เข้าสู่ระบบบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูก
เก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า “คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ” ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใด องค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกล ทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ทุกคู่แต่งหน้าให้กันเลอะเทอะไปหมด มองดูแล้วตลกมากจริง ๆ พอหมดเวลาเยว่ฉีก็ช่วยเปิดผ้าปิดตาออกให้กับทุกคน เมื่อทุกคนเห็นฝีมือการแต่งหน้าของตน ก็ตกตะลึงด้วยความตกใจ น่าเกลียดน่ากลัวอะไรเช่นนี้ เยว่ฉีนำรางวัลมาให้ผู้ที่ชนะคนละชุด นางตัดสินให้คนที่แต่งได้น่าเกลียดที่สุดชนะไป เหตุผลคือคนที่ไม่สามารถมองเห็นจะแต่งหน้าไม่ได้อย่างแน่นอน ส่วนที่พอแต่งได้อาจจะพอมองเห็นจากการปิดตาที่ไม่สนิทหรืออาจมีการลักไก่ เยว่ฉีจึงตัดสินใจตัดสินแบบนี้ไปเสียเลย ฮองเฮาที่เห็นใบหน้าของตนเองในกระจก ก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยได้ทำอะไรที่ตลกและน่าขันเช่นนี้มาก่อนเลย ฮองเฮาหัวเราะจนเหนื่อย ทุกคนเห็นฮองเฮาหัวเราะก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย บรรยากาศยามนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังกันไม่ขาดสาย ฮ่องเต้มองบรรยากาศที่เกิดขึ้นในวันนี้ ด้วยความผ่อนคลายและสบายพระทัยอย่างยิ่ง คุณหนูใหญ่เซียวสรรหาการละเล่นแปลกใจมาให้เหล่าสตรีได้ลองเล่นเช่นนี้ช่างดีจริง ๆ ปกติในยามออกงาน มีแต่จะปั้นหน้าให้ดูงดงามกันอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าวันนี้กลับแตกต่างออกไป ไม่มีใครห่วงสวยเลยสักคน “คุณหนูใหญ่เซียว มีการละเล่นที่บุรุษสามารถเล่นบ้างหรือไม่?” เยว่ฉียิ้มออกมาอีกครั้ง “มีเพคะ การละเล่นอันนี้หม่อมฉันว่าฝ่าบาทต้องชอบแน่เพคะ แต่ว่าจะเลอะเทอะนิดหน่อยทุกคนที่ลงเล่นจะต้องเปลี่ยนอาภรณ์เพคะ เพราะการละเล่นครั้งนี้คือการจับปลาในบ่อ” “จับปลาในบ่อ!” ทุกคนร้องออกมาพร้อมกันด้วยความแปลกใจ ที่นี่ไม่มีบ่อปลาแล้วจะจับปลาที่ไหน หากว่าคุณหนูใหญ่เซียวพูดเช่นนี้ อย่าบอกนะว่านางจะเนรมิตบ่อปลาที่นี่ นางจะเล่นใหญ่เกินไปหรือไม่ เยว่ฉียกมือขึ้นปรบสามครั้ง คนของนางก็นำผืนหนังสัตว์ขนาดใหญ่ที่เย็บติดกันเข้ามา จากนั้นพวกเขาก็นำไม้มาตอกให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นก็นำหนังสัตว์ไปกาง ทำให้เป็นคล้ายกับบ่อน้ำ ไม่นานก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเข็นรถเข้ามา แล้วเทบางอย่างลงไป มันคือขี้โคลนผสมน้ำและปลาเล็กปลาน้อยอีกมากมาย รถเข็นบรรทุกปลา 20 คันถูกเทลงไปอย่างต่อเนื่อง บุรุษต่างลุกขึ้นมองด้วยความตื่นเต้น ก็แค่จับปลามันจะไปยากอะไร “สี่บุรุษเสเพลเชิญเปลี่ยนอาภรณ์เพคะ” เยว่ฉีเอ่ยหยอกเย้า “องค์ชายหากอยากร่วมสนุกก็เชิญเปลี่ยนอาภรณ์เพคะ” “ส่วนคุณชายท่านใดอยากลงจับปลามีอาภรณ์ให้เปลี่ยนนะเจ้าคะ” เยว่ซื่อตะโกนขึ้นมาให้เหล่าคุณชายทั้งหลายรับรู้ “ใครจับปลาได้มากที่สุดจะได้รางวัลเป็นสุรา 5 ไหเจ้าค่ะ” บุรุษเมื่อได้ยินว่ารางวัลเป็นสุรา 5 ไห ต่างก็รีบไปเปลี่ยนชุดทันที ถังปลาถูกนำมาวางเอาไว้รอบ ๆ สระ โดยจะมีตัวแทนของแต่ละคนมายืนเฝ้าถังเอาไว้ ส่วนด้านข้างจะมีอ่างขนาดใหญ่ใส่น้ำเอาไว้ให้ทุกคนได้ล้างตัว “สู้ ๆ นะเพคะ” “ก็แค่จับปลาจะไปยากอะไร” รุ่ยอ๋องเอ่ยตอบอย่างเย้ยหยัน เยว่ฉีได้ฟังเขาเอ่ยเช่นนั้นก็หลุดขำออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร “มีเวลา 1 ก้านธูปเจ้าค่ะ ทุกคนเริ่มได้!” มีบุรุษร่วมลงแข่งจับปลาเกือบ20คน พอได้ยินว่าเริ่มได้ พวกเขาก็ก้าวขาลงไปในบ่อปลาทันที แต่เพียงแค่เท้าสัมผัสกับขี้โคลน พวกเขาก็ลื่นไถลก้นจ้ำเบ้าในทันที ทุกคนเห็นเช่นนั้นต่างก็หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ รุ่ยอ๋องหันมาส่งสายตาคาดโทษให้กับเยว่ฉีทันที ขี้โคลนนี้มันลื่นเกินไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้การจับปลาก็เป็นไปได้ยาก ดูแต่ละคนล้มลุกคลุกคลาน เพราะยากลำบากในการทรงตัว นี่นางตั้งใจแกล้งพวกเขาใช่หรือไม่ เสียงร้องตะโกนบอกให้ทุกคนรีบเร่งจับปลาดังขึ้น ฮ่องเต้เอาแต่หัวเราะชอบใจ แต่ละคนไม่สามารถจับปลาได้เลยสักตัว เพราะเพียงแค่ลุกก็ล้มลงไปทันที วันนี้เขามีความสุขมากจริง ๆ เขาไม่เคยได้หัวเราะอะไรแบบนี้มาก่อน เขาหัวเราะจนเจ็บท้องไปหมดแล้ว “เฉินอ๋องยังจับปลาไม่ได้เลยสักตัวทำอย่างไรดีเพคะฝ่าบาท” พระสนมเสียนเฟยเอ่ยออกมาอย่างเป็นกังวล “ก็แค่ให้เขาลงไปเล่นสนุก ๆ เจ้าจะเคร่งเครียดไปทำไม” “พอข้าเห็นเช่นนี้ ข้าก็นึกถึงคำพูดที่ว่า สิ่งที่คิดว่าง่ายอย่าคิดว่ามันจะง่าย” ฮองเฮาเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะยกสุราขึ้นจิบอย่างผ่อนคลาย ซีฮันใช้วิธีคลานจับปลา ดูเหมือนวิธีนี้จะเป็นการพยุงร่างกายได้ดี ทุกคนเห็นตัวอย่างก็รีบทำตาม แต่ว่าปลาก็ไม่อยู่นิ่งให้จับได้ง่าย ๆ ดิ้นหลุดไปเสียทุกครั้ง สภาพของทุกคนยามนี้ดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร เพราะถูกปกคลุมไปด้วยขี้โคลน แต่ทุกคนก็หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน แทบจะจับปลาไม่ได้เลยแต่ก็สนุกอยู่ไม่น้อย น้ำในถังที่เยว่ฉีเตรียมเอาไว้ เป็นน้ำอุ่นเพื่อให้ทุกคนคลายหนาว ทุกคนสามารถเดินลงไปในถังน้ำแล้วล้างตัวได้เลย “หมดเวลาเจ้าค่ะ ทุกคนเดินลงไปล้างตัวในถังได้เลยเจ้าค่ะเป็นน้ำอุ่น” ทุกคนทำตามอย่างว่าง่าย น้ำในถังอุ่นสบายอย่างที่นางได้บอกเอาไว้ เมื่อทุกคนล้างเนื้อล้างตัวเสร็จก็ได้รับจอกสุราแก้หนาว กระถางไฟถูกยกเข้ามา เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับนักจับปลา จากนั้นการนับปลาก็เริ่มขึ้น คนที่จับปลาได้มากที่สุดคือซีฮัน เขาจับได้ถึงห้าตัว ส่วนคนอื่น ๆ ได้คนละตัวเพียงเท่านั้น “คุณหนูใหญ่เซียวในฐานะที่เจ้าเป็นตัวแทนตระกูลเซียวสายหลัก และเป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลน้อง ๆ เราขอถามอะไรเจ้าเรื่องนึงได้หรือไม่” ฮ่องเต้เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เยว่ฉียิ้มออกมาอย่างไม่หวาดหวั่น “เพคะ” “เราได้ยินมาว่าพวกเจ้าทั้งสี่คนจะไม่แต่งงาน เราขอฟังเหตุผลได้หรือไม่” “หม่อมฉันคิดว่าการแต่งงานไม่ได้สำคัญที่สุดถึงเพียงนั้นเพคะ หม่อมฉันทำงานอย่างหนัก สานต่อกิจการของครอบครัวที่ทิ้งเอาไว้ให้ หม่อมฉันไม่ได้อยากโอ้อวดความสามารถ แต่ว่าหม่อมฉันและน้องสาวหากไม่ต้องแต่งงาน ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบาก ในทางกลับกันพวกนางเคยไปลองใช้ชีวิตคู่ด้วยการแต่งงาน ผลสุดท้ายจบลงด้วยการหย่าร่าง” “กฎธรรมเนียมประเพณี เมื่อสตรีถูกแต่งออกไปก็ต้องปฏิบัติตามกฏธรรมเนียม สี่คุณธรรม สามเชื่อฟัง สตรีต้องถูกจำกัดบทบาทให้เชื่อฟังสามี ซึ่งหม่อมฉันและน้องสาวไม่ต้องการมานั่งฟังคำสั่งของบุรุษใด เลยไม่คิดจะแต่งงานเพคะ” “แล้วเจ้าไม่กลัวคำครหาหรือคำติฉินนินทาหรือ?” “คำพูดของผู้คนไม่ทำให้หม่อมฉันรวยขึ้นหรือจนลงเพคะ รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ฮุ่ยหมิง ซีฮัน หากว่าพวกเขามีสตรีอื่นที่อยากแต่งงานด้วย ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวล แต่ว่าหลังจากที่พวกเขาแต่งงาน ความสัมพันธ์ของพวกเราก็คงต้องจบลงด้วยเพคะ” “หม่อมฉันพูดมายืดยาวสรุปง่าย ๆ คือ สตรีตระกูลเซียวไม่ต้องการมานั่งอยู่ใต้โอวาทของสามี” ฮ่องเต้เมื่อได้ฟังคำตอบก็พอจะเข้าใจ แต่ว่าเหตุใดเขารู้สึกว่า ได้รับรังสีอำมหิตมาจากทุกทิศทาง เขาก็แค่ถาม… ไม่ได้อยากให้พวกเขาเลิกรากันเสียหน่อย ลูกสะใภ้ร่ำรวยฉลาดและหาเงินเก่งเช่นนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะ รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง รีบเดินมาจับมือของพวกนางเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยต่อหน้าฮ่องเต้อย่างพร้อมเพรียงกัน “พวกข้าขอให้คำมั่นสัญญาชาตินี้จะรักเพียงนาง ฟ้าดินไม่อาจพรากจาก” เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง หันไปยิ้มให้พวกเขาอย่างอบอุ่น “ดี! ถ้าเช่นนั้นนับแต่นี้เราขอประกาศให้พวกเจ้าเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้อง ให้รักกันยืนยาวตราบนานเท่านาน” “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันถือเอาโอกาสนี้ฉลองเลยนะเพคะ” “ได้เราอนุญาต” เยว่ฉีได้ยินเช่นนั้นก็ส่งสัญญาณให้ลู่หมิง ไม่นานเสียงจุดพลุก็ดังขึ้น ยามนี้เริ่มมืดค่ำลงแล้วพอจุดพลุจึงมองเห็นอย่างสวยงาม เสียงพลุยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้ายามนี้งดงามมาก รุ่ยอ๋องสวมกอดเยว่ฉีเอาไว้แน่น เฉินอ๋องก็กอดเยว่ซื่อ ฮุ่ยหมิงกอดเยว่ชิง ส่วนซีฮันกอดเยว่ฟาง สี่คู่รักดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนงดงาม ทุกคนแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟ ที่แตกกระจายเต็มท้องฟ้า ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข จบแล้วเจ้าค่ะบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







