่นนะซิหลานตาเนี่ยมันหล่อเหมือนตาเลยแฮะ ฮ่าๆๆ”ส่วนพ่อของฉันที่เห่อหลานไม่ต่างกันก็รีบพูดข่มจนพ่ออารัญค้อนขวับเข้าให้“อุบ๊ะ...!! ต้องหล่อเหมือนกูซิวะไอ้ภพ”“ได้ไงลูกของลูกสาวกูก็ต้องหล่อเหมือนกูซิวะ”“อ้าว...แล้วลูกกูไม่ได้ทำหรือไงว่ะใจคอมึงจะไม่ให้ลูกมันหล่อเหมือนพ่อมันเลยว่างั้น...”และในขณะที่ชายสูงวัยกำลังปะทะคารมที่นับตั้งแต่คุณพ่ออารัญยกตำแหน่งผู้สืบทอดให้กับเฮียทิศแล้วท่านก็ย้ายไปอยู่บ้านเดียวกันกับพ่อของฉัน โดยที่ในแต่ละวันพวกท่านต่างพากันทำกิจกรรมนันทนาการตัวเองไม่หยุด...จนคนที่น่าจะปวดหัวกับสองคนนี้ที่สุดก็คือพี่นิด...“คุณท่านทั้งสองค่ะ ช่วยเบาเสียงหน่อย
รุ่งเช้า ~~“ว่าไงครับลูก...อย่าเตะคุณแม่แรงซิครับเดี๋ยวคุณแม่ก็ตื่นหรอกต้องให้คุณแม่พักผ่อนเยอะ ๆ นะรู้ไหม เพราะถ้าคุณแม่พักผ่อนไม่เพียงพอเดี๋ยวคืนนี้พ่อจะอดน้าาาา...คิกคิก” (^-^)คนพูดพูดพร้อมกับหัวเราะคิกคักอยู่ตรงหน้าท้องของฉันอย่างคนอารมณ์ดี พร้อมกับมือที่สัมผัสอย่างแผ่วเบาอยู่บริเวณท้องอย่างต้องการหยอกล้อเด็กน้อยที่มีเพียงแค่ผนังหนังท้องกั้นเท่านั้น“ตาบ้า...!! พูดอะไรกับลูกเนี่ย...ทะเล้นทะลึ่งจริง ๆ”ส่วนฉันที่พอได้ยินคำพูดแบบนั้นก็อดพูดในใจในขณะที่ตัวเองยังไม่ลืมเปลือกตาขึ้นมา และแม้ว่าสิ่งนี้คุณสามีของฉันมักจะทำอยู่ทุกเช้านับตั้งแต่เขารู้ว่ามีเจ้าสองแสบ แต่เรื่องคำพูดที่บอกลูกแบบนี้ฉันเพิ่งได้ยินเป็นหนแรกและในขณะที่ฉันยังไม่ทันได้หายเหนื่อยใจให้กับคำพูดเพี้ยน ๆ ก่อนหน้านี้ของเขา คำพูดคำจาประหลาดก็ถูกพูดออกมาอีกหน จนฉันอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมาดูคนตรงหน้าเพราะไม่อย่างนั้นคงได้มีแต่คำพูดไม่เข้าท่าออกมาพูดกับลู
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความ
“เกิดอะไรขึ้นหรอครับ อันที่จริงตอนผมไปเจอคุณลูกจันเธอกำลังเดินตากฝนอยู่ตรงริมถนนน่ะครับ”และด้วยคำถามของผมที่เอ่ยออกไปนั่นจึงทำให้คนเป็นแม่บ้านที่ดูแล้วเธอน่าจะอึดอัดใจอยากจะระบายสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เหมือนกันก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายวันที่มานี้ของหญิงสาวให้ผมฟังพร้อมกับอดปาดน้ำต
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึ
“ลูกจัน...เอ่อ...ลูกจัน...ฮึก...ฮึก”ฉันพึมพำสะอึกสะอื้นกับตัวเองด้วยเพราะตอนนี้ตนเองไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเริ่มตรงไหนจะจับต้นชนปลายยังไง เพราะเอาเข้าจริงบอกตามตรงตอนนี้ฉันเหมือนกับโดนทุบด้วยค้อนปอนด์ซ้ำ ๆ จนสมองอื้ออึงไปหมด“อ๋อ...มีนี่ด้วยค่ะ”ก่อนที่พี่นิดเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จากนั้นพี่นิดก็รีบว







