“ลูกรัก รีบใส่รองเท้าเร็วเข้า จะสายแล้วนะ!” เสียงของเฉียวซีแฝงความร้อนรนเล็กน้อย
“หนูไม่เอา! วันนี้หนูไม่อยากไปโรงเรียน!” เจ้าตัวเล็กบิดไปบิดมาเหมือนปลาไหลตัวน้อย ๆ ประท้วงอย่างออดอ้อน
“โถ่เอ๊ย คนเก่ง ตอนบ่ายหม่ามี้จะซื้อเค้กสตรอว์เบอร์รี่ให้หนู ดีไหม? รสสตรอว์เบอร์รี่เลยนะ” เธองัดเอาทุกวิธีออกมาใช้ น้ำเสียงก็อ่อนลงหลายระดับ
ภายใต้สิ่งล่อใจ เจ้าตัวเล็กถึงยอมยื่นเท้าป้อม ๆ ออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
เฉียวซีตาไวมือไว เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว อุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่กำลังเดินลงบันได เฉียวซีก็หยิบโทรศัพท์ออกมา ต่อสายหาซูเสียวเข่ออย่างชำนาญ
“เสียวเข่อ ช่วยด้วย! ฉันอาจจะไปสาย เธอช่วยรับหน้าให้ฉันหน่อยนะ แค่แป๊บเดียว เดี๋ยวฉันจะรีบไป!”
“ได้”
กว่าจะมาถึงหน้าโรงเรียนอนุบาล เฉียวซีอุ้มเจ้าตัวเล็กลงจากรถ กลับพบว่าซิปกระเป๋านักเรียนใบเล็กยังรูดไม่สนิท
เธอตั้งใจจะรูดซิปให้เรียบร้อย ก็พลันเหลือบไปเห็นมุมกระดาษแข็งมุมหนึ่งโผล่ออกมาจากในกระเป๋า
เธอหยิบออกมาดูโดยไม่คิดอะไร ทันใดนั้นรูปถ่ายใบหนึ่งก็ร่วงลงมา
ในรูปถ่ายคือใบหน้าอันหล่อเหลาของซางเป่ยเชิน
มือของเฉียวซีค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ลมหายใจก็หยุดชะงัก
รูป…รูปถ่ายใบนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
“ลูกรัก รูปนี้ หนูไปรื้อมาจากไหนเหรอ?” น้ำเสียงของเฉียวซีสั่นเล็กน้อยโดยที่ตัวเธอเองก็ไม่ทันได้สังเกต
เจ้าตัวเล็กเงยหน้า ชี้ไปที่คนในรูปแล้วพูดอย่างออดอ้อนตามประสาเด็ก “คุณลุงคนนี้หล่อมากเลย! เพื่อน ๆ ในห้องมีปะป๊ากันหมดเลย หนูก็อยากให้เขามาเป็นปะป๊าของหนู!”
หัวใจของเฉียวซีพลันกระตุกวูบ
พวกเขาหย่ากันสี่ปีแล้ว บางทีตอนนี้เขาอาจกลายเป็นพ่อของคนอื่นไปแล้ว มีครอบครัวของตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
เธอสอดรูปถ่ายกลับเข้าไปในกระเป๋า พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในอก ก่อนจะส่งเจ้าตัวเล็กเข้าโรงเรียนอนุบาล
เพิ่งขึ้นรถมาได้ไม่ทันไร โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เมื่อรับสาย ซูเสียวเข่อก็ตะโกนลั่น “ซีซี เธอถึงไหนแล้ว เธอห้ามสายนะ วันนี้มีเรื่องใหญ่”
“เรื่องใหญ่อะไร?”
