LOGIN“สั่งอาหารกันเลย”
แม่แฮคเอ่ยขึ้นลอยๆ แต่เหมือนเป็นคำสั่งให้ใครสักคนเรียกพนักงานเสิร์ฟ แน่นอนว่าคงไม่คาดหวังให้ฉันเป็นคนเรียกหรอก ฉันยังคงนั่งนิ่ง ปิดปากเงียบ มีแอบมองข้างๆ บ้าง ไถจอเล่นบ้างเป็นการฆ่าเวลา คือพยายามทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองเหมือนไร้ตัวตนบนโต๊ะอาหารที่สุด
“กินอะไร” แฮคถามหลังจากพนักงานมารอรับออร์เดอร์แล้ว ฉันยื่นหน้ามองเมนูเล่มเดียวกับเขา เพราะเมนูเล่มอื่นถูกยัยพัฟฟินอะไรนั่นกับแม่แฮคยึดเอาไว้หมด
“อืม... เอา”
“พัฟอยากทานอะไรสั่งเลยนะลูก”
ยังไม่ทันตอบ เสียงเอาใจใส่ของแม่แฮคก็ดังขึ้นแต่ไม่ได้พูดกับฉัน
“ค่ะ” พัฟฟินยิ้มรับ ใบหน้าดูอ่อนหวานเรียบร้อย น่าทะนุถนอม
แต่เมื่อกี้เหมือนจงใจพูดขัดกันเลยแฮะ ฉันเหลือบมองพัฟฟินกับแม่แฮคสลับกันไปมา พัฟฟินไม่สบตาฉันเลยสักครั้งผิดกับแม่แฮคที่เหมือนจะมองฉันด้วยสายตาทิ่มแทงอยู่เนืองๆ
ฉันอยากปฏิเสธแฮคว่าไม่หิว แต่รู้สึกเหมือนถ้าทำตัวมีประเด็นขึ้นมาจะยิ่งโดนเกลียด เลยตามน้ำสั่งไปแบบส่งๆ
ช่วงที่กำลังรออาหารมาเสิร์ฟ บรรยากาศบนโต๊ะเงียบกริบ ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง
พัฟฟินเล่นสมาร์ตโฟนเหมือนฉัน ต่างก็ตรงที่ยัยนั่นแทบไม่เงยหน้าเลย ผิดกับฉันที่ต้องคอยระแวดระวังสายตาแม่แฮคเป็นระยะ อึดอัดจะแย่อยู่แล้วเนี่ย
“แม่ไม่อยากพูดแบบนี้หรอกนะ ไม่อยากอารมณ์เสียก่อนทานข้าวเดี๋ยวอาหารไม่ย่อย แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วก็พูดไปเลยแล้วกัน ยังไงซะ รสชาติอาหารมื้อนี้ก็คงไม่ถูกปากแล้ว”
“....”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันทันทีที่เสียงแม่แฮคดังขึ้น
แต่ว่าคุณแม่จะจ้องหนูคนเดียวแบบนี้ไม่ได้นะคะ ช่วยกระจายรังสีอำมหิตนี่ไปให้คนอื่นบ้างเถอะ นี่เกร็งจนตะคริวจะขึ้นคออยู่แล้ว
“แฮคก็รู้ว่าแม่นัดมาทำไม ทำแบบนี้คิดจะหักหน้าแม่หรือยังไง”
“หักหน้ายังไง เขาเรียกเปิดเผยจริงใจต่างหาก” แฮคหลุดขำออกมาครั้งหนึ่ง โต้ตอบแม่ด้วยท่าทีสบายๆ ทั้งที่แม่เครียดจนหน้าจะเปลี่ยนเป็นสีเลือดอยู่แล้ว ส่วนยัยพัฟฟินก็สีหน้าซีดแล้วซีดอีก
“แฮค!”
