LOGIN“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”
นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...
ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้ว
หัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา
จากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้างหรูอันเป็นจุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจไว้
“เขาจะรับซื้อจริง ๆ หรอคะพี่นิด”
ฉันถามย้ำพี่นิดไปอีกครั้งหลังจากที่รู้สึกสบายใจขึ้น นั่นก็เพราะเมื่อลงมาจากรถมาแล้วพี่นิดก็ยังคงอยู่กับฉันไม่ได้หนีไปไหน
“จริงค่ะ...พี่เคยได้ยินมาว่ายิ่งถ้าเรามาขายคืนร้านเดิมด้วยแล้วเขาจะรับซื้ออย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะไม่ได้ราคาเท่ากับตอนที่เราซื้อค่ะ”
นิดเอ่ยอธิบายด้วยใบหน้ายิ้มอบอุ่นอย่างนึกเอ็นดูในตัวหญิงสาวที่ดูอ่อนต่อโลกเหลือเกิน
“แล้วนี่คุณลูกจันจำได้ใช่ไหมคะว่าซื้อมาจากร้านไหนบ้าง” นิดถามอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเดินเข้าไปในห้าง
“จำได้ค่ะลูกจันมากับคุณแม่บ่อย ๆ”
“โอเคค่ะ งั้นเราไปกันเถอะนะคะ” (^-^)
“ค่ะ...พี่นิด” (^-^)
ฉันบอกออกไปด้วยความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้น และโชคดีที่ก่อนหน้านี้พี่นิดเตรียมเสื้อผ้าบางส่วนของทั้งตัวพี่นิดเองและของฉันออกมาจากบ้านในวันที่เกิดเรื่องด้วย ดังนั้นในเวลานี้ ณ ทางเข้าประตูของห้างหรูเรือนร่างบอบบางก็ยังคงดูสง่างามเสมือนกับว่าตัวของหญิงสาวยังคงเป็นลูกคุณหนูตระกูลมีอันจะกินดังเดิม
สองขาของทั้งสองสาวเดินก้าวเข้าไปยังห้างหรูที่คุ้นเคย เพียงแต่วันนี้ความรู้สึกมันช่างต่างจากวันวานอย่างสิ้นเชิง...
จากนั้นฉันเดินพาพี่นิดไปยังร้านประจำที่มักจะมาบ่อย ๆ กับคุณแม่เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา และแม้ว่าในร้านแรก ๆ ฉันจะรู้สึกประหม่าและรู้สึกอายยามที่ต้องขายสินทรัพย์ของตัวเองเพื่อเอาตัวรอด แต่ด้วยเพราะความคุ้นหน้าค่าตากันมาก่อนทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
“ตอนซื้อมาอย่างแพงทำไมขายได้ไม่ถึงครึ่งเลยเอาเปรียบกันชะมัด”
พี่นิดอดบ่นอุบไม่ได้หลังจากที่ได้เห็นการแลกเปลี่ยนที่ดูเหมือนจะถูกเอาเปรียบจากทุกร้านที่เข้าไป เพียงแต่ฉันที่พอได้ฟังเจ้าของร้านอธิบายก็พอจะเข้าใจได้ถึงมูลค่าทางการตลาดไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดในอัตราของการซื้อคืนหรือจะเรื่องของใบการันตีสินค้าที่ฉันไม่มี นั่นจึงทำให้ราคาที่ได้ดูจะน้อยไปกว่าที่ฉันคิดอยู่พอควร
“โชคดีนะคะที่เขายังรับซื้อ” (^-^)
ฉันพยายามมองโลกในแง่ดีเพราะด้วยสถานการณ์ที่ฉันเลือกไม่ได้ในยามนี้ทำให้ฉันได้แต่ยอมรับแม้ว่าตัวเองจะถูกเอาเปรียบมากแค่ไหน
“เฮ้อออออ...ก็จริงนะคะ...เอ่อ...ว่าแต่มีที่ไหนที่คุณลูกจันต้องไปอีกไหมคะ”
เสียงเรียกของพี่นิดทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ ก่อนที่คำถามนั้นจะทำให้ฉันเกิดอาการลังเลขึ้นมาทันที
ความสับสนพลันผุดขึ้นมายังกลางใจจนทำให้มือบางที่กำลังกำสิ่งสุดท้ายในมือแน่นเริ่มสั่นไหว...