“บริษัทถูกเทคโอเวอร์แล้วน่ะสิ เหล่าหวังขายหุ้นหอบเงินไปเสวยสุขรอบโลกแล้ว เจ้านายคนใหม่กำลังจะมา”
เฉียวซีอึ้งไปสามวินาที “ฉันจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้”
เวลาเก้าโมงตรง หน้าเทียนอวี้กรุ๊ป
เลขาของสำนักงานประธานและหัวหน้าแผนกต่าง ๆ มายืนเข้าแถวรออยู่ด้านข้างตั้งนานแล้ว
บรรยากาศเงียบสงบจนชวนให้รู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย
รถโรลส์-รอยซ์ แฟนทอมสีดำคันหนึ่งแล่นมาจอดด้านหน้าอาคารใหญ่อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะหยุดนิ่งอย่างมั่นคง
วินาทีนั้น หัวใจของทุกคนก็หยุดเต้นตามไปด้วย
ผู้ช่วยวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไป เปิดประตูรถด้วยความนอบน้อม
ขาเรียวยาวข้างหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยกางเกงสูทชั้นดีก้าวออกมาเป็นอันดับแรก รอยจีบกางเกงเรียบกริบ ไม่มีรอยยับแม้แต่นิดเดียว
จากนั้น เงาร่างสูงใหญ่ก็โน้มตัวตามออกมาทันที
ชายหนุ่มสวมชุดสูทสั่งตัดระดับไฮเอนด์สีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีต
ไหล่กว้าง เอวสอบ สัดส่วนร่างกายสมบูรณ์แบบเกินมนุษย์ เหมือนโมเดลตัวละครที่หลุดออกมาจากในการ์ตูน
เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น
ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ
แต่กลิ่นอายความสูงส่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาตินั้นกลับพุ่งเข้ามาปะทะ กดดันจนทำให้คนแทบอยากคุกเข่าลงตรงนั้น
เมื่อเขาก้าวขายาว ๆ เดินเข้ามาในโถงอาคาร แสงไฟสว่างไสวก็สาดส่องไปทั่วใบหน้าของเขา
อากาศโดยรอบพลันหยุดนิ่ง
ประธานคนใหม่หล่อเหลาจนทำให้คนใจสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองตรง ๆ
เหยียนเฟยรองประธานกรุ๊ปฉีกยิ้มกว้าง รีบเดินเข้าไปต้อนรับเป็นคนแรก ค้อมตัวลงต่ำกว่าปกติเล็กน้อย
“ประธานซาง ยินดีต้อนรับครับ”
ซางเป่ยเชินไม่ได้พูดอะไร
ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งกวาดมองกลุ่มคนที่ยืนอยู่สองฝั่งอย่างเรียบเฉย
สายตาคู่นั้นทั้งเย็นชาและห่างเหิน
ขาดไปคนหนึ่ง?
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
“อีกสิบนาทีเริ่มประชุม ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการขึ้นไปต้องเข้าประชุมทุกคน”
เขาพูดทิ้งท้ายประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย แล้วเดินไปยังลิฟต์ส่วนตัว
เหล่าหัวหน้าแผนกแยกย้ายกันทันที แต่ละคนราวกับหนีเอาชีวิตรอด ต่างวิ่งขึ้นไปชั้นบนกันอย่างบ้าคลั่ง
และในจังหวะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิดนั้นเอง
“เดี๋ยวค่ะ!” เสียงผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความร้อนรนดังขึ้น
เฉียวซีพุ่งเข้าไปในลิฟต์ราวกับสายลม ถ้าอ้วนกว่านี้อีกนิดเดียวคงโดนหนีบไปแล้ว
“อ๊ะ!” เธอเบรกไม่อยู่ ทั้งตัวพุ่งถลาเข้าใส่ร่างของซางเป่ยเชินเต็ม ๆ
แผ่นอกใต้เนื้อผ้าสูทของชายหนุ่มทั้งแข็งแรงและร้อนผ่าว
ซางเป่ยเชินยื่นมือออกไปโดยสัญชาตญาณ ประคองเอวของเธอไว้อย่างมั่นคง
น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นเหนือศีรษะของเธอ
“ไม่เจอกันตั้งนาน หัดรุกเข้าหาผู้ชายก่อนแล้วเหรอ?”