“คุณน้าคะ” พัฟฟินรีบเรียกแม่แฮคที่กำลังจะปรอทแตกเอาไว้ ก่อนจะมองหน้าแฮคตรงๆ เป็นครั้งแรก “พัฟรู้ค่ะว่าพี่แฮคเป็นเสือผู้หญิง ที่พี่พาคู่ขามาด้วย พัฟไม่ตกใจเท่าไหร่หรอกค่ะ ยังไงซะ อีกเดี๋ยวพี่ก็คงเปลี่ยนคนควงอยู่ดี”
โห! ถึงฉันจะไม่ใช่คู่ขาแฮค แต่ว่าฟังแล้วมันจี๊ดที่อกยังไงไม่รู้ว่ะ ไหนจะสายตาที่มองเหยียดนั่นอีก ตอนนั้นฉันไม่น่าไปนึกเห็นใจเธอเลยจริงๆ
เอาไงดี จะตอบกลับยัยนั่นให้เจ็บแสบหรือเก็บงำความเงียบต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ดีล่ะ ระหว่างที่ฉันคิดไม่ตก เสียงเย้าหยอกของแฮคก็ดังตอบพัฟฟิน
“ใจกว้างดีนี่”
“ค่ะ พัฟไม่ใจแคบ แต่ว่าก็ไม่ได้ใจดีหรอกนะคะ”
“ฮ่าๆ”
แฮคหัวเราะชอบใจ ไม่รู้เขาพอใจเรื่องอะไร ตอนนั้นอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟทำให้บทสนทนาที่คาราคาซังจำต้องหยุดลงอย่างเสียไม่ได้
บรรยากาศบนโต๊ะกลับมาเงียบเชียบอีกครั้ง ได้ยินเสียงช้อนส้อมกระทบกับผิวจานเบาๆ เป็นระยะ กับเสียงชื่นชมรสชาติอาหารของแฮคเป็นช่วงๆ
“แม่ติดต่อโรงงานผ้าเอาไว้แล้วนะ จะไปวันไหนก็พาพัฟฟินไปด้วย น้องจะไปดูผ้ามาทำคอลเลคชั่นใหม่เหมือนกัน”
แม่แฮคเอ่ยขึ้น ไม่รู้จงใจพูดให้ฉันได้ยินหรือเปล่า อันที่จริงสองแม่ลูกจะไปคุยกันนอกรอบก็ได้ หรือไม่ก็พูดให้รับรู้ทั่วกัน แฮคจะได้ไม่หาเรื่องบ่ายเบี่ยง?
“ดูวันว่างอีกที”
แฮคพูดอย่างไม่ใส่ใจ ดูเหมือนความตั้งใจของแม่จะไม่เป็นผล เพราะลูกชายชอบทำอะไรตามใจตัวเอง
“เอาวันที่พี่แฮคสะดวกเลยค่ะ พัฟรอได้”
ทำไมรู้สึกว่ามีความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่ในคำว่า “รอได้” กันนะ จะสื่อว่ารอแฮคได้เสมอแบบงี้เหรอ
...อาการหนักแฮะ ไม่ใช่พัฟฟินนะ ฉันเนี่ยแหละ
ทำไมต้องมานั่งตีความคำพูดคนอื่นด้วยนะ ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลยสักนิด เฮ้อ อิ่มกันได้หรือยังเนี่ย เบื่อจะแย่แล้ว อยากกลับห้องนอน
“ได้ยินแล้วใช่มั้ย อย่าทำเสียงานล่ะ” แม่แฮคสำทับ
ส่วนแฮคนั้นแค่แค่นยิ้มไม่ตอบ เดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เฮ้อ~ สรุปว่าฉันมาทำอะไรที่นี่เนี่ย
ไม้กันหมา? หรืออะไร งงโว้ยยย
เคยเห็นแต่ในละคร ไม่นึกไม่ฝันว่าจะต้องมาเจอฉากแบบนี้กับตัวเอง
แต่ฉันยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดี ยังไม่อยากสรุป ไว้ค่อยถามแฮคหลังจากนี้แล้วกัน
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ร้องไห้อยู่บนเตียงในหอพักตัวเอง หอพักที่ฉันไม่ได้กลับมานานจนฝุ่นเกาะ เต็มไปด้วยร่องรอยรกร้าง และถูกทอดทิ้งผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... ความเสียใจยังไม่จางหาย แต่เพราะมีงานถ่ายแบบรออยู่ ฉันเลยต้องฉุดตัวเองขึ้นมา ยิ่งคิดว่าเป็นงานที่ทำให้ฉันกับแฮคมีปัญหากันก็ยิ่งรู้สึกหน่วงในอกและไม่อยากทำ ใจอยากยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่ารับผิดชอบมันค้ำคอฉันกล้ำกลืนเก็บกระเป๋ามาสนามบินตามนัด นอกจากมะนาวแล้วก็มีคนคุ้นหน้าอีกหลายคนแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางคนก็เป็นพริตตี้ นางแบบ แม้แต่ดาราก็มี... ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วแปลกใจนิดหน่อย โมเดลลิ่งไม่ได้บอกไว้ว่ามีนางแบบกี่คน และถึงจะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนเกรดพรีเมียมทั้งนั้น ขนาดฉันที่ว่าสวยแล้วพอมายืนเทียบกับคนอื่นนี่ถึงกับดอรปไปเลย ทุกคนงานดีหมด ฉันตะลึงไปเลยที่ถูกโมเดลลิ่งตามจีบอยู่หลายรอบเพื่อให้รับงานนี้ว่าแต่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำต้องใช้คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันกวาดตามองเพื่อนร่วมงานเงียบๆ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนกระทั่งถึงโรงแรมที่ภูเก็ตทีมงาน
แฮคเงียบงันทันทีที่ได้ยินเงื่อนไขของฉัน บรรยากาศหนักอึ้งตกลงรอบด้าน ฉันรู้สึกเหมือนโดนความเคร่งเครียดตรงหน้ากดทับขนาดหายใจยังลำบาก มองใบหน้าเฉยชาของแฮคนัยน์ตาสั่นไหว“เธอกำลังล้ำเส้น”เสียงเยือกเย็นดังออกมา ตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันถอยกลับไม่ได้“ฉันชอบนายแฮค ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรล้ำเส้น... แต่ แต่ฉันพยายามแล้ว ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ”ฉันสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าเยือกเย็นของแฮคนัยน์ตาพร่ามัว“เธอก็แค่อ่อนไหวเพราะอยู่ใกล้ฉันมากเกินไป”แฮคพูดออกมาได้ใจร้ายมาก“ฉัน”“ถ้ายังอยากอยู่ต่อ ก็หยุดความรู้สึกบ้าๆ ของเธอซะ”“ไม่เอา ความรู้สึกมันหยุดง่ายๆ ได้ที่ไหน ทำไม ทำไมฉันจะชอบนายไม่ได้ ที่ผ่านมาเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดนี่ ทำไมเราไม่ยกเลิกสัญญาบ้าบอนั่นแล้วมาลองคบกันจริงๆ ดูล่ะ อาจจะเวิร์กก็ได้นะ”ฉันร้อนรน พรั่งพรูทุกอย่างในใจออกมา ทว่าสายตาแฮคที่จ้องมองมากลับยิ่งห่างเหิน แฮคอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขาห่างไกลออกไปจนเอื้อมไม่ถึง“มันไม่มีทางเวิร์กจูน”“รู้ได้ไงว่าไม่เวิร์ก ยังไม่ได้ลอง...”ยังพูดไม่จบแฮคก็สวนขึ้นมาซะก่อนราวกับทนฟังฉั
หลายวันต่อมาวันนี้อาจารย์งดสอน ฉันเลยถือโอกาสเอางานที่ค้างมานั่งเคลียร์ในห้องคอมฯ แฮคเพราะบางงานต้องใช้เครื่องพิมพ์เอกสารแน่นอนว่าฉันต้องขอเขาก่อน แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะยอมให้ใช้เครื่องมั้ย ถ้าไม่ยอมฉันก็จะออกไปทำข้างนอก แต่เขาดันใจกว้าง แถมยังลงมาซื้อกระดาษที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเป็นเพื่อนฉันอีกความจริงร้านมีเดลิเวอรี่แต่ฉันอยากลงมาเลือกเอง ไม่คิดว่าแฮคจะตามมาด้วย“ที่จริงฝากซื้อก็ได้นะ” ฉันมองของในมือเขาสองสามอย่าง แล้วรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาอันมีค่าลงมาเดินที่ร้านสะดวกซื้อกับฉันเห็นว่ากำลังเร่งทำงานเขียนโปรแกรมของบริษัทหนึ่งให้เสร็จก่อนวันไปเชียงราย แล้วยังต้องวางแผนการแข่งรถรวมไปถึงรับผิดชอบงานปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพถนนที่จะไปแข่งอีก ไม่กี่วันมานี้แฮคดูงานรัดตัวกระทั่งไม่เวลามากอดฉันแต่กลับกันเขาใช้เวลาอยู่คอนโดมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮคโดนงานรุม แต่ทุกครั้งเขามักจะลอยไปลอยมา ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผี อาทิตย์หนึ่งมาค้างคอนโดนับครั้งได้ หนักกว่านั้นคือบางคืนแค่แวะมาเอากันแล้วก็ไปทว่าระยะหลังมานี้เขาก
“เดี๋ยวแฮค”ฉันกดแก่นกายแข็งกร้าวใต้น้ำเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จุดอ่อนไหว“หืม” แฮคซุกซอกคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่“ฉัน... ไม่อยากทำ” ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ“ทำเสร็จเดี๋ยวโอนค่าตัวให้”ราวกับมีมีดปักลงกลางหัวใจ ฉันส่ายหน้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแล้ว“ฉันไม่อยากได้เงิน”“อะไรอีก” ใบหน้าคมคายละจากต้นคอ จ้องมองฉัน สายตามีแววไม่สบอารมณ์นิดๆ แฝงอยู่“ฉัน...” ฉันหลุบตาลงจ้องระลอกผิวน้ำกระเพื่อมไหวรอบๆ ตัวขณะพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ“....”“ฉัน...” ไม่ได้อยากเป็นแค่แฟนจ้าง ความคิดในหัวแล่นไปไกล ทว่าน้ำเสียงกลับจุกตันอยู่แค่คอหอย เอ่ยสิ่งที่อยู่ข้างในใจไม่ออกสายตาดุดันของแฮคบีบคั้นเกินไป ทำให้ความกล้าของฉันที่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเหือดหายไปตอนนี้นอกจากจะเกลียดแฮคแล้ว ฉันยังเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาด...ไม่กล้าทำตัวชัดเจนเพราะกลัวจะเสียสถานะตรงหน้าไป“ไม่มีอะไร แค่ไม่มีอารมณ์” ฉันส่ายหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลักแฮคออกห่าง หันหน้าเข้าหาขอบสระกำลังจะปีนขึ้น แต่กลับถูกแฮครั้งเอวเอาไว้“แฮค...”แผ่นหลังฉันโดนดึงกลับไปแนบชิดกับลำตัวด้านหน้าของเขา ท่อนเนื้อแข็งกร้าวดุนดันก
เสียงออดที่ประตูห้องช่วยคลี่คลายบรรยากาศคุกรุ่นระหว่างเราทั้งคู่ แฮคไม่เสียเวลา เขาลุกขึ้นเดินออกไปดู สักพักก็กลับมาพร้อมจานสเต๊กในมือ“....”ฉันมองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่รู้สึกหิวสักนิด ยิ่งเจอคำพูดแฮคเข้าไปก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง โชคดีที่มีไวน์ให้ย้อมใจ“ขึ้นมากินก่อน” แฮควางจานเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาเรียก ท่าทางไม่ได้ตระหนักสักนิดว่าทำใจฉันเจ็บฉันมองแก้วไวน์ในมือที่หมดแล้วเงียบๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้บันไดลงสระ ปีนขึ้นไปช้าๆ โดยที่มืออีกข้างยังถือแก้วไวน์เอาไว้ร่างในชุดว่ายน้ำทูพีชสีขาวม้าลายขึ้นจากขอบสระได้ครึ่งตัว ผ้าคลุมสีขาวก็กางเอาไว้รอแล้วหัวใจพลันกระตุกไหว“....” ฉันไล่สายตามองมือที่จับผ้าคลุมขึ้นไป สบประสานกับแววตาคมเข้มของแฮค นึกถึงคำพูดเย็นชาของเขาก่อนหน้านี้แล้วรวดร้าวอยู่ในอก แอบซ่อนสายตาเจ็บปวดเอาไว้ ก้าวขึ้นจากสระ หันหลังสอดแขนสวมเสื้อคลุมที่แฮคเตรียมไว้ให้ รวบสายรัดเอวอย่างไม่ใส่ใจมองจานสเต๊กบนโต๊ะด้วยสายตาเฉยเมย“ฉันไม่หิว นายกินเถอะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว”“จูน เดี๋ยวก่อน...”แฮครวบแขนฉันเอาไว้ ไม่ยอมให้ผละไปง่ายๆ ฉันถอนหายใจหันกลับมามองแฮคด้วยสายตาเบื่อหน่าย“....”“รีบไปไหน กิน
นอกจากแวะไหว้พระขอพรแล้ว ฉันก็ขอให้แฮคพาไปจุดเช็กอินในบางแสนอีกหลายจุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาจึงไปได้แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น“กินมั้ย” ฉันถือข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ในมือ ข้างในเป็นข้าวเหนียวดำ เอาส้อมที่แถมมาด้วยจิ้มข้าวหลามออกมาแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากแฮคเขาเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งก็อ้าปากงับของกินที่ฉันยื่นให้“เป็นไง อร่อยมั้ย”“อือ พอกินได้”“ไม่ชอบเหรอ” สีหน้าเฉยเมยของแฮคทำฉันหม่นหมองไปชั่วขณะ“เฉยๆ”“แล้วแฮคชอบกินอะไร”สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เผลอ แค่จงใจ... จงใจให้ดูเหมือนว่ากำลังเผลอปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะเรียกกันด้วยชื่อเพื่อให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่พออยู่กันสองคนจะเรียก ‘ฉัน’ กับ ‘นาย’ แม้จะไม่ได้พูดคุยตกลงกันจริงจัง แต่ก็เหมือนจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ตายตัวระหว่างเราไปแล้ว“อะไรก็ได้ที่อร่อย” เขาตอบหลังจากทำหน้านึกอยู่พักหนึ่งแต่กลับระบุอาหารแบบเจาะจงไม่ได้“อืม...” ฉันลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สังเกตสีหน้าที่ยังคงปกติของแฮค ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเรื่องที่ฉันเรียกชื่อเขา... หรือเขาแค่แกล้งไม่สนใจกันแน่นะช่างเถอะ“แวะร้านตรงนั้นได้มั้ย” ฉันชี้ไปที่แผงขายเครื่องประดับเ







