LOGINยะหยา : เกิดอะไรขึ้น แกอยู่ไหน
เสียงเตือนข้อความดังขึ้นระหว่างทาง พอเปิดดูก็เห็นว่ายะหยาทักมาแต่ฉันไม่ได้ตอบ ปัดหน้าจอปิดแล้วเก็บเครื่องเข้ากระเป๋า มองแผงไหล่กว้างของคนตรงหน้า อดรนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
“นี่ ตกลงว่าเรื่องอะไร ฉันเดินตามนายมาสักพักแล้วนะ จะบอกได้หรือยัง”
“....” จู่ๆ แฮคก็หยุดเดินแล้วหันกลับมา
“...!!!” ฉันชะงักกึก เบรกเท้าแทบไม่ทัน เผลอสะดุดไปครึ่งจังหวะด้วยแต่ทรงตัวได้ไวก็เลยดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แม่ฉันอยู่ร้านข้างหน้านี่เอง”
“แม่? แม่นาย”
งงแล้วนะ แม่แฮคมาเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย... รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
“เธอต้องแกล้งเป็นเมียฉัน”
“ห๊า?”
“ไม่สิ ก็เป็นไปแล้วนี่ แค่บอกแม่ว่าเราคบกันก็พอ”
“หา!” ฉันเบิกตาค้าง ตอนแรกยังไม่แน่ใจว่าฟังผิดหรือเปล่า แต่ตอนนี้รู้สึกหน้าคันยิบๆ เหมือนโดนสาดด้วยน้ำเค็ม คำว่า “เมีย” จากปากแฮคมันระคายจิตใจคนฟังอย่างฉันมาก ถึงเราจะมีอะไรกัน แต่ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นเมียใครตอนนี้ ต่อให้จะเป็นแฮคก็เถอะ
“ซีเรียสอะไร ฉันไม่ได้จะเอาเธอมาเป็นเมียจริงๆ สักหน่อย แค่เล่นละครน่ะ อย่าคิดลึก”
สายตาที่บอกว่าห้ามเข้าใจผิดหรือคิดล้ำเส้นกับเขาเด็ดขาด เล่นเอาจุกเสียดเหมือนกรดไหลย้อนกำเริบ
ถึงฉันจะไม่มีความคิดอยากเป็นเมียเขาจริงๆ แต่ไอ้ท่าทางหลงตัวเองแบบนั้นมันก็น่าหมั่นไส้บอกไม่ถูก นี่ฉันเครียดจนลงกระเพาะแล้วนะ
ณ ร้านอาหารหรูในห้างฯ ดัง
แต่ละโต๊ะถูกจัดเอาไว้ห่างกัน มีฉากไม้กั้นอย่างลงตัว แค่เดินเข้ามาก็รับรู้ได้ถึงความเรียบหรูและบรรยากาศเงียบสงบผิดกับความวุ่นวายด้านนอกลิบลับ ไม่น่าเชื่อว่าในห้างจะมีร้านอาหารที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวแบบนี้อยู่ด้วย
“เล่นให้เนียนล่ะ”
แฮครั้งเอวฉันเข้าไปโอบ กดเสียงพูดกระซิบลอดไรฟันเหมือนกลัวใครจะได้ยินทั้งที่ไม่มีใครสนใจพวกเราสักคน
ฉันไม่ตอบอะไร แค่รู้สึกอึดอัดกับมือที่เกาะอยู่ตรงบั้นเอว ปัดออกอย่างไม่พอใจ
“จะโอบทำไม ไม่ต้องออกนอกหน้าก็ได้ ยิ่งพยายามมันก็ยิ่งไม่เนียน”
“เอาเถอะน่า”
เขาโอบเอวฉันกลับ แล้วกระตุกให้เดินไปด้วยกันทั้งแบบนั้น
บ้าบอจริงๆ นี่ฉันมาทำอะไรเนี่ย
ถึงจะรู้สึกขัดขืนอยู่ในทีแต่ก็ยอมให้แฮคโอบเอวเดินจนมาถึงโต๊ะเป้าหมาย มีผู้หญิงสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งดูมีอายุแต่ก็ยังดูดี ใบหน้าสวยเป๊ะ ที่สำคัญมีความละม้ายคล้ายแฮคอยู่บ้าง โดยเฉพาะนัยน์ตา...