เสียงนี้มัน…
เฉียวซีเงยหน้าขึ้นตามเสียง ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาลึกล้ำไม่เห็นก้นบึ้งคู่หนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชานั้น โครงหน้าคมชัด สันจมูกโด่งได้รูป
เป็นใบหน้าที่เธอจำฝังใจไม่มีวันลืม
รูม่านตาของเธอหดเกร็งกะทันหัน ตกใจจนแทบหยุดหายใจ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ซางเป่ยเชิน!
อดีตสามีของเธอ!
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
“จะกอดอีกนานไหม?”
น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของเขาดังขึ้นอีกครั้ง แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
เฉียวซีได้สติในทันที รีบปล่อยมือออกราวกับถูกไฟช็อต
เธอรีบยืนตัวตรง จัดผมอย่างกระอักกระอ่วน แล้วดึงชุดทำงานให้เข้าที่เล็กน้อย
ภายในลิฟต์ บรรยากาศดูเหมือนจะหยุดนิ่ง
เมื่อคืนเธอฝันถึงซางเป่ยเชินอีกแล้ว
ใต้ต้นแปะก๊วย เบาะนุ่ม ๆ ใบหนึ่ง ดวงดาวเต็มท้องฟ้า
เขาคร่อมทับอยู่บนร่างของเธอ วันนั้นคือวันหย่าของพวกเขา เป็นการอำลาอันเร่าร้อนครั้งสุดท้าย
“ซางเป่ยเชิน นายจะพอได้หรือยัง?”
เฉียวซีตวาดลั่น เธอเหนื่อยจริง ๆ ทั้งร่างแทบจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่แล้ว
ชายหนุ่มโน้มตัวลง ลมหายใจร้อนผ่าวพ่นกระทบข้างหูของเธอ
“ยังมีแรงพูดเสียงดังขนาดนี้ แสดงว่ายังไม่เหนื่อยเท่าไหร่”
น้ำเสียงของซางเป่ยเชินเรียบเฉย ไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อย
ขนาดหย่ากันก็ยังแข่งขันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
เธอเป็นฝ่ายขอหย่า
แต่สิทธิพิเศษครั้งสุดท้ายหลังหย่านี้ เขาเป็นคนเรียกร้องเอง
เป็นการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม
ดังนั้น ไม่มีใครติดค้างใคร
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เฉียวซีรู้สึกถึงความผิดปกติ สมองตื่นตัวขึ้นมาทันที ทุบไหล่อันแข็งแรงของเขาอย่างแรง
“แตกแล้ว ลุกขึ้นเร็ว”
ซางเป่ยเชินหยุดการเคลื่อนไหว ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นจ้องมองเธออย่างเย็นชาในความมืดยามค่ำคืน ไม่มีอารมณ์ใดอยู่ในนั้นเลย
“จะจบเมื่อไหร่ ฉันเป็นคนตัดสิน”
เฉียวซีโกรธจนตัวสั่น “ถ้าท้องขึ้นมาจะทำยังไง?”
“ฉันจะเพิ่มให้เธออีกห้าร้อยในส่วนแบ่งทรัพย์สินหย่าร้าง เอาไปซื้อยาคุมฉุกเฉิน”
ขอบตาของเฉียวซีแดงก่ำ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีด่าทอเขา
“ไอ้คนสารเลว!”
ซางเป่ยเชินโน้มตัวลงต่ำกว่าเดิม ปลายจมูกแทบจะชนกับของเธอ
“เธอก็เป็นผู้หญิงของไอ้คนสารเลวนั่นแหละ!”
คำพูดนี้ฟังดูขัดหูเหลือเกิน
……
พัวพันกันอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน เขาถึงจากไป และหายไปจากชีวิตของเธอ
ต้นแปะก๊วยต้นนั้นที่พวกเขาตกลงปลงใจกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย สุดท้ายก็กลายเป็นสถานที่ที่พวกเขาเลิกรากัน
เฉียวซีมองท้องฟ้าสีเทาหม่น นิ่งสนิทไม่ไหวติง ร้องไห้จนพูดไม่ออก...
“ติ๊ง” ถึงชั้นบนสุดแล้ว
ซูเสียวเข่อกับฉินเยว่รออยู่หน้าประตูลิฟต์อยู่ก่อนแล้ว
“สวัสดีค่ะประธานซาง” ทั้งสองโค้งตัวเก้าสิบองศาตามมาตรฐานอย่างพร้อมเพรียง
หัวใจของเฉียวซีกระตุกวูบอย่างแรง
เจ้านายคนใหม่ คือซางเป่ยเชินงั้นเหรอ?
ผู้ชายที่ตอนหย่ายอมออกจากบ้านตัวเปล่าและทิ้งเงินทั้งหมดไว้ให้เธอคนนั้นน่ะเหรอ?
ไม่เจอกันแค่สี่ปี เขาถึงขั้นสามารถซื้อกิจการเทียนอวี้กรุ๊ปที่มีมูลค่าตลาดหลายพันล้านได้เลยเหรอ?
โลกนี้มันบ้าไปแล้ว หรือเป็นเธอกันแน่ที่บ้า?
เฉียวซีไม่มีเวลาคิดมาก รีบวิ่งไปยืนข้างซูเสียวเข่อ ยืนตรงเรียบร้อย
ซางเป่ยเชินก้าวขายาวเดินเข้ามา ปรายตามองด้วยสายตาเย็นชา
เลขาทั้งสามคนของสำนักงานประธานรูปร่างหน้าตาโดดเด่นมากทุกคน
โดยเฉพาะคนที่แซ่เฉียวคนนี้!
เขาเอ่ยอย่างราบเรียบ “ผมชื่อซางเป่ยเชิน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะมารับตำแหน่งประธานบริหารของเทียนอวี้กรุ๊ป”
“ผมดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาล ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอม ไม่ชอบลูกน้องที่มาสาย หวังว่าทุกคนจะจำให้ขึ้นใจ”
“รับทราบค่ะ ประธานซาง” เลขาทั้งสามตอบพร้อมกันเป็นเสียงเดียว
ซางเป่ยเชินมองเฉียวซีด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“คุณคือเฉียวซี?”
เฉียวซี “...”
เขาไม่รู้เหรอว่าเธอชื่อเฉียวซี? สมองฝ่อขั้นสุดเหรอ?
“ใช่ค่ะ ประธานซาง?”
ซางเป่ยเชินมองนาฬิกาหรูบนข้อมือแวบหนึ่ง “สายไปหนึ่งนาที หักเบี้ยขยันกับโบนัสตามผลงานของเดือนนี้ทั้งหมด”
เฉียวซี “!!!”
เชือดไก่ให้ลิงดู?
เธอคือไก่เหรอ?
เอาเธอมาเชือดเพื่อสร้างความน่าเกรงขามเหรอ?
“ค่ะ” สุดท้าย เธอทำได้เพียงกลืนความแค้นนี้ลงท้องไปแต่โดยดี ยังต้องเลี้ยงแม่กับเจ้าตัวเล็ก จะตกงานไม่ได้!
ซางเป่ยเชินพยักหน้าเล็กน้อย ถามอีกว่า “จากข้อมูลระบุว่า คุณเคยหย่าร้างมาแล้ว?”
“...”
ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนี่จงใจชัด ๆ!
เฉียวซีตอบอย่างจริงจัง “ใช่ค่ะ”
“สาเหตุของการหย่าคืออะไร?” ซางเป่ยเชินถามต่อ พร้อมเสริมว่า “ผมไม่ได้มีงานอดิเรกชอบสอดรู้เรื่องส่วนตัวของลูกน้อง แต่คนที่จะทำงานอยู่ข้างกายผม ต้องโปร่งใสไร้มลทิน”
เริ่มใช้ตำแหน่งหน้าที่แก้แค้นเรื่องส่วนตัวแล้วสิ?