วัตถุทรงกลมขนาดเล็กที่ถูกประดับด้วยเพชรน้ำงามเม็ดไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไปเพราะมันเป็นแค่เพียงแหวนหมั้นได้ถูกบีบเน้นเหมือนอยากให้เนื้อในฝ่ามือรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของมัน และด้วยแรงที่บีบนั้นก็ทำให้หัวเพชรที่ยื่นออกมาทิ่มเข้าไปในเนื้อฝ่ามือจนเลือดห้อ
“คุณลูกจันค่ะ...คุณลูกจัน”
เสียงของพี่นิดเรียกชื่อฉันซ้ำอีกครั้งหลังจากที่เห็นว่าฉันเงียบเหม่อลอยอยู่นานพอควร
“อ่ะ...เอ่อ...ค่ะพี่นิด ว่าไงนะคะ”
“พี่นิดถามว่าคุณลูกจันมีที่ต้องไปอีกไหมคะ”
“อ่ะ...อ๋อ...คือมือถือน่ะค่ะลูกจันว่าจะเปลี่ยนเครื่องสักหน่อยเผื่อเครื่องนี้จะขายได้เงินเพิ่มมาบ้าง แล้วอีกอย่างลูกจันก็อยากจะเปลี่ยนเบอร์มือถือด้วยค่ะ”
ฉันบอกเจตนารมณ์ตัวเองออกไปหลังจากที่คิดได้แล้วว่าทุกอย่างมันได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะอดีตแสนหวาน ผู้คนที่ต่างถอยห่างยามที่ครอบครัวฉันกำลังย่ำแย่ โดยเฉพาะคนใจร้ายคนหนึ่งที่ฉันเคยคิดว่าเขานั้นจะต้องดีกับฉันที่สุดในโลกรองจากพ่อกับแม่ของฉันแล้ว แต่ทว่า...ความจริงที่แสนเจ็บปวดก็ยังคงตอกย้ำความจริงที่ว่า สิ่งที่ฉันคิดมันเป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันของวัยเยาว์เท่านั้น...
สิ้นคำตอบที่ฉันมีให้กับพี่นิดเราสองคนก็ตรงไปยังร้านขายโทรศัพท์ที่อยู่อีกห้างหนึ่งทันที กระทั่งเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่ฉันจะพูดกับพี่นิดตรง ๆ
“พี่นิดค่ะ...ลูกจันมีเรื่องจะคุยกับพี่นิดหน่อยค่ะ”
ฉันเลือกเวลาที่จะพูดหลังจากที่เราสองคนกินอาหารเสร็จแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ...??” (O.O)
พี่นิดที่ดูจะประหม่าเล็กน้อย แต่เหมือนจะพอรู้ได้ตามสัญชาตญาณว่าฉันจะพูดอะไร
“ฟู่ววววว ~~ พี่นิดค่ะ คือว่าพี่นิดก็น่าพอจะรู้ถึงสถานการณ์ของลูกจันกับคุณพ่อดีแล้วใช่ไหมคะ ดังนั้นลูกจันจะไม่เยิ่นเย้อหรือจะทำให้พี่นิดต้องลำบากใจ ลูกจันตั้งใจจะให้เงินก้อนหนึ่งกับพี่นิดเพื่อเป็นการขอบคุณที่พี่นิดอยู่ช่วยลูกจันจนถึงวินาทีนี้ แต่พี่นิดรู้ดีใช่ไหมคะว่าลูกจันกับคุณพ่อดูแลพี่นิดต่อไม่ได้แล้วในส่วนนี้ลูกจันต้องขอโทษพี่นิดด้วยนะคะ”
ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะพูดด้วยความระมัดระวังเพราะไม่อยากให้พี่นิดฟังแล้วรู้สึกว่าพอหมดประโยชน์ฉันจะถีบหัวเขาส่ง เพียงแต่ว่า ณ เวลานี้ฉันเองก็ไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้ยังไงดี แม้ว่าในใจฉันจะยังอยากให้พี่นิดอยู่ด้วยกันต่อและตั้งใจเอาไว้ว่าจะจ้างให้พี่นิดดูแลคุณพ่อ แต่ด้วยเงินที่มีอย่างจำกัดมันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าฉันจะสามารถจ้างพี่นิดได้นานแค่ไหน และด้วยเหตุผลข้อนี้มันจึงทำให้ฉันไม่อาจดึงพี่นิดให้อยู่ด้วยได้เพราะยังไงพี่นิดเองเขาก็ต้องมีอนาคตที่เป็นของตัวเองเหมือนกัน
“พี่เข้าใจดีค่ะ แต่ว่าคุณลูกจันจะทำยังไงต่อล่ะคะ แล้วคุณท่านอีกล่ะคะ...คุณลูกจันคนเดียวจะดูแลคุณท่านไหวงั้นหรอ”
คำพูดที่จี้เข้ามายังกลางใจของฉันของพี่นิดทำให้ฉันได้แต่ก้มหน้ายิ้มเจื่อนส่งกลับไป ส่วนพี่นิดที่เหมือนจะรับรู้ได้ถึงความคิดของฉันดีก็ได้ออกปากแทนเพื่อไม่ให้ฉันลำบากใจ
“ให้พี่อยู่ช่วยก่อนดีไหมคะ เอาไว้อะไรลงตัวแล้วค่อยว่ากันอีกที”
และด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยน้ำใจของคนตรงหน้าก็ทำให้น้ำตาที่เอ่อคลออยู่นานแล้วพลันไหลลงมาอย่างเลี่ยงไม่ได้...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







