LOGINแกร๊งๆๆๆ
“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”
ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง
“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”
และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันที
ตุบ...!!
“อะ...โอ๊ย...!!”
“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”
เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน
“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”
หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที
“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”
คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี
“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”
ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเองจะเดินถอยหลังไปเรื่อย ๆ ก็ตาม
“ฮ่าๆๆ ติดคุกหรอ คำนี่ไม่อยู่ในพจนานุกรมของกูเลยว่ะ อีกอย่างเจ้านายกูใหญ่คับฟ้ามึงจะทำอะไรได้ ฮ่าๆๆ รู้จักไหมตระกูลต้นตระกูลรุ่งเรืองน่ะรู้จักไหม ฮ่าๆๆๆ”
คนพูดที่มีคนหนุนหลังอยู่พูดไปพร้อมกับหัวเราะไปด้วยความสะใจไม่หยุด และด้วยคำพูดของคนตรงหน้านั้นก็ทำให้หัวใจของคนฟังที่เหมือนจะทุเลาความเจ็บปวดในความจริงข้อนี้ไปพลันปะทุให้ปวดหนึบขึ้นมาอีกครั้ง
“มะ...หมายความว่ายังไง??” (O_O)
เสียงตะกุกตะกักถามออกไปแม้ว่าข้างในใจจะมั่นใจแล้วว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นต้นเหตุมาจากบ้านของผู้ชายที่ฉันรักแล้วก็ตาม เพียงแต่ฉันก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามันคือความจริงอยู่ดี
“ก็หมายความตามที่พูดไงว่ะอีนี่ หน้าตาดีแต่หูตึงหรือไง...”
“นะ...นายหมายความว่า...เจ้าของใหม่คือคนของตระกูลต้นตระกูลรุ่งเรืองงั้นหรอ”
ฉันถามย้ำด้วยน้ำเสียงสั่นก่อนจะเปลี่ยนจากเดินถอยหลังหนีเป็นก้าวเท้าเดินขึ้นไปเผชิญหน้าแทน
“หึหึ...ก็เอ่อซิวะ...ท่านอารัญ ท่านทิตยา ท่านอาทิตย์ก็พวกท่านไงที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ แล้วก็ของในบ้านหลังนี้ทุกอย่างทุกตารางเขตตารางนิ้วเป็นของพวกท่านหมดนั่นแหละ...ฮ่าๆๆๆ”
เสียงระเบิดหัวเราะด้วยความสะใจ เหมือนกับถูกสั่งมาให้เย้ยหยันคนสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างฉันให้เต็มที่ และด้วยคำพูดเหล่านั้นก็ทำให้ฉันแทบจะล้มทั้งยืนทันที
“ไม่...ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้...ไม่จริงงงง...!!”
ฉันระเบิดอารมณ์อย่างสุดจะกักกลั้นออกมา ก่อนจะตรงเข้าไปทุบคนหน้าตาร้ายกาจที่คำพูดคำจาก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน
ตุบๆๆๆ
“เอาบ้านฉันคืนมานะ ไอ้คนชั่ว เอาบ้านฉันคืนมา ฮือออออ ~~”
“โอ๊ะ...โอ๊ยยยยย เจ็บนะอีบ้านี่ หน้าตาดีแต่เป็นบ้าหรอมึงอ่ะ”
คนถูกทุบออกปากโวยวายเพราะถึงแม้ว่าจะเป็นกำปั้นเล็ก ๆ แต่ทว่าแรงที่ส่งออกไปนั้นกลับเต็มไปด้วยกำลังที่มีและนั่นจึงทำให้คนโดนทั้งรู้สึกเจ็บทั้งรู้สึกหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน
ก่อนที่กำปั้นเล็กที่ส่งรัวมาไม่หยุดนั้นจะได้ถูกหยุดด้วยฝ่ามือคนถ่อยในเวลาต่อมา...
เพี๊ยะ...!!
ตุบ...
“อีบ้านี่ ถ้าไม่ติดว่านายสั่งไว้นะกูเอามึงตายแน่...!!”
“ฮึก...ฮือออออ ~~ เอาบ้านฉันคืนมานะ ฮือออออ ~~ เอาบ้านฉันคืนมา...”
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในปากอันเกิดมาจากรอยแตกที่อยู่ด้านใน แต่ทว่า...มันกลับไม่รู้สึกเจ็บเท่าหัวใจของฉันตอนนี้เลยสักนิดเดียว
“ไสหัวไป...!! เดี๋ยวเจาะกบาลแม่งเลยนิ...จิ๊”
สิ้นคำถ่อยร่างกำยำก็สะบัดหน้าเดินไปไขกุญแจที่ล็อกโซ่แล้วเข้าไปในบ้านฉันทันที และถึงแม้ว่าฉันเองก็คิดที่จะวิ่งตามคนใจร้ายเข้าไป แต่สุดท้ายแล้วตัวเองก็จำต้องหยุดชะงักเท้าเอาไว้ เนื่องจากตรงหน้าได้มีมัจจุราชสีดำวาวที่ปลายกระบอกของมันชี้ตรงมาที่ฉันอยู่...
"อย่าคิดว่ากูไม่กล้ายิงมึงนะ...เดี๋ยวก็ล่อให้ซะนี่"
คำพูดร้ายที่ส่งออกมาอีกครั้งก่อนที่คนทรามจะเดินลับตาไป นั่นจึงทำให้ขาที่เคยหยัดยืนไหวพลันอ่อนล้าทรุดลงไปนั่งทันที
"ฮือออออ ~~ แต่นี่มันเป็นบ้านของฉันนะ ฮึก...ฮึก...ฮืออออ..."
เสียงร้องไห้ที่มาพร้อมกับความสิ้นหวังพลันเกิดขึ้นมาอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งความสะเทือนใจด้วยบัดนี้ตัวเองไม่สามารถเอาอะไรออกมาจากบ้านของตัวเองได้เลยก็ยิ่งทำให้มืดแปดด้านไปหมด
“ฮึก...ฮึก...จะทำยังไงดี เราต้องทำยังไงดี ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...ฮึก...ฮึก...ตอนนี้เราไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”
คำพูดตัดพ้อในขณะที่ร่างบางได้แต่มองบ้านของตัวเองที่บัดนี้กลายไปเป็นของคนอื่นเสียแล้ว
จากนั้นความเสียใจที่คละเคล้าไปด้วยความกังวลใจว่านับตั้งแต่นี้ตัวฉันจะทำยังไงต่อไปดีก็ได้เกิดขึ้นด้วยพ่อแม่ของตัวฉันนั้นพวกท่านก็ไม่เหลือญาติที่ไหนอีกแล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาครอบครัวของฉันที่ลืมตาอ้าปากได้ส่วนใหญ่ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือมาจากคนในตระกูลต้นตระกูลรุ่งเรืองมาโดยตลอด นั่นจึงไม่แปลกที่การกระทำของพวกเขาในวันนี้จะทำให้ครอบครัวฉันต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายในทันที
เพียงแต่ว่า...เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจที่สุดเลยก็คือ เพราะเหตุใดหรือเพราะเหตุผลอะไรกันทำไมถึงทำให้เพื่อนที่รักเพื่อนที่สนิทกันจนถึงขั้นที่ลูกของทั้งสองครอบครัวก็กำลังจะแต่งงานด้วยกันถึงได้มาทำร้ายกันจนอีกฝ่ายมีสภาพได้ถึงขนาดนี้
ฉันที่ยิ่งคิดยังไงก็ยิ่งไม่เข้าใจยิ่งคิดเท่าไรก็เหมือนว่าความคิดนั้นจะตันไปหมด ด้วยเพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีสัญญาณแม้แต่น้อยว่าครอบครัวฉันไปทำอะไรให้กับครอบครัวเขาถึงต้องทำร้านกันถึงขนาดนี้ อีกทั้งสองครอบครัวที่ต่างมีไมตรีจิตให้กันมาตลอดทั้งพ่อแม่ของเขาและพ่อแม่ของฉันที่ต่างก็เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่เพราะเหตุอะไรสิ่งผิดพลาดมันเกิดที่ตรงจุดไหนทำไมพวกเราถึงมาลงเอยกันแบบนี้...ฉันนั้นก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้เลย...
เพราะไอ้ครั้นจะเข้าไปหาหลักฐานที่อยู่ในบ้านเพิ่มเติมในเวลานี้ก็ไม่อาจจะเข้าไปได้อีกแล้วและไอ้ครั้นจะไปขอคำอธิบายจากต้นสายปลายเหตุพวกเขาเองก็ไม่ยอมให้พอ และแม้จะมีหลักฐานเดียวที่เหลืออยู่ในมือนั่นก็คือเอกสารการจำนองบ้านที่เป็นเหตุทำให้แม่ของฉันคิดสั้นและทำให้พ่อของฉันบัดนี้ยังต้องนอนไม่ได้สติ แต่มันก็เป็นหลักฐานที่ไม่อาจให้คำตอบอะไรกับฉันได้เลยนอกจากจะบอกได้แค่ว่า ณ เวลานี้บ้านของฉันได้มีสถานะ ‘ล้มละลาย’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
ความคิดความกังวลใจมากมายยังคงถาโถมเข้ามาในสมองไม่หยุด โดยที่สายตาเหม่อลอยก็ยังคงจับจ้องไปยังบ้านที่เคยเป็นดินแดนอันแสนอบอุ่นของตัวเองเหมือนกับว่าตัวเองนั้นต้องการจดจำเรื่องราวดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้เอาไว้เป็นความทรงจำสุดท้าย ก่อนที่สองขาจะพาร่างที่บอบช้ำทั้งกายใจให้เดินจากไปตามทางที่เหลือของตัวเอง...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