“ชีวิตเซ็กซ์เข้ากันไม่ได้ค่ะ” เฉียวซีตอบอย่างเปิดเผย
ทุกคนในที่นั้นถึงกับอึ้ง
แววตาของซางเป่ยเชินไหววูบทีหนึ่ง
เข้ากันไม่ได้? วันละห้าครั้งยังเข้ากันไม่ได้อีก? บนโลกใบนี้ก็คงไม่มีผู้ชายคนไหนเข้าตาเธอได้แล้วล่ะ
เขาถามต่อ “มีลูกหรือเปล่า?”
“ไม่มีค่ะ”
“ดีมาก” ซางเป่ยเชินพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจ
เฉียวซีเหลือบมองเขาครั้งหนึ่ง
ดีกับผีสิ!
ปัญหาในอดีตที่เขาทิ้งไว้ให้เธอในตอนนั้น เกือบจะเอาชีวิตเธอไปแล้ว
“เอาล่ะ ผมจะเข้าประชุม” ซางเป่ยเชินหันไปมองซูเสียวเข่อ “เลขาซู คุณไปกับผม”
“ค่ะ ประธานซาง”
ซูเสียวเข่อไปหยิบสมุดบันทึกด้วยความดีใจ
ผลคือการประชุมกินเวลาถึงสามชั่วโมง จนแป้นพิมพ์ของซูเสียวเข่อแทบจะไหม้อยู่แล้ว
ประธานซางคนนี้เป็นพญามัจจุราชที่ทำงานเฉียบขาดจริง ๆ ไล่ผู้บริหารระดับสูงออกไปเลยสามคนรวด
นี่มันเข้าตำราผู้บริหารใหม่ไฟแรงชัด ๆ เหล่าเหยียนก็ยังโดนสอยร่วงไปแล้ว
ตอนซูเสียวเข่อกลับมา รู้สึกเหมือนตัวเองผอมลงไปหนึ่งกิโล
พลังชีวิตถูกสูบหายไปจนหมดเกลี้ยง
“พวกประธานสายเผด็จการนี่บ้างานกันทุกคนเลยจริง ๆ น่ากลัวเกินไปแล้ว” ซูเสียวเข่อบ่นอุบประโยคหนึ่ง
“แต่ประธานซางดูเป็นพวกละกิเลส เรื่องอย่างว่า...เขาน่าจะดุไม่เบา”
เฉียวซีชะงักไปครู่หนึ่ง
ก็จริง...แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอแล้ว
“นี่ ซีซี สามีเก่าเธอไม่ใช่ว่าชีวิตเซ็กซ์เข้ากันไม่ได้เหรอ? ไปจีบประธานซางดูสิ ต้องดุเดือดแน่ ๆ”
ซูเสียวเข่อลดเสียงลง
“หยุดเลย ฉันเอื้อมไม่ถึงหรอก”
เฉียวซีปฏิเสธทันควัน
ตรงหัวมุมบันได ซางเป่ยเชินยืนอยู่ตรงนั้น แววตาลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
เอื้อมไม่ถึง?
เหอะ เคยได้กันมาแล้วแท้ ๆ
เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเธอจะสงวนท่าทีแบบนี้ เธอสารภาพรักกับเขาต่อหน้าคนทั้งมหาวิทยาลัยเชียวนะ
‘นาย ซางเป่ยเชิน เป็นได้แค่ผู้ชายของเฉียวซีคนนี้คนเดียวเท่านั้น’
หลังจากนั้น เขาก็กลายเป็นผู้ชายของเธอ และเป็นสามีของเธอจริง ๆ
แต่เพียงสองปีต่อมา เธอก็ยืนกรานจะหย่าให้ได้ บอกว่าไม่รักแล้ว บอกว่าเขาจนเกินไป
จนกระทั่งใบหย่าแผ่นหนึ่งฟาดลงตรงหน้าเขา ซางเป่ยเชินถึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ใจดำอำมหิตขนาดนี้
“คิก ๆ คงไม่ใช่ว่าคู่นัดบอดเย็นนี้ของเธอหล่อระเบิดระเบ้อหรอกนะ?” ซูเสียวเข่อใช้ศอกกระทุ้งตัวเธอเบา ๆ ทีหนึ่ง
“อืม ก็งั้น ๆ แหละ” เฉียวซีตอบส่ง ๆ ไป
นัดบอด?
