LOGINพรึ่บ! เยว่ฉีลุกขึ้นทันที ขอให้ช่วยแค่นี้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ทีเขามากินมานอนอยู่ที่นี่ นางไม่เห็นเรียกร้องสักคำ น่าโมโหจริงเชียว เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟางรีบหันไปมองรุ่ยอ๋องด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะเผื่อแผ่ไปถึงพวกเขาที่นั่งอยู่อย่างไม่ให้น้อยหน้า
รุ่ยอ๋องรีบดึงนางมานั่งบนตัก แล้วกอดร่างของนางเอาไว้อย่างออดอ้อน โดยไม่ใส่ใจสายตาใครทั้งสิ้น “ข้าขอโทษข้าเย้าเจ้าเล่น ไม่โกรธนะขอรับพี่หญิง คืนนี้ข้าจะให้พี่หญิงลงโทษข้าทั้งคืนเลยดีหรือไม่” คำพูดของรุ่ยอ๋องทำเอาทุกคนมีสีหน้าสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที รุ่ยอ๋องพูดจาช่างไร้ยางอายเสียจริง “คุณหนูใหญ่ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้พวกข้าจะช่วยสืบให้เอง” เฉินอ๋องช่วยยืนยันอีกแรง “ใช่ ๆ พวกข้าก็จะช่วยสืบหาคนร้ายอย่างเต็มที่” ซีฮันและฮุ่ยหมิงรีบเอ่ยขึ้น เพื่อให้เยว่ฉีคลายความกังวล เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย พวกเขาไม่อาจนิ่งนอนใจได้เช่นกัน ยามนี้พวกเขาตั้งใจจะคบหากับพวกนางอย่างจริงจัง หากมาเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเขาก็ต้องแสดงความจริงใจ ด้วยการช่วยเหลือและปกป้องพวกนางอย่างเต็มที่ เยว่ฉีเมื่อได้รับการยืนยันเช่นนี้ ก็รู้สึกผ่อนคลายและสบายใจเป็นอย่างมาก เพราะถึงจะเป็นสตรีที่เก่งกาจมากเพียงใด หากมีบุรุษยื่นมือมาปกป้อง ย่อมทำให้สตรีรู้สึกปลอดภัยและรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น ตระกูลเซียวสายหลักที่มีบิดาและมารดา ช่วยกันทำการค้าจนประสบผลสำเร็จ และร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นอกจากจะมีโรงเตี๊ยมแล้ว ยังมีกิจการทำบ้านขายและให้เช่าและยังมีงานรับเหมาก่อสร้างอีกด้วย ความร่ำรวยแบบก้าวกระโดด ทำให้ผู้คนอิจฉาอยู่ไม่น้อย แต่เดิมตระกูลทางฝั่งของฮูหยินก่อนจะแต่งกับเซียวเจ๋อหยวนก็ร่ำรวยอยู่แล้ว นางเป็นเพียงบุตรสาวคนเดียว พอแต่งงานกับเซียวเจ๋อหยวน บิดามารดาก็ยกทรัพย์สินให้นางมาตั้งตัว สองสามีภรรยาเริ่มจากการทำบ้านขายและให้เช่า เพราะฮูหยินเซียวได้รับมรดกเป็นที่ดินหลายพันไร่ ผู้คนที่อยากย้ายมาอยู่เมืองหลวงต่างให้ความสนใจที่จะซื้อบ้าน และเช่าบ้านกันอย่างล้นหลาม เพียง 10 ปี ตระกูลเซียวสายหลักก็ติดอันดับตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในทันที ในยามที่ตระกูลเซียวสูญเสียเซียวเจ๋อหยวนและเซียวฮูหยิน หลายคนต่างให้ความสนใจว่า จะเป็นผู้ใดมาสานต่อกิจการของตระกูลเซียวที่ทิ้งเอาไว้ เมื่อคุณหนูใหญ่เดินหน้าดูแลกิจการทั้งหมดด้วยตัวเอง จึงทำให้ผู้คนแปลกใจอยู่ไม่น้อย ในคราแรกพวกเขาคิดว่านางคงจะทำไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ปรากฏว่านางทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ และทำได้ดีกว่าบิดามารดาที่ทำเอาไว้เสียอีก สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมากเลยทีเดียว จวนเจิ้งอ๋องพระอนุชาของฮ่องเต้เจิ้งห่าวอู๋ ยามนี้นั่งมองสตรีร่ายรำอย่างสำราญ โดยมีสองสตรีที่หน้างดงาม คอยรินสุราและบีบนวดให้อย่างเอาใจ สตรีนางระบำที่ร่ายรำสวมใส่อาภรณ์บางเบาจนมองเห็นเรือนร่างด้านในชัดเจน เหล่าองครักษ์คนสนิทของเจิ้งอ๋องมองนางรำตาไม่กะพริบ นางรำก็เหมือนคุ้นชินกับสายตาของพวกเขาเป็นอย่างดี พวกนางต่างไม่สะทกสะท้าน กลับยิ้มให้อย่างงดงามอ่อนช้อยอย่างมีจริต “ท่านอ๋องคนที่ไปจัดการคุณหนูใหญ่แจ้งมาว่า งานยังไม่สำเร็จ นางหลบกระถางต้นไม้ได้ทันท่วงทีพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอ๋องได้ฟังก็คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจ นางมีตาทิพย์หรืออย่างไรถึงหลบได้ทัน “ให้คนตามจัดการต่อไป ต้องทำให้แนบเนียน ให้คล้ายเป็นอุบัติเหตุให้มากที่สุด” “เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “ท่านอ๋องดูเหมือนสี่บุรุษจอมเสเพลกำลังไปพัวพันกับคุณหนูตระกูลเซียวพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอ๋องได้ฟังก็เริ่มครุ่นคิด เจ้าหลานไม่เอาไหนของเขาสองคน คิดอย่างไรถึงสนใจสตรีหม้ายหย่าร้าง กินไม่เลือกจริง ๆ สมแล้วที่เป็นบุรุษเสเพลแห่งแคว้นหนานเฉิง “แล้วใครเลือกคุณหนูใหญ่” “น่าจะเป็นรุ่ยอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งอ๋องได้ยินก็หัวเราะออกมา “น่าสนใจ” เจิ้งอ๋องร่วมมือกับตระกูลเซียวสายรอง วางแผนเพื่อที่จะเข้ามาฮุบกิจการของตระกูลเซียวสายหลัก ไม่คิดเลยว่า… ไม่มีเซียวเจ๋อหยวนและเซียวฮูหยินแล้ว จะยังมีคุณหนูใหญ่เข้ามาดูแลกิจการแทน ในคราแรกเขาคิดว่านางคงเป็นเพียงคุณหนูทั่วไป คงไม่มีความรู้ด้านการค้า แต่ที่ไหนได้นางกลับทำการค้าได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก จากนั้นแผนกำจัดพวกนางจึงเกิดขึ้น หากไม่มีพวกนาง ตระกูลเซียวสายรองจะมาควบคุมดูแลกิจการแทน ซึ่งเขาจะมีส่วนได้เสียตรงนี้ด้วย เพราะเขาเป็นคนวางแผนและส่งคนไปลงมือเองทั้งหมด เยว่ฉีที่นอนหนุนแขนของรุ่ยอ๋องอย่างเหนื่อยล้า เหงื่อผุดเต็มหน้าผากและใบหน้าของนาง เขานอนตะแคงข้างมองนางอย่างหลงใหล รูปร่างของนางงดงามไปทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่เขาพบเจอสตรีมา นางงดงามที่สุด เขายกมือมาบีบเคล้นยอดปทุมถันของนางเล่นอย่างอดใจไม่ไหว “ท่านอ๋องอย่าบีบแรง” “ขอโทษ ๆ” “ท่านอ๋องเหตุใดวันนั้นถึงบาดเจ็บกลับมากันขนาดนั้นล่ะเพคะ” เขายกมือมาเกลี่ยเส้นผมให้ออกจากใบหน้าของนางอย่างอ่อนโยน “พวกข้าสี่คนมีอีกชื่อหนึ่งว่า ผู้ตรวจการสี่พยัคฆ์หน้ากากเหล็ก มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของเหล่าขุนนางและคนอื่น ๆ ในวันที่พวกข้าบาดเจ็บ มีคนแจ้งว่ามีการลักลอบค้าอาวุธ แต่พอพวกข้าไปถึงกลับกลายเป็นว่า เป็นกับดักที่พวกเขาล่อให้พวกข้าออกไปเพื่อเตรียมสังหาร พวกข้าต่อสู้กันสุดชีวิตสภาพถึงเป็นเช่นนั้น” “แล้วพอจะรู้หรือไม่เพคะว่าพวกเขาเป็นคนของใคร?” “รู้สิ…เขาคือเสด็จอาของข้าเอง เจิ้งอ๋อง เจิ้งห่าวหราน ข้ารอเก็บหลักฐานให้มากพอ เพื่อที่จะจัดการเขา” เยว่ฉีได้ฟังก็นึกแปลกใจ ที่เขาเล่าให้นางฟังอย่างไม่ปิดบัง เขาไว้ใจนางมากถึงเพียงเชียวหรือ “เหตุใดพระองค์ถึงกล้าเล่าให้หม่อมฉันฟังล่ะเพคะ” “อืม…ข้าก็ไม่รู้ ข้ารู้สึกไว้ใจและคิดว่าเจ้าไม่หักหลังข้าอย่างแน่นอน แต่หักอกข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เขาเอ่ยพร้อมยกมือมาบีบแก้มของเยว่ฉีเล่นด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะละเมียดจูบนางอย่างอ่อนหวาน จากนั้นก็กดแท่งหยกเข้ามาทีเดียวมิดลำ เยว่ฉีเผลอครางออกมาด้วยความเสียวซ่าน “ใหญ่ถูกใจเจ้าหรือไม่” เอาเอ่ยถามพร้อมขยับเอาออกอย่างช้า ๆ พร้อมมองสีหน้าของเยว่ฉีอย่างพอใจ ยิ่งมองใบหน้าของนางเขาก็ยิ่งมีอารมณ์ เขาจึงเริ่มกระแทกกระทั้นหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ “เด็กน้อยพี่สาวขอแรง ๆ ได้หรือไม่?” “พี่สาวหากว่าลุกไม่ขึ้นอย่ามาโทษข้า” “พี่สาวจะโทษเจ้าหากว่า...เจ้ามัวแต่ชักช้า” เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก็อัดกระแทกร่างงามไม่ยั้ง เยว่ฉีไม่คิดจะกักเก็บเสียงตนเองอีกต่อไป ยามนี้นางครางออกมาอย่างรัญจวน ทำให้รุ่ยอ๋องยกยิ้มอย่างพอใจ ไม่คาดคิดจากตั้งใจที่อยากจะกลั่นแกล้งนาง กลับกลายเป็นลุ่มหลงจนโง่หัวไม่ขึ้นเช่นนี้บรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