ส่วนผู้หญิงอีกคน น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน ดูๆ ไปเหมือนจะเด็กกว่าฉันแค่ไม่กี่ปี
“แฮค? แม่บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้มาคนเดียว พาเพื่อนมาทำไม”
เป็นแม่แฮคจริงๆ ด้วยสินะ
...นัยน์ตาคมดุที่มีแววออกไปทางหวานนิดๆ เหมือนแม่เขานี่เอง เอ๊ยไม่สิ นี่ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้นซะที่ไหน ฉันเรียกสติตัวเอง แต่ก็ไม่รู้จะไปต่อยังไงเพราะยังไม่ทันทักทายอะไรสักคำ มาถึงก็โดนสายตากดดันข่มซะจนไม่กล้าเงยหน้าเลย
“ไม่ใช่เพื่อน แฟน” แฮคกระชับมือข้างที่โอบเอวฉันแน่นขึ้น ส่งสายตายิ้มหวานให้แม่ ทว่ากลับได้รับแววตาเขียวขุ่นกลับมาแทน
“เล่นอะไร นี่ไม่ใช่เวลา” แม่แฮคเสียงเฉียบ ก่อนจะชำเลืองหางตารังเกียจมาทางฉัน “นี่มันเวลาครอบครัว คนนอกไม่เกี่ยว”
ไล่กันซึ่งๆ หน้า ไม่คิดจะถนอมน้ำใจอะไรเลย
ทางนี้ก็ไม่อยากเกี่ยวเหมือนกัน แต่แฮคมันไม่ปล่อยมือจากเอวฉันเนี่ยสิ
“ช่างเถอะ ถ้าแม่ไม่สะดวกใจไว้วันหลังค่อยนัดกันใหม่ ไปเถอะ” แฮคพูดแบบไม่สะทกสะท้าน กระตุกแขนข้างที่โอบเอวเป็นเชิงเตือนให้ออกไป แต่ยังไม่ทันที่เราจะขยับตัว เสียงฉุนเฉียวของแม่ก็ดังขึ้น
“แฮค นี่แม่นะ... แกทำอะไรเห็นแก่หน้าแม่หน่อย”
แฮคถอนหายใจเฮือกยาวขณะที่แม่ของเขาหายใจฮึดฮัดเหมือนคนกำลังจะความดันขึ้น
“ก็มาให้แล้วนี่ไง แม่จะอะไรอีก”
“แม่ไม่ได้บอกให้พาคนอื่นมาด้วย”
แฮคยักไหล่ ท่าทางไม่สำนึกสักนิด มองไปที่ผู้หญิงอีกคนบนโต๊ะซึ่งเงียบมาตลอด ทว่าสีหน้ากลับไม่สู้ดีเท่าไหร่
“โทษทีนะพัฟฟิน ไม่ว่าอะไรใช่มั้ยที่พี่พาแฟนมาด้วย”
“คะ? เอ่อ... ไม่... จะว่าอะไรล่ะคะ พี่จะพาใครมาพัฟก็ไม่มีสิทธิ์ว่าหรอกค่ะ”
ทำไมเสียงพูดดูอ่อนกำลังแบบนั้นล่ะ แถมยังส่อแววน้อยใจอีกต่างหาก ขนาดฉันฟังแล้วยังรู้สึกสงสารยังไงก็ไม่รู้
พออีกคนไม่ว่าอะไร แฮคก็ชำเลืองสายตาไปทางแม่ตัวเอง
แม่แฮคชักสีหน้าไม่ชอบใจออกมา แต่กลับไม่ไล่ตะเพิดพวกเราอีก
ไม่สิ... จะว่าพวกเราก็ไม่ถูก ที่โดนไล่น่ะมีแค่ฉันต่างหาก
นั่นแหละ พอยัยพัฟฟินอะไรนั่นยอม คุณแม่แฮคก็อ่อนตาม ยอมให้นั่งร่วมโต๊ะกันสี่คน
ทว่าบรรยากาศกลับฝืดจนจะหายใจก็ยังรู้สึกว่ายากเย็นนัก
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ร้องไห้อยู่บนเตียงในหอพักตัวเอง หอพักที่ฉันไม่ได้กลับมานานจนฝุ่นเกาะ เต็มไปด้วยร่องรอยรกร้าง และถูกทอดทิ้งผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... ความเสียใจยังไม่จางหาย แต่เพราะมีงานถ่ายแบบรออยู่ ฉันเลยต้องฉุดตัวเองขึ้นมา ยิ่งคิดว่าเป็นงานที่ทำให้ฉันกับแฮคมีปัญหากันก็ยิ่งรู้สึกหน่วงในอกและไม่อยากทำ ใจอยากยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่ารับผิดชอบมันค้ำคอฉันกล้ำกลืนเก็บกระเป๋ามาสนามบินตามนัด นอกจากมะนาวแล้วก็มีคนคุ้นหน้าอีกหลายคนแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางคนก็เป็นพริตตี้ นางแบบ แม้แต่ดาราก็มี... ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วแปลกใจนิดหน่อย โมเดลลิ่งไม่ได้บอกไว้ว่ามีนางแบบกี่คน และถึงจะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนเกรดพรีเมียมทั้งนั้น ขนาดฉันที่ว่าสวยแล้วพอมายืนเทียบกับคนอื่นนี่ถึงกับดอรปไปเลย ทุกคนงานดีหมด ฉันตะลึงไปเลยที่ถูกโมเดลลิ่งตามจีบอยู่หลายรอบเพื่อให้รับงานนี้ว่าแต่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำต้องใช้คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันกวาดตามองเพื่อนร่วมงานเงียบๆ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนกระทั่งถึงโรงแรมที่ภูเก็ตทีมงาน
แฮคเงียบงันทันทีที่ได้ยินเงื่อนไขของฉัน บรรยากาศหนักอึ้งตกลงรอบด้าน ฉันรู้สึกเหมือนโดนความเคร่งเครียดตรงหน้ากดทับขนาดหายใจยังลำบาก มองใบหน้าเฉยชาของแฮคนัยน์ตาสั่นไหว“เธอกำลังล้ำเส้น”เสียงเยือกเย็นดังออกมา ตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันถอยกลับไม่ได้“ฉันชอบนายแฮค ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรล้ำเส้น... แต่ แต่ฉันพยายามแล้ว ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ”ฉันสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าเยือกเย็นของแฮคนัยน์ตาพร่ามัว“เธอก็แค่อ่อนไหวเพราะอยู่ใกล้ฉันมากเกินไป”แฮคพูดออกมาได้ใจร้ายมาก“ฉัน”“ถ้ายังอยากอยู่ต่อ ก็หยุดความรู้สึกบ้าๆ ของเธอซะ”“ไม่เอา ความรู้สึกมันหยุดง่ายๆ ได้ที่ไหน ทำไม ทำไมฉันจะชอบนายไม่ได้ ที่ผ่านมาเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดนี่ ทำไมเราไม่ยกเลิกสัญญาบ้าบอนั่นแล้วมาลองคบกันจริงๆ ดูล่ะ อาจจะเวิร์กก็ได้นะ”ฉันร้อนรน พรั่งพรูทุกอย่างในใจออกมา ทว่าสายตาแฮคที่จ้องมองมากลับยิ่งห่างเหิน แฮคอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขาห่างไกลออกไปจนเอื้อมไม่ถึง“มันไม่มีทางเวิร์กจูน”“รู้ได้ไงว่าไม่เวิร์ก ยังไม่ได้ลอง...”ยังพูดไม่จบแฮคก็สวนขึ้นมาซะก่อนราวกับทนฟังฉั
หลายวันต่อมาวันนี้อาจารย์งดสอน ฉันเลยถือโอกาสเอางานที่ค้างมานั่งเคลียร์ในห้องคอมฯ แฮคเพราะบางงานต้องใช้เครื่องพิมพ์เอกสารแน่นอนว่าฉันต้องขอเขาก่อน แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะยอมให้ใช้เครื่องมั้ย ถ้าไม่ยอมฉันก็จะออกไปทำข้างนอก แต่เขาดันใจกว้าง แถมยังลงมาซื้อกระดาษที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเป็นเพื่อนฉันอีกความจริงร้านมีเดลิเวอรี่แต่ฉันอยากลงมาเลือกเอง