เข้าสู่ระบบ
เฟิงเหยา นักฆ่าสาวผู้ใช้ชีวิตเร้นกายอยู่ในเงามืดและวงการสีเทา นางถูกชุบเลี้ยงโดยองค์กรนักฆ่าอันดับหนึ่ง ทุกภารกิจที่ได้รับไม่เคยมีคำว่าพลาด จนได้รับฉายาว่า ‘นักฆ่าหน้าหยก’ ผู้มีใบหน้างดงามทว่าแฝงเร้นไปด้วยอันตรายถึงชีวิต
ตลอดเวลาที่อยู่ในองค์กร นางไม่เคยได้รับสัมผัสของอิสระ ทุกลมหายใจต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และระเบียบวินัยอันเคร่งครัด รอยยิ้มไม่เคยปรากฏบนใบหน้าที่เย็นชานั้น
ทว่าวันหนึ่งรอยยิ้มกลับผุดขึ้นเพียงเพราะเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อเด็กหญิงผู้นั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในภารกิจที่นางต้องสังหาร
ที่ผ่านมาเฟิงเหยาลงมือปลิดชีพเพียงผู้ใหญ่ใจทมิฬ นางจึงไม่อาจหักใจลงมือกับเด็กบริสุทธิ์ได้ ทางเดียวที่จะช่วยเด็กน้อยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชและได้รับอิสระที่ถวิลหา คือนางต้องล้มล้างองค์กรแห่งนี้ลงเสีย
นางทำมันสำเร็จ เฟิงเหยาใช้ระเบิดทำลายล้างกวาดล้างองค์กรและเหล่านักฆ่าจนสิ้นซาก ทว่าในห้วงสุดท้าย นางกลับถูกกระสุนสาดเข้าร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส แม้จะช่วยชีวิตเด็กน้อยไว้ได้และคว้าอิสระมาไว้ในมือได้สำเร็จ แต่นั่นกลับเป็นอิสระครั้งสุดท้ายที่นางต้องแลกมาด้วยการลาจากโลกใบนี้ไปชั่วนิรันดร์
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าก่อนที่นางจะสิ้นลม ดวงตาหม่นแสงทอดมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มีดวงดาวส่องประกายพราวพราย
ทันใดนั้นดาวตกดวงหนึ่งก็พาดผ่าน เฟิงเหยาจึงหลับตาลงอธิษฐานในใจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของนางจะหมดสิ้นลง
เฟิงเหยาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางกวาดสายตามองไปรอบกายในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เพดานไม้เก่าคร่ำคร่าคล้ายจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ กลิ่นเหม็นอับฉุนจมูกภายในห้องทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความรำคาญใจ
ที่นี่มันที่ไหนกัน?
ความเจ็บปวดที่รุมเร้าตามร่างกายทำให้นางตระหนักว่า นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากกระสุนปืน แต่มันคือความระบมจากการถูกทุบตีอย่างทารุณ เฟิงเหยาหลับตาลงอย่างสับสน หรือว่านางตกนรกมาแล้ว? แต่หากตายไปแล้ว เหตุใดจึงยังรู้สึกเจ็บปวดถึงเพียงนี้?
