LOGIN“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”
ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน
“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)
“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)
คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่
“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)
“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (^-^)
ทั้งฉันและพี่นิดเราสองคนต่างเอ่ยคำขอบคุณตอบกันไปมาอย่างที่เราอยากจะพูดกันมาโดยตลอดเพียงแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดกัน ก่อนที่การสนทนาที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้บรรยากาศระหว่างเราเริ่มผ่อนคลาย
“เอ่อ...เกือบลืมไปเลยค่ะสิ่งที่พี่นิดพูดค้างเอาไว้ก่อนหน้านี้ พี่นิดอยากจะบอกอะไรกับลูกจันงั้นหรอคะ”
ฉันถามหลังจากนึกขึ้นมาได้ว่าพี่นิดเหมือนมีอะไรจะบอกฉัน
“อ่อ...เรื่องงานนี่แหละค่ะ พี่ว่าด้วยสถานการณ์ตอนนี้เราคงจะใช้ชีวิตในเมืองหลวงนี้ยากกันแล้วแหละค่ะ ทั้งคนที่รู้จักครอบครัวคุณลูกจัน ทั้งคนที่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วไหนจะอิทธิพลของตระกูลต้นตระกูลรุ่งเรืองอีก พี่เลยคิดว่าจะปรึกษากับคุณลูกจันว่าเราจะย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ไกลหูไกลตาไกลอิทธิพลเหล่านี้กันดีไหมคะ”
นิดอดีตแม่บ้านที่นอนครุ่นคิดมาหลายวันแล้วถึงความเป็นจริงในข้อนี้ และถึงแม้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะไม่เคยเล่าอะไรที่เจอมาให้เธอได้ฟังเลย แต่เธอก็พอจะสังเกตได้ยามที่ได้เห็นใบหน้าผิดหวังของหญิงสาวหลังจากกลับมาจากหางานทำ
“แต่ว่า...ลูกจันไม่มีญาติที่อื่นเลยนี่ค่ะ ไม่มีแม้แต่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายให้กลับไปหาเลย ลูกจันเลยไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนดี” (>_<)
ใบหน้าเนียนใสพลันสลดลงอย่างเห็นได้ชัดยามคิดถึงข้อเท็จจริงในข้อนี้ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่า ณ เวลานี้สถานการณ์ของเธอมันย่ำแย่แค่ไหน และเธอเองก็ไม่เคยต้องออกไปเผชิญโลกกว้างขนาดนั้นมาก่อน นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกกลัวอยู่ลึก ๆ ถ้าหากต้องออกไปจากสังคมที่คุ้นเคย
“คุณลูกจันไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องนั้นเลยค่ะ ถ้าคุณลูกจันยินดีจะไปพี่จะพาคุณลูกจันกลับไปที่บ้านเกิดพี่เองค่ะ ถึงแม้บ้านเกิดพี่จะไม่ใช่เมืองใหญ่แต่ก็เป็นเมืองท่องเที่ยวสไตล์ธรรมชาติ เราไปหาเช่าบ้านแถวนั้นแล้วหาขายอาหารกันก็ได้ค่ะ ถือโอกาสพาคุณท่านไปพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์เผื่อคุณท่านอาการจะดีขึ้น คุณลูกจันคิดเห็นยังไงบ้างคะ”
พี่นิดพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความปรารถนาดีที่พรั่งพรูออกมาจนฉันรับรู้ได้ทำให้ฉันถึงกับยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ
เพียงแต่...การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยนอนติดเตียงและไหนจะค่ามัดจำค่าห้องเช่านี้อีก อีกทั้งความรู้สึกข้างในลึก ๆ ที่ฉันยังอยากจะตามหาความจริงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนทำให้ชีวิตครอบครัวของฉันมันพังทลายลง นั่นจึงทำให้ฉันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเองยังมีความลังเลใจต่อข้อเสนอที่ดีของพี่นิดอยู่
ความลังเลที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเนียนสวยยามต้องกับแสงจันทร์ทำให้คนที่มีประสบการณ์มาก่อนอย่างนิดเข้าใจได้ในทันที และเธอเองก็แค่มาเสนอหนทางอีกทางหนึ่งให้เท่านั้นไม่ได้คิดจะมาเร่งรัดเอาคำตอบในทันทีทันใด
“คุณลูกจันยังไม่ต้องรีบตอบพี่ตอนนี้ก็ได้นะคะ ลองไปคิดดูก่อนก็ได้ค่ะพี่ไม่ได้จะเร่งเร้าอะไร แล้วก็คุณลูกจันไม่ต้องกังวลนะคะว่าที่พี่มาพูดเพราะพี่อยากจะแยกตัวออกไป พี่สัญญานะคะว่าพี่จะอยู่จนกว่าคุณท่านจะดีขึ้นหรือจะอยู่จนกว่าคุณลูกจันจะจัดการอะไรได้เรียบร้อยแล้ว”
ใบหน้าที่ดูอ่อนหวานของพี่นิดพลันแย้มยิ้มด้วยความอบอุ่นส่งมาให้ และด้วยความจริงใจที่พี่นิดมีให้แถมยังนึกไปถึงความรู้สึกของฉันอีกด้วย นั่นจึงทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะโผล่เข้ากอดพี่นิดแน่น
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ ลูกจันขอบคุณพี่นิดมาก ๆ เลยนะคะ ขอบคุณจริง ๆ ฮึก...ฮึก...ถ้าไม่มีพี่นิดในวันนั้นจนถึงวันนี้ลูกจัน...ฮึก...ลูกจันเองก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่แน่ลูกจันอาจจะตัดสินใจตามคุณแม่ไปแล้วก็ได้...ฮือออออ ~~”
น้ำหูน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นทางอย่างสุดที่จะกักกลั้นอีกต่อไปแล้ว ทำให้ฉันได้แต่ซุกหน้าอยู่ที่หน้าอกของพี่นิดแน่น แม้ว่าพี่นิดจะอายุห่างกว่าฉันเพียงสิบกว่าปี แต่สำหรับฉันในวินาทีนี้พี่นิดเปรียบเป็นเหมือนแม่ เหมือนพี่สาว เหมือนแหล่งพลังงานอันอบอุ่นเดียวที่เหลือของฉัน
“โอ๋ๆๆ ไม่ร้องนะคะ...แล้วก็อย่าคิดอะไรแบบนั้นเด็ดขาดเลยนะคะเรื่องที่จะตามคุณผู้หญิงไปถึงยังไงพี่อยากให้คุณลูกจันจำไว้ว่าคุณลูกจันยังมีพี่มีคุณท่านอยู่...นิ่งซะนะคนดีของพี่นิด...” (^-^)
น้ำเสียงอบอุ่นอีกทั้งมือบางที่บรรจงลูบหลังฉันอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมและด้วยการกระทำเหล่านั้นของพี่นิดก็ยิ่งส่งให้ฉันร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจ
“ฮึก...ฮึก...พี่นิด...ลูกจันคิดถึงคุณแม่จังเลยค่ะ ลูกจันขอกอดพี่นิดแทนคุณแม่วันหนึ่งนะคะ...ฮึก...ฮึก”
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กน้อยที่กำลังเสียขวัญพลันซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดที่โหยหาแน่น และแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันเลยสักนิด แต่เพราะเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยกันนั่นจึงทำให้หญิงสาวทั้งสองต่างเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี
และหลังจากที่ฉันซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพี่นิดได้ไม่นานเราทั้งสองก็ได้แยกย้ายกันไปนอนยังที่ของตัวเอง โดยก่อนที่ฉันจะหลับตาไปคำพูดของพี่นิดก็ยังคงเข้ามาวนเวียนอยู่ในหัวให้ฉันได้ขบคิดอีกครั้งก่อนจะผล็อยหลับไป...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