ไม่คิดว่าแฮคจะตามมาด้วย“ที่จริงฝากซื้อก็ได้นะ” ฉันมองของในมือเขาสองสามอย่าง แล้วรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาอันมีค่าลงมาเดินที่ร้านสะดวกซื้อกับฉันเห็นว่ากำลังเร่งทำงานเขียนโปรแกรมของบริษัทหนึ่งให้เสร็จก่อนวันไปเชียงราย แล้วยังต้องวางแผนการแข่งรถรวมไปถึงรับผิดชอบงานปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพถนนที่จะไปแข่งอีก ไม่กี่วันมานี้แฮคดูงานรัดตัวกระทั่งไม่เวลามากอดฉันแต่กลับกันเขาใช้เวลาอยู่คอนโดมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮคโดนงานรุม แต่ทุกครั้งเขามักจะลอยไปลอยมา ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผี อาทิตย์หนึ่งมาค้างคอนโดนับครั้งได้ หนักกว่านั้นคือบางคืนแค่แวะมาเอากันแล้วก็ไปทว่าระยะหลังมานี้เขาก
“เดี๋ยวแฮค”ฉันกดแก่นกายแข็งกร้าวใต้น้ำเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จุดอ่อนไหว“หืม” แฮคซุกซอกคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่“ฉัน... ไม่อยากทำ” ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ“ทำเสร็จเดี๋ยวโอนค่าตัวให้”ราวกับมีมีดปักลงกลางหัวใจ ฉันส่ายหน้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแล้ว“ฉันไม่อยากได้เงิน”“อะไรอีก” ใบหน้าคมคายละจากต้นคอ จ้องมองฉัน สายตามีแววไม่สบอารมณ์นิดๆ แฝงอยู่“ฉัน...” ฉันหลุบตาลงจ้องระลอกผิวน้ำกระเพื่อมไหวรอบๆ ตัวขณะพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ“....”“ฉัน...” ไม่ได้อยากเป็นแค่แฟนจ้าง ความคิดในหัวแล่นไปไกล ทว่าน้ำเสียงกลับจุกตันอยู่แค่คอหอย เอ่ยสิ่งที่อยู่ข้างในใจไม่ออกสายตาดุดันของแฮคบีบคั้นเกินไป ทำให้ความกล้าของฉันที่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเหือดหายไปตอนนี้นอกจากจะเกลียดแฮคแล้ว ฉันยังเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาด...ไม่กล้าทำตัวชัดเจนเพราะกลัวจะเสียสถานะตรงหน้าไป“ไม่มีอะไร แค่ไม่มีอารมณ์” ฉันส่ายหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลักแฮคออกห่าง หันหน้าเข้าหาขอบสระกำลังจะปีนขึ้น แต่กลับถูกแฮครั้งเอวเอาไว้“แฮค...”แผ่นหลังฉันโดนดึงกลับไปแนบชิดกับลำตัวด้านหน้าของเขา ท่อนเนื้อแข็งกร้าวดุนดันก