ในระหว่างที่นางกำลังสับสน ความทรงจำของใครบางคนก็พุ่งเข้าจู่โจมในห้วงสำนึก มันคือเรื่องราวชีวิตของสตรีผู้หนึ่งที่รันทดและหดหู่จนถึงที่สุด สตรีในความทรงจำนั้นมีชื่อว่า ‘จูเฟิงเหยา’
จูเฟิงเหยาคือบุตรสาวคนโตของตระกูลจู ตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่งแห่งแคว้นเยียน แต่นางกลับถูกปฏิบัติราวกับบ่าวไพร่ในจวน
เมื่อมารดาผู้เป็นฮูหยินเอกล้มป่วยเพราะถูกวางยา ฮูหยินรองก็เข้ายึดอำนาจทันที โดยที่ผู้เป็นบิดาเห็นดีเห็นงามด้วย เพราะเดิมทีเขาก็มิได้มีใจรักใคร่มารดาของจูเฟิงเหยาอยู่แล้ว
เขาแต่งงานกับนางเพียงเพราะการจับคู่ของสองตระกูลเพื่อสานสัมพันธ์ทางอำนาจ หัวใจของเขามิเคยมีนางอยู่เลยแม้แต่น้อย คนที่เขาเทิดทูนมีเพียงฮูหยินรองเท่านั้น และเมื่อฮูหยินรองทะเยอทะยานอยากจะขึ้นเป็นฮูหยินเอกเพื่อครอบครองอำนาจในจวนตระกูลจูทุกอย่าง
แผนการโฉดชั่วจึงเริ่มขึ้น ฮูหยินรองวางยาพิษฮูหยินเอกจนล้มป่วยปางตาย จากนั้นก็เข้ายึดอำนาจทุกอย่างภายในจวน
ส่วนจูเฟิงเหยาที่ร่างกายอ่อนแอออดๆ แอดๆ มาตั้งแต่กำเนิด ยิ่งกลายเป็นเป้านิ่งให้นางระบายโทสะ ทั้งถูกทุบตีทารุณและถูกนำมาจองจำไว้ที่เรือนร้างท้ายจวนที่ทรุดโทรมจนแทบกันลมกันฝนไม่ได้
นางถูกปล่อยให้อดข้าวอดน้ำอย่างโหดเหี้ยม โดยที่มารดามิอาจยื่นมือมาช่วยได้เลยเพราะก็นอนป่วยไร้สติอยู่เช่นกัน
เฟิงเหยาลืมตาขึ้น ความทรงจำอันขมขื่นเหล่านี้ไหลบ่าเข้ามาในหัว นางตระหนักได้ทันทีว่าตนเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสตรีที่ชื่อเดียวกับนาง ชีวิตใหม่ที่นางเคยเฝ้าใฝ่หาก่อนตายสวรรค์ได้มอบให้แล้ว แต่เหตุใดจึงส่งนางมาอยู่ในร่างที่แสนรันทดน่าเวทนาเช่นนี้!
ดวงตาหงส์ฉายแววเย็นชาดุจน้ำแข็งค้าง นางมิใช่นางเอกผู้อ่อนแออย่างจูเฟิงเหยาคนเก่า แต่นางคือนางร้ายผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร
ในเมื่อสวรรค์รับฟังคำขอสุดท้ายก่อนตาย มอบชีวิตใหม่ให้นางแล้ว แม้มันจะไม่เป็นดั่งที่หวัง แต่นางก็หาใช่คนที่เอาแต่ตัดพ้อโชคชะตา ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ต่อไปนี้ก็อย่าหวังว่าสุนัขตัวใดจะมารังแกนางและมารดาของร่างนี้ได้อีก!
เฟิงเหยาพยายามลุกขึ้น ทันใดนั้นเสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นที่ข้อเท้า นางก้มลงมองด้วยสายตาคมกริบ ข้อเท้าของนางถูกล่ามไว้กับโซ่ตรวน!
นี่มันคือการจงใจทรมานให้ตายชัดๆ ร่างกายนี้อาจจะอ่อนแอจนแทบสิ้นใจ แต่ใช่ว่าดวงวิญญาณของนางจะอ่อนแอตามไปเสียเมื่อไหร่!
ในเมื่อนางมาอยู่ในในร่างนี้แล้ว ความสามารถและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าจากโลกก่อนก็เริ่มผสานเข้ากับร่างกาย แม้ร่างนี้จะซูบผอมและบอบบางเพียงใด ทว่าพละกำลังที่เอ่อล้นออกมากลับแข็งแกร่งขึ้นจนน่าตกใจ
เฟิงเหยาดึงปิ่นปักผมไม้ธรรมดาๆ บนศีรษะออกมา นางสอดมันเข้าไปในรูพวงกุญแจที่ล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้า แม้จะเป็นเพียงปิ่นไม้ไร้ราคา แต่มันจะมีผลอันใดในเมื่อนางคือ ‘นักฆ่าอันดับหนึ่งขององค์กร’ เรื่องขี้ผงเพียงเท่านี้ง่ายดายสำหรับนางยิ่งนัก เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงกลไกก็ดัง
แก๊ก! โซ่ตรวนที่เคยพันธนาการนางก็หลุดออกจากกันอย่างง่ายดาย
ร่างบางลุกขึ้นยืนเหยียดตรง ก่อนจะเดินไปกระชากประตูเรือนร้างให้เปิดออก ดวงตาหงส์ส่องประกายเย็นชาและดุดัน นับจากนี้ไปนางร้ายอย่างนางจะเริ่มต้นบัญชีแค้น ทวงคืนทุกอย่างที่ร่างนี้เคยสูญเสียไป!
“คุณหนูใหญ่! ออกมาได้อย่างไรกัน!”
สาวใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าเรือนแห่งนี้อุทานด้วยความตกใจ ร่างกายของนางสั่นเทิ้มเมื่อเห็นคุณหนูใหญ่เดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย ทั้งที่ควรจะถูกล่ามโซ่อยู่ด้านในมิใช่หรือ?
เฟิงเหยาปลายตามองด้วยหางตา นางมิได้เอ่ยคำใด ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้สาวใช้ผู้นั้นถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เฟิงเหยาเดินก้าวข้ามธรณีประตูโดยไม่แยแส แต่ทว่าสาวใช้ใจกล้ากลับวิ่งมาขวางทางนางไว้
“คุณหนูใหญ่จะไปไหน! กลับเข้าไปเดี๋ยวนี้ หากฮูหยินรองรู้เข้า ท่านจะถูกเฆี่ยนตีจนตายนะ!”
อึก!
ฝ่ามือเรียวบางพุ่งเข้าบีบคอสาวใช้ผู้นั้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองทัน เฟิงเหยาออกแรงยกตัวสาวใช้ขึ้นจนเท้าลอยเหนือพื้น ดวงตาของนางแข็งกร้าวราวกับมัจจุราชที่พร้อมจะพรากวิญญาณ
“ประเดี๋ยวฮูหยินรองของเจ้าจะได้รู้ ว่าใครกันแน่ที่จะถูกเฆี่ยน”
สิ้นคำ เฟิงเหยาก็เหวี่ยงร่างของสาวใช้ผู้นั้นออกไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่เสียงดัง อั๊ก! ร่างนั้นร่วงลงมากองกับพื้นและสลบไสลไปในทันที
นางไม่แม้แต่จะปรายตามองสาวใช้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่กลับก้าวเดินต่อไปยังทิศทางของเรือนหลักด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
สิบปีผ่านไป...เมืองกว่างโจวไม่ได้เป็นเพียงเมืองชายแดนที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กลายเป็น ศูนย์กลางการค้าแถบชายทะเลที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเยียนไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้ขยายกิ่งก้านสาขาจนสุดลูกหูลูกตา ใบชาจากที่นี่ถูกขนานนามว่าชาหยกสวรรค์ซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ทรงขาดไม่ได้ในทุกเช้าณ ศาลารับรองไม้หอมหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของไร่ชา เฟิงเหยาในวัยที่ดูสง่างามและมีราศีของฮูหยินชั้นเอก กำลังนั่งจิบชาอยู่กับลี้จิงซู่ ท่านแม่ของนางที่บัดนี้มีใบหน้าที่เปี่ยมสุขและดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากนัก เพราะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะฮูหยินของเจ้าสำนักกระบี่ชิงเถียน“เฟิงเหยา ดูลูกๆ ของเจ้าสิ” ลี้จิงซู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะมองลงไปที่ลานฝึกด้านล่างอาเฉินในวัยสิบสามปี กำลังร่ายรำกระบี่ที่มีท่วงท่าดุดันของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผสมผสานกับความพลิ้วไหวของสำนักกระบี่ชิงเถียนอย่างลงตัว โดยมีอี้ซ่งเจียงท่านตาคอยชี้แนะอย่างใกล้ชิดส่วนหลี่เฟิงมี่แฝดผู้น้อง นางไม่ได้เพียงแค่ฝึกวรยุทธ์ แต่กลับนั่งอยู่ท่ามกลางตำราบัญชีและแบบแปลนกลไก ที่เฟิงเหยาแอบถ่ายทอดความรู้จากโลกอนาคตให้กับบุตรสาวเด็กหญิงตัว
ณ สวนดอกไม้ภายในจวนแม่ทัพที่กว้างขวาง หลี่มู่เฉินในชุดลำลองสีเข้มดูสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อน เขากำลังยืนมองดูทุ่งดอกไม้ที่เฟิงเหยาเป็นคนลงมือปลูกด้วยตัวเอง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ลึกซึ้ง“ท่านพี่ มายืนทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ? ลมเริ่มเย็นแล้ว ประเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเอาได้” เสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสื้อคลุมที่วางลงบนไหล่หนาของเขาหลี่มู่เฉินหันกลับมาคว้าเอวบางของเฟิงเหยาเข้ามากอดไว้ด้วยความรักใคร่ ใบหน้าของนางยังคงงดงามหมดจด ทว่าแววตาดูสงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยความสุขมากขึ้น“ข้าเพียงแค่กำลังคิดว่า ชีวิตข้าช่างโชคดียิ่งนักที่มีเจ้าเข้ามาในชีวิต” หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มลