Masukตำหนักฮองเฮา
ยามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้ องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมานั่งกับกลุ่มของเซียวเยว่ฉี เพราะองค์หญิงอยากสนทนาเรื่องครีมบำรุงผิว เมื่่อประธานอย่างฮ่องเต้และฮองเฮามาถึงแล้ว งานจิบชายามบ่ายก็ได้เริ่มขึ้น เสียงดนตรีได้บรรเลงขึ้นอย่างแผ่วเบา ฮองเฮารู้สึกอึดอัดพระทัยเพราะว่างานที่นางจัดเตรียมเอาไว้ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ก็เพียงงานจิบชายามบ่าย ที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้พบเจอกัน และให้บรรดาพระสนม ได้มีโอกาสเห็นบุตรสาวของขุนนาง ว่ามีคนใดเข้าตาที่จะแต่งเข้าราชวงศ์ก็เท่านั้นเอง การแสดงอื่น ๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม คือให้บุตรสาวขุนนางที่อยากแสดงความสามารถออกมาแสดง ซึ่งฟังดูแล้วน่าเบื่อไม่น้อย เพราะทุกคนเห็นกันเป็นประจำจนเริ่มเบื่อกันแล้ว “ไม่คิดว่าฝ่าบาทจะเข้าร่วมจิบชาด้วยเพคะ” ฮองเต้ได้ฟังก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “เจ้าคิดว่าข้าอยากจะจิบชาหรือ วันนี้คุณหนูใหญ่เซียว ขนอาหารจากโรงเตี๊ยมเมฆาเคียงฟ้ามาไว้ที่นี่ แล้วเช่นนี้เจ้าคิดว่าข้าจะพลาดได้อย่างไร” ฮองเฮาได้ฟังก็ตาโตใจเต้นระริกด้วยความพอพระทัย หากว่าเป็นเช่นนั้นก็คงดีไม่น้อย “เป็นความจริงหรือเพคะ” “อืม…เห็นนางบอกว่ามีทั้งสุราดี อาหารและขนมหวานแบบใหม่ที่อยากให้ทุกคนได้ทดลองชิม ข้าฟังแล้วแทบรอไม่ไหวเลยล่ะ” และแล้วองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงก็ลุกขึ้น ด้วยสีหน้าเบิกบานและอารมณ์ดีสุด ๆ นางก็เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า เซียวเยว่ฉีเตรียมอาหารและเครื่องดื่มมาที่งานนี้โดยเฉพาะ พอนางรับรู้ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่อาจระงับ ขนมแบบใหม่ที่เซียวเยว่ฉีอยากให้ทุกคนลองชิม มันจะเป็นแบบไหนกันนะ “เอาละทุกคนข้าอยากจะประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่า วันนี้เครื่องดื่มอาหารและขนมหวาน ได้รับการสนับสนุนจากโรงเตี๊ยมเมฆาเคียงฟ้า ซึ่งคุณหนูใหญ่เซียวเยว่ฉีอยากให้ทุกคนได้ลองชิมโดยทั่วถึงกัน” เมื่อทุกคนได้ฟังเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น จากนั้นโต๊ะที่มีล้อก็ถูกเข็นเข้ามาในงาน บนโต๊ะมีจานอาหารที่ถูกตกแต่งและจัดไว้อย่างสวยงาม รถเข็นคันแรกเป็นของเชื้อพระวงศ์ ที่ถูกเข็นไปตรงหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ ส่วนรถเข็นคันที่สอง และคันที่สามเป็นของทุกคนในงาน ทุกคนสามารถลุกไปตักกินได้เลย กลิ่นของอาหารลอยตลบอบอวลทั่วชั้นบรรยากาศในทันที “ทูลฝ่าบาทหม่อมฉันเซียวเยว่ฉีขอพูดอะไรสักหน่อยเพคะ” “ได้เราอนุญาต” “อาหารในวันนี้เป็นอาหารที่ทำขายในโรงเตี๊ยมเมฆาเคียงฟ้า ซึ่งเป็นอาหารรสเลิศประจำโรงเตี๊ยม เป็ดย่างเคียงฟ้าทานคู่กับบะหมี่ ติ่มซำซาลาเปาหลากหลายรสชาติ ปอเปี๊ยะทอด กระเพาะปลาน้ำแดง ซึ่งอาหารเหล่านี้ขึ้นชื่อมากที่โรงเตี๊ยมของเรา ส่วนสุราในวันนี้เป็นสุราผลไม้ ที่กำลังจะถูกนำออกมาขายในเร็ว ๆ นี้ ข้าจึงอยากให้ทุกคนได้ทดลองชิมกัน ส่วนขนมหวานในวันนี้ ก็มีขนมสูตรใหม่ที่ทำขึ้นมา เรียกว่าขนมเค้ก ซึ่งจะทำออกมาขายในเร็ว ๆ นี้อีกเช่นกัน ขอให้ทุกคนมีความสุขในการรับประทานอาหารและการดื่มเจ้าค่ะ” เมื่อเซียวเยว่ฉีเอ่ยจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้นมาอย่างเกรียวกราว พนักงานจากโรงเตี๊ยมเดินเข้างานอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็นำจานมาวางซ้อนกันเพื่อให้ทุกคนสามารถ ตักอาหารใส่จานของตนเอง ส่วนของราชวงศ์ พนักงานตักใส่จานอย่างสวยงามและนำไปให้ที่โต๊ะอย่างนอบน้อม เหยือกใส่สุราผลไม้ถูกเข็นเขามา ก่อนพนักงานงานจะยกไปตั้งให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ องค์หญิงรีบหยิบขนมเค้กมาลองชิมก่อนเป็นสิ่งแรก หลังจากชิมคำแรกนางก็ตาโต ก่อนจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น “เสด็จพ่อ! เสด็จแม่! ขนมเค้กอร่อยมากเพคะ” เมื่อทุกคนได้ยินองค์หญิงเอ่ยเช่นนั้นก็ต่างพากันไปลองหยิบเค้กมาลองชิมดูบ้าง และก็เป็นจริงตามคาดทุกคนตกใจกับรสชาติที่แสนอร่อย ฮองเฮาและพระสนมเห็นท่าทางของทุกคน ก็รีบหยิบขนมเค้กมาลองบ้าง เมื่อรสชาติกระทบกับลิ้นฮองเฮาถึงกับหลับตาลงด้วยความผ่อนคลาย อร่อยมากจริง ๆ สตรีชื่นชอบขนมหวาน ส่วนบุรุษชอบสุราและอาหาร ฮ่องเต้คีบเป็ดย่างเสวยอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมจิบสุราผลไม้ มันช่างเข้ากันดีเหลือเกิน “อาหารนี่รสชาติดีกว่าอาหารในวังหลวงเสียอีก สุรานี้ก็รสชาติดีออกเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ดื่มง่าย” ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมาอย่างพอพระทัย “นางได้เตรียมการละเล่นมาให้ทุกคนได้ผ่อนคลายด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” รุ่ยอ๋องเอ่ยขึ้นมา ทุกคนจึงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น มีการละเล่นด้วยหรือน่าสนุกจริง ๆ สมกับเป็นคุณหนูใหญ่เซียว นางเตรียมการมาได้อย่างดีเยี่ยม “มันคืออะไรหรือ?” “นางกำลังจะประกาศพ่ะย่ะค่ะ” “ทุกคนฟังข้า นอกจากจะมีอาหารเครื่องดื่มให้ความสำราญแล้ว ข้ายังมีการละเล่นแบบหนึ่งเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสนุกกัน ในกล่องนี้จะมีรูปภาพอยู่ 30 ชิ้น สิ่งนี้เรียกว่าการต่อจิ๊กซอว์ ให้ทุกคนเลือกหยิบจับรูปภาพมา 1 ชิ้น แล้วนำไปต่อบนแผ่นกระดานตรงนั้น ใครที่หยิบได้ชิ้นสุดท้าย ที่ต่อรูปได้สมบูรณ์จะเป็นผู้ชนะ จะได้รับสุราผลไม้ 1 ไหกลับบ้านเจ้าค่ะ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งอย่างพอใจ จากนั้น เยว่ซื่อก็เดินถือกล่องไปให้ทุกคนเลือกหยิบ พอทุกคนหยิบขึ้นมาดู ก็มองด้วยความงุนงง เพราะลักษณะรูปภาพคดงอดูแปลก ๆ “พวกท่านทุกคนคงจะงงว่าภาพนี้มันคืออะไร ข้าจะให้ดูภาพตัวอย่างตรงนี้เจ้าค่ะ ทุกคนจะได้เปรียบเทียบว่าภาพที่ถืออยู่ คือส่วนไหนของภาพนี้” เยว่ฉีนำภาพสบูรณ์มาตั้งเอาไว้ พอทุกคนเห็นก็ร้องอ๋อออกมาทันที เป็นแบบนี้นี่เอง ทุกคนรีบก้มลงมองรูปที่ถืออยู่ในมืออย่างตั้งใจ คราวนี้เสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นก็ดังขึ้น ต่างลุ้นให้ภาพที่ตนเองถืออยู่คือภาพสุดท้ายที่จะได้รางวัล พระสนมกุ้ยเฟยมองรูปในพระหัตถ์อย่างตั้งใจ “รุ่ยอ๋องเจ้าช่วยแม่ดูหน่อย รูปนี้คือส่วนใดในรูป” รุ่ยอ๋องรีบลุกขึ้นไปช่วยดู ก่อนจะมองเปรียบเทียบกันกับภาพตัวอย่าง “รูปนี้น่าจะเป็นผีเสื้อพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่” พระสนมกุ้ยเฟยได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ขอให้ของนางเป็นชิ้นสุดท้ายทีเถอะนางจะได้รางวัล “คนที่ได้รูปมุมของรูปแบบนี้ให้ออกมาต่อก่อนเจ้าค่ะ” เยว่ฉีเอ่ยบอกทุกคน คนที่ได้รูปมุมทั้ง 4 คน จึงรีบนำไปวางแต่ละมุมทันที โดยมีเยว่ชิงและเยว่ฟางช่วยแนะนำอยู่ใกล้ ๆ “จากนั้นใครที่มีรูปตัดตรงแบบนี้ ให้นำมาต่อได้เลยเจ้าค่ะ” ทุกคนเริ่มนำมาต่อจึงได้ขอบรูปสมบูรณ์ คงเหลือแต่รูปภายใน คราวนี้ทุกคนเริ่มมองออกแล้วว่า การละเล่นแบบนี้คือแบบใด ทุกคนเริ่มลุกขึ้นแล้วนำภาพของตนเองที่ได้มาต่อลงไปทีละชิ้น และภาพสุดท้ายที่จะต้องต่อให้สมบูรณ์ พระสนมกุ้ยเฟยลงทุนเดินไปต่อด้วยตัวเอง นางรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะรู้ตัวว่าเป็นคนชนะ เมื่อภาพถูกใส่ลงไปเสียงปรบมือก็ดังขึ้น “ยินดีด้วยพระสนม” “ยินดีด้วยเพคะ” เยว่ฉียื่นไหสุราที่ผูกโบว์สีแดงอย่างสวยงามให้กับพระสนม “ขอบใจมากนะข้าสนุกมาก” ฮองเฮารู้สึกสนุกสนานกับการละเล่นของเยว่ฉีเป็นอย่างมาก นางจึงอยากจะเล่นต่อ “คุณหนูใหญ่เซียวมีการละเล่นอื่นอีกหรือไม่?” เยว่ฉีได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างร่าเริง “มีแน่นอนเพคะ การละเล่นรอบต่อไปคือการปิดตาแต่งหน้าเพคะ” “ปิดตาแต่งหน้า!” ฮองเฮาร้องออกมาอย่างแปลกใจ หากปิดตาแล้วจะแต่งหน้าได้อย่างไร น่าสนใจจริง ๆ ส่วนฮ่องเต้ได้ฟังก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ คุณหนูใหญ่ช่างมีการละเล่นแปลกใหม่ที่น่าสนใจจริง ๆ เขาพอจะเดาออกว่า มันจะออกมาเป็นเช่นไร เขาคงจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน “คุณหนูใหญ่เช่นนี้จะมีรางวัลหรือไม่เจ้าคะ?” คุณหนูท่านหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาทันที “รางวัลในการละเล่นในรอบนี้คือผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวคนละหนึ่งชุด สำหรับคนแต่งละคนถูกแต่งเจ้าค่ะ และหากใครแต่งหน้าได้งดงามที่สุดจะได้รับรางวัลไปเจ้าค่ะ” เมื่อสตรีได้ยินคำว่าครีมบำรุง ต่างก็กระตือรือร้นที่อยากจะลงเล่นเพื่ออยากได้รางวัล แม้แต่ฮองเฮาเอง ก็อยากลงเล่นเช่นเดียวกัน “องค์หญิงเจ้ามาเล่นคู่กับแม่” องค์หญิงได้ฟังก็น่าเหวอขึ้นมา เพราะนางพอจะเดาออกว่า การละเล่นครั้งนี้จะเป็นอย่างไร คนที่ถูกปิดตาจะไม่เป็นไรมาก แต่คนได้แต่งหน้าจะน่าเกลียดน่ากลัวปานใดกันนะ แค่คิดก็สยองแล้ว ฮ่องเต้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “เจ้าก็ไปเล่นเป็นเพื่อนนางหน่อยเถิด” “เสด็จพ่อแต่ว่า…บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