ดูเหมือนเธอจะไม่อาลัยอาวรณ์เขาแม้แต่น้อย ตอนที่เขาไม่อยู่ เธอคงควานหาผู้ชายมาไม่น้อยเลยสินะ?
“เลขาเฉียว เอากาแฟมาให้ผมแก้วหนึ่ง”
เสียงเย็นเยียบของซางเป่ยเชินดังขึ้นมาจากทางบันได
ทำเอาหญิงสาวทั้งสองสะดุ้งโหยง
ชั้นบนสุดเป็นห้องดีไซน์สองชั้น ห้องทำงานของประธานอยู่ชั้นบน แผนกเลขาอยู่ชั้นล่าง แล้วประธานซางลงมาทำไม?
“ค่ะ” เฉียวซีรีบวิ่งไปยังมุมกาแฟ
เมื่อเคาะประตูและเดินเข้าไป เธอวางกาแฟลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
“ประธานซาง กาแฟของคุณค่ะ”
ซางเป่ยเชินยกขึ้นจิบอึกหนึ่ง “ฝีมือชงกาแฟพัฒนาขึ้น แต่สมองกลับฝ่อลง”
“ปัง!” รายงานกองหนึ่งถูกโยนลงบนโต๊ะ
“รายงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาด ตรวจสอบใหม่อีกรอบ ตรวจเสร็จแล้วเอามาให้ผม”
เฉียวซีใจหายวาบ ก่อนหน้านี้เธอตรวจสอบรายงานอย่างละเอียดแล้ว จะมีปัญหาได้ยังไงกัน
“ประธานซาง ไม่ทราบว่ามีปัญหาตรงส่วนไหนเหรอคะ?”
สีหน้าของซางเป่ยเชินเย็นชาลงกว่าเดิม “ความผิดพลาดของคุณ ยังต้องให้ผมมานั่งแก้ให้ด้วยเหรอ?”
เฉียวซีจึงพูดอีกประโยค “ฉันขอ...ส่งพรุ่งนี้ได้ไหมคะ?”
รายงานนี้ไม่ใช่งานด่วนเสียหน่อย
“เหอะ เฉียวซี ถ้างานยังไม่เสร็จ ก็อย่าหวังว่าจะได้ก้าวออกจากบริษัทแม้แต่ครึ่งก้าว”
อยากไปนัดบอดขนาดนั้นเลยเหรอ? ฝันไปเถอะ!
“ซางเป่ยเชิน นายจงใจแกล้งฉัน” เฉียวซีเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“แกล้ง? ผมใหญ่แค่ไหน คุณไม่รู้หรือไง?” เขาพูดออกมาเบา ๆ
เฉียวซี “...”
ไอ้ผู้ชายเฮงซวยนี่ จงใจหาเรื่องเธอชัด ๆ!
“พรุ่งนี้คุณไปเอาสร้อยคอที่บริษัทประมูลซูหลีซื่อให้ผมด้วย” ซางเป่ยเชินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ห้ามทำหายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ต่อให้คุณขายตัวทั้งชีวิตก็ไม่มีปัญญาชดใช้”
เฉียวซีชะงักไป ก่อนเอ่ยว่า “ประธานซาง ของมีค่าขนาดนี้ คุณไปรับด้วยตัวเองดีกว่าค่ะ”
เธอไม่แตะต้องอะไรเลยจะปลอดภัยที่สุด!
“ถ้าผมต้องทำเองทุกอย่าง แล้วผมจะมีเลขาอย่างคุณไว้ทำไม? ไว้เพิ่มความหงุดหงิดหรือไง?”