เสียงออดที่ประตูห้องช่วยคลี่คลายบรรยากาศคุกรุ่นระหว่างเราทั้งคู่ แฮคไม่เสียเวลา เขาลุกขึ้นเดินออกไปดู สักพักก็กลับมาพร้อมจานสเต๊กในมือ“....”ฉันมองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่รู้สึกหิวสักนิด ยิ่งเจอคำพูดแฮคเข้าไปก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง โชคดีที่มีไวน์ให้ย้อมใจ“ขึ้นมากินก่อน” แฮควางจานเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาเรียก ท่าทางไม่ได้ตระหนักสักนิดว่าทำใจฉันเจ็บฉันมองแก้วไวน์ในมือที่หมดแล้วเงียบๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้บันไดลงสระ ปีนขึ้นไปช้าๆ โดยที่มืออีกข้างยังถือแก้วไวน์เอาไว้ร่างในชุดว่ายน้ำทูพีชสีขาวม้าลายขึ้นจากขอบสระได้ครึ่งตัว ผ้าคลุมสีขาวก็กางเอาไว้รอแล้วหัวใจพลันกระตุกไหว“....” ฉันไล่สายตามองมือที่จับผ้าคลุมขึ้นไป สบประสานกับแววตาคมเข้มของแฮค นึกถึงคำพูดเย็นชาของเขาก่อนหน้านี้แล้วรวดร้าวอยู่ในอก แอบซ่อนสายตาเจ็บปวดเอาไว้ ก้าวขึ้นจากสระ หันหลังสอดแขนสวมเสื้อคลุมที่แฮคเตรียมไว้ให้ รวบสายรัดเอวอย่างไม่ใส่ใจมองจานสเต๊กบนโต๊ะด้วยสายตาเฉยเมย“ฉันไม่หิว นายกินเถอะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว”“จูน เดี๋ยวก่อน...”แฮครวบแขนฉันเอาไว้ ไม่ยอมให้ผละไปง่ายๆ ฉันถอนหายใจหันกลับมามองแฮคด้วยสายตาเบื่อหน่าย“....”“รีบไปไหน กิน
นอกจากแวะไหว้พระขอพรแล้ว ฉันก็ขอให้แฮคพาไปจุดเช็กอินในบางแสนอีกหลายจุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาจึงไปได้แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น“กินมั้ย” ฉันถือข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ในมือ ข้างในเป็นข้าวเหนียวดำ เอาส้อมที่แถมมาด้วยจิ้มข้าวหลามออกมาแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากแฮคเขาเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งก็อ้าปากงับของกินที่ฉันยื่นให้“เป็นไง อร่อยมั้ย”“อือ พอกินได้”“ไม่ชอบเหรอ” สีหน้าเฉยเมยของแฮคทำฉันหม่นหมองไปชั่วขณะ“เฉยๆ”“แล้วแฮคชอบกินอะไร”สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เผลอ แค่จงใจ... จงใจให้ดูเหมือนว่ากำลังเผลอปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะเรียกกันด้วยชื่อเพื่อให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่พออยู่กันสองคนจะเรียก ‘ฉัน’ กับ ‘นาย’ แม้จะไม่ได้พูดคุยตกลงกันจริงจัง แต่ก็เหมือนจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ตายตัวระหว่างเราไปแล้ว“อะไรก็ได้ที่อร่อย” เขาตอบหลังจากทำหน้านึกอยู่พักหนึ่งแต่กลับระบุอาหารแบบเจาะจงไม่ได้“อืม...” ฉันลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สังเกตสีหน้าที่ยังคงปกติของแฮค ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเรื่องที่ฉันเรียกชื่อเขา... หรือเขาแค่แกล้งไม่สนใจกันแน่นะช่างเถอะ“แวะร้านตรงนั้นได้มั้ย” ฉันชี้ไปที่แผงขายเครื่องประดับเ







