ANMELDENผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวง
เซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใด เขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง “นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น “หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว” “งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟังก็คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ “แล้วเช่นนี้รายได้ทั้งหมดจะไปตกอยู่กับผู้ใด แล้วการเบิกจ่ายเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างใครเป็นคนจ่ายเงินให้พวกเขา เขาเบิกเงินมาจากใคร เพื่อไปจ่ายค่าแรงคนงาน?” เซียวอี้เฉินได้ฟังก็ถอนหายใจออกมา “เขาเป็นคนเก่าคนแก่ของพี่ชายข้า ทำงานกันมานานด้วยความเชื่อใจ สามคนนี้จะดูแลเงินกองกลางร่วมกัน กำไรจะนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง พวกเขาสามคนได้ 50ส่วน ส่วนเยว่ฉีได้ 50ส่วน” “โอ้โหแบ่งให้พวกเขาเยอะขนาดนี้เลยหรือ มิน่าล่ะพวกเขาถึงทำงานถวายหัวให้เช่นนี้” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกอิจฉา “แล้วเช่นนี้เจิ้งอ๋องจะไม่ผิดหวังหรอกหรือ เขาลงทุนปล้นบิดามารดาของพวกนางแล้วสังหารทิ้ง มาตอนนี้ดูเหมือนว่า ทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังเสียแล้ว” “ผิดหวังแล้วจะทำอย่างไรได้ ป้ายคำสั่งไม่รู้ว่านางเอาไปซ่อนไว้ที่ใด เงินฝากที่นางเก็บเอาไว้มากมาย ข้าไม่มีสิทธิ์ไปนำออกมาเพราะไม่มีป้ายคำสั่ง หรือว่าข้าจะต้องทำป้ายคำสั่งปลอมขึ้นมากันนะ” “ข้าว่าวิธีนี้ดีนะ ไม่มีใครคิดจะมาตรวจว่าเป็นป้ายจริงหรือป้ายปลอม เพราะพวกนางก็ตายกันไปแล้ว หรือหากว่ายังไม่ตายเจ้าก็คงถอนเงินออกมาจนหมดแล้ว” เซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยกยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ เห็นทีว่า…เขาต้องใช้วิธีนี้เสียแล้ว พวกเขาสองคนยังคงนั่งดื่มและพูดคุยกันโดยไม่รู้ตัวว่ายามนี้คำพูดของพวกเขาสองคน ถูกเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ยามนี้คนของหูซวนกระจัดกระจายกันไปทั่วเมืองหลวง และคอยจับตามองเซียวอี้เฉินตลอดเวลา นับว่าครั้งนี้เซียวอี้เฉินพลาดมากทีเดียว ส่วนทางด้านเจิ้งอ๋องยามนี้คนของหูซวน ที่ปลอมตัวเป็นนางระบำ ก็ได้ค้นพบความลับของเขาเข้าให้แล้ว นั่นก็คือการค้าอาวุธให้กับต่างแคว้น ความผิดนี้ถือว่าร้ายแรงถึงขั้นกบฏเลยทีเดียว ส่วนความลับอื่น ๆ ก็มีไม่น้อย อย่างเช่นค้าเกลือเถื่อนและค้าขายมนุษย์ เยว่ฉีฟังคนที่มารายงานใบหน้าก็เริ่มแดงก่ำขึ้นเรื่อย ๆ เพลิงโทสะในอกพลุ่งพล่าน เป็นไปอย่างที่นางคาดเอาไว้จริง ๆ รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ชื่นชมผลงานของหูซวนที่สืบหาเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาเสียอีกที่ทำงานกันมาอย่างยาวนาน แต่กลับไม่พบเจอสิ่งใด “อู๋เหล่ยส่งข่าวบอกเสด็จพ่อ” “พ่ะย่ะค่ะ” “เจ้าไม่ต้องกังวลพวกเขาต้องถูกจับมาลงโทษอย่างแน่นอน” รุ่ยอ๋องจับมือของนางมากุมเอาไว้อย่างให้กำลังใจ “เราเตรียมตัวกลับเมืองหลวงกันเถอะเพคะ” “อืม” ฮ่องเต้อ่านข้อความที่ถูกส่งมาอย่างเร่งด่วน จากนั้นพระทัยก็เต็มไปด้วยไฟโทสะ ฮ่องเต้กำพระหัตถ์เข้าหากันแน่น