LOGINเยว่ฉีมองตามแผ่นหลังของเขาอย่างครุ่นคิด หวังว่าเขาจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับนางอีก โชคดีที่นางได้ไปตีสนิทกับองค์หญิงเอาไว้ หากว่ามีอะไรนางคงต้องขอให้องค์หญิงช่วยเหลือ เท่าที่นางสัมผัส องค์หญิงเป็นคนดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว ความคิดความอ่านของนางทันสมัย ไม่หัวโบราณเหมือนคนในยุคนี้
ไม่นานเยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ “พี่ใหญ่ข้าบอกเฉินอ๋องว่าต่อไปนี้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก” “ข้าก็บอกเหมือนพี่รองเจ้าค่ะ คุณชายฮุ่ยหมิงหลงตัวเองเกินไปแล้ว” “ข้าล่ะเกลียดบุรุษเช่นนี้ที่สุด” เยว่ฟางเอ่ยอย่างเดือดดาล เยว่ฉีมองน้องสาวอย่างเข้าใจความรู้สึกว่า นางรู้สึกอย่างไร เพราะตัวนางเองก็รู้สึกไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก “ต่อไปพวกเราไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีก นอกเสียจากว่าพวกเขาจะยอมเปลี่ยนนิสัย และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ แต่ข้าก็ยังมองไม่เห็นหนทางว่ามันจะเป็นไปได้ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ให้คิดเสียว่าเป็นวิชาเพศศึกษาก็แล้วกัน” “เจ้าค่ะพี่ใหญ่” เยว่ฉีตัดสินใจเปิดอก เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงได้ฟัง องค์หญิงที่ชื่นชอบเยว่ฉีเป็นทุนเดิม พอได้รับฟังเรื่องราวก็นึกโกรธเคืองพระอนุชา ทำตัวเกเรเป็นอันธพาลไม่เลิก คิดได้อย่างไรบุกไปสั่งสอนพวกนางถึงเรือน ที่พวกนางทำเช่นนี้ก็เพื่อจะเอาคืนพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขา จะตามตอแยพวกนางไม่เลิก หากให้นางเดาบุรุษคงยังไม่รู้ใจตัวเอง อีกอย่างพวกเขาทั้งสี่คนมีนิสัยเอาแต่ใจและหยิ่งผยอง สตรีส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็มีแต่ยอมให้พวกเขา พอมาพบเจอพวกนางที่แตกต่างออกไป จึงยังไม่รู้ว่าควรจะต้องทำตัวเช่นไร นางคิดว่าความรักสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้ หากว่าพวกเขามีใจชอบพอพวกนางจริง ๆ นางเชื่อว่าพวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน นางก็อยากรู้ว่าพวกนางจะเปลี่ยนนิสัยพวกเขาได้หรือไม่ ขนาดเสด็จพ่อส่งไปอบรมบ่มนิสัยที่ชายแดน ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลยสักนิด คงต้องฝากความหวังไว้กับพวกนางแล้ว “เจ้าอย่าได้กังวลมีอะไรเจ้าอ้างชื่อข้าได้เลย แต่ว่า…ข้าเชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิต เป็นคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน หากว่าพวกเขายอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เจ้าจะยอมให้โอกาสเขาหรือไม่?” เยว่ฉีครุ่นคิด นางไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากว่าเขาคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง นางจะลองให้โอกาส แต่หากว่าทำแบบขอไปที นางจะไม่ให้โอกาสอีกเลย “หม่อมฉันขอคิดดูก่อนเพคะ” องค์หญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ความรู้สึกมันฝืนกันไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามโชคชะตาก็แล้วกัน สามวันผ่านไปพวกเขาจึงตัดสินใจพูดคุยถึงราวที่เกิดขึ้น เพราะหากว่าไม่ได้พูดมันออกมา พวกเขาคงรู้สึกอึดอัดใจตายแน่ “แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อไป?” เฉินอ๋องหันมาถามรุ่ยอ๋องที่เอาแต่เงียบขรึม สองสามวันมานี้ดูเขาเงียบขรึมจนผิดปกติ เหมือนมีเรื่องให้คิดอยู่ตลอดเวลา รุ่ยอ๋องปรายตามองเฉินอ๋อง “ข้าไม่เข้าใจเลยว่า นางจะโกรธข้าไปทำไม ในเมื่อข้าก็พูดตามความจริง นางถามข้าว่าเหตุใดยังตามมาตอแย ข้าก็ตอบไปว่า ก็เรามีอะไรกันแล้ว และข้าก็ยังไม่เบื่อนาง หากว่าข้าเบื่อ ข้าก็จะไปเอง แค่นี้นางก็ไล่ข้ากลับทันทีเลย” “ก็เพราะพูดเช่นนี้อย่างไรละนางถึงโกรธ” องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงก้าวเข้ามา สีหน้าของนางตึงเล็กน้อยเพราะนึกโกรธพวกเขา ที่ยังคงมีนิสัยเอาแต่ใจไม่เลิก “พี่หญิง! องค์หญิง!” องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงเป็นพระธิดาองค์โตของฮองเฮา ที่เป็นพระภคินีของไท่จื่อนางอายุ 27 ปี หลังจากได้พูดคุยกับเยว่ฉี องค์หญิงจึงคิดว่า นางควรมาพูดคุยกับพวกเขาให้เข้าใจ “พวกเจ้าชอบพวกนางเข้าให้แล้ว” เมื่อองค์หญิงนั่งลงนางก็เอ่ยขึ้น “เป็นไปไม่ได้” พวกเขาเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ยอมรับ จะเป็นไปได้อย่างไร “ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่หากว่าอยากกลับไปคบหากับพวกนาง พวกเจ้าก็คงต้องปรับเปลี่ยนนิสัยเสียใหม่ เพราะว่า…พวกนางไม่เหมือนสตรีทั่วไป ถึงแม้ว่าพวกนางสามคนจะผ่านการหย่าร้างเป็นสตรีหม้าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ใครจะมารังแกพวกนางได้ง่าย ๆ พวกเจ้าคิดแผนบุกไปย่ำยีพวกนาง หวังให้พวกนางสยบอยู่แทบเท้าพวกเจ้า แต่ว่า…พวกนางก็ไม่ยอมสยบ” “ความหล่อเหลาของพวกเจ้า มันไม่ได้ผลกับพวกนางหรอกนะ เพราะนิสัยของพวกเจ้ามันไม่ผ่าน” “พี่หญิงเหตุใดท่านรู้เรื่องนี้!” รุ่ยอ๋องถามอยากตกใจ องค์หญิงมองเขาอย่างเย้ยหยัน “ข้าก็รู้ทุกเรื่องนั่นแหละ” “แต่ว่าพี่หญิงข้าไม่ได้ชอบนางแน่นอน” เฉินอ๋องเอ่ยขึ้นมาอย่างมั่นใจ องค์หญิงได้ฟังก็ถอนใจออกมา “ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกนางอีก หากพวกเจ้ายังไปวอแวกับพวกนาง ข้าจะให้เสด็จพ่อส่งพวกเจ้าไปที่ชายแดนอีกครั้ง” “เรื่องของความรักมันก็พูดยาก ถึงพวกเจ้าจะปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบพวกนาง แต่ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะหาทางไปพบพวกนางอยู่ดี เพราะอะไรรู้หรือไม่? ก็เพราะว่าเมื่อใจเราชอบใครสักคน เราก็อยากจะไปพบหน้าอยากไปเจอ แม้ไม่ได้พูดคุยเพียงเห็นหน้าก็ยังดี” “พวกเจ้าหยิ่งทะนงและไม่ยอมรับ เหตุเพราะหนึ่งพวกนางเป็นบุตรสาวตระกูลพ่อค้า สองพวกนางเป็นหญิงหม้ายหย่าร้าง สามพวกเจ้ามีแต่สตรีเข้าหา พวกเจ้าไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าหาสตรีมาก่อน ความทะนงตนตรงนี้ ทำให้พวกเจ้าไม่เชื่อว่ามีใจให้กับพวกนาง” “เจ้าพูดว่าหากเบื่อเมื่อไหร่เจ้าจะเป็นฝ่ายไปเอง คำพูดนี้ฟังดูแล้ว… ดูถูกเหยียดหยามนางอยู่ไม่น้อย เจ้าคิดว่านางจะยอมเป็นของเล่นให้เจ้าเหยียบย่ำอย่างนั้นหรือ ไม่ชอบนางแต่อยากไปค้างคืนกับนาง สตรีอื่นอาจจะยอมพวกเจ้า แต่พวกนางไม่มีทางยอม เพราะฉะนั้นถามใจตัวเองให้ดี หากว่าชอบก็เปลี่ยนแปลงตนเองเสียใหม่ หากไม่ชอบก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร และไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับพวกนางอีก” องค์หญิงเอ่ยจบก็ลุกเดินจากไป ไม่รู้ว่าคำพูดของนางจะทำให้พวกเขาคิดได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาได้คิด นางเชื่อว่าความรักจะทำให้คนเรายอมเปลี่ยนแปลง ทุกคนยังคงนั่งจมอยู่กับความคิดของตนเองและพยายามทบทวนคำพูดขององค์หญิง พวกเขานะหรือชอบพวกนาง จะเป็นไปได้อย่างไร พวกเขาต้องหาทางพิสูจน์เรื่องนี้ โดยการไม่ไปหาพวกนางอีก ดูซิว่าจะเป็นอย่างไรบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