พระอนุชาของเขาคนนี้ ไม่คิดเลยว่า…จะกระทำการร้ายแรงด้วยการค้าอาวุธให้กับต่างแคว้นเช่นนี้ เขาไม่คิดเลยหรือว่า การกระทำของเขามันร้ายแรงมากเพียงใด หรือคิดเพียงแต่จะหาเงินเท่านั้น การขายอาวุธให้กับต่างแคว้น ก็เหมือนยื่นอาวุธให้เขามาโจมตีแคว้นตัวเอง เขาบ้าไปแล้วหรือไม่! สารเลวสิ้นคิด! จวนตระกูลเซียว รถม้าสี่คันจอดต่อกันเป็นแถวยาว ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดมองอย่างแปลกใจ ก่อนจะตกตะลึงตาโตอ้าปากค้างกันเป็นแถว ๆ นี่มันคุณหนูใหญ่เซียวและน้องสาวของพวกนางทั้งสามคน แล้วนั้นรุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง เหลียงซีฮัน หานฮุ่ยหมิง พวกเขาไม่ได้ตกหน้าผาตายหรอกหรือ พวกเขายังปลอดภัยดีกันทุกคน รีบไปกระจายข่าวให้ทุกคนรับรู้ เยว่ฉีเดินเข้าจวนด้วยท่าทางมาดมั่นโดยมีรุ่ยอ๋องกุมมือนางเอาไว้ เยว่ซื่อก็มีเฉินอ๋องจับมือเอาไว้ ตามมาด้วยเยว่ชิงที่จับมือฮุ่ยหมิงเดินเข้ามา สุดท้ายเป็นของเยว่ฟางกับซีฮัน การไปอยู่ที่หมู่บ้านฉงฉือมาสามสัปดาห์ ทำให้พวกเขาได้บ่มเพาะความรักกันอย่างสวยงาม ยามนี้เมื่อกลับมาถึงเมืองหลวงพวกเขาจึงไม่คิดจะปิดบังสถานะกันอีกต่อไป เซียวอี้เฉินเมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามา เขาถึงกับตกใจจนลนลาน ยามนี้ใบหน้าซีดเผื่อแทบไร้สีเลือด เสี่ยวฮูหยินก็ไม่ต่างกัน นางยืนตกตะลึงตัวแข็งทื่อไม่อาจขยับร่างได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือ? เป็นไปไม่ได้! “ข้าไม่อยู่เพียงสามสัปดาห์ พวกท่านก็มายึดจวนของข้าแล้วหรือ? ช่างไร้ยางอายเสียจริงนะ” “เซียวเยว่ฉีข้าไม่ได้มายึดจวนของเจ้า ข้ามาช่วยดูแลให้อย่างมีน้ำใจ เจ้าเพียงไม่เห็นความดียังมาต่อว่าข้าอีก” เซียวฮูหยินเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจเมื่อถูกตำหนิ “ใครขอร้องให้ท่านมาช่วยดูแล ข้าเพียงพาน้องสาวออกไปท่องเที่ยวและพักผ่อน พวกท่านทำเช่นนี้ถูกข้อหาบุกรุกได้เช่นกัน” “เจ้า…เจ้า!” เซียวอี้เฉินยกมือมาชี้หน้าเยว่ฉี เขาโกรธจนเนื้อตัวสั่น “นังหลานนอกคอก เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับข้าที่เป็นอาของเจ้าเชียวรึ ป่าเถื่อนช่างไร้การอบรมสิ้นดี!” เยว่ฉีได้ฟังก็หัวเราะออกมาราวกับเรื่องที่ฟังนั้นน่าขบขันเสียเต็มประดา “ข้าก็เป็นของข้าแบบนี้ ข้าไม่มีทางให้ความเคารพคนที่จ้องจะฮุบสมบัติของข้า และคนที่วางแผนฆ่าบิดาและมารดาของข้าอย่างแน่นอน” เอ่ยจบเยว่ฉีก็จ้องไปที่เขาด้วยสายตาเย็นเยียบ “อะไรนะ!” เซียวอี้เฉินซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว นางรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่เขานะเป็นเจิ้งอ๋องที่วางแผนทั้งหมด “จับพวกเขาไปส่งทางการ” รุ่ยอ๋องเอ่ยขึ้นอย่างดุดัน “พ่ะย่ะค่ะ” “นางปีศาจเยว่ฉีเจ้าจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ” เซียวฮูหยินกรีดร้องออกมาอย่างกราดเกรี้ยว จ้องมองเยว่ฉีราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เยว่ฉีมองกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน พร้อมยกแขนขึ้นมากอดอกอย่างสะใจ “ข้าชอบนะที่ท่านเรียกข้าว่านางปีศาจเยว่ฉี เพราะมันดูร้ายกาจดี”บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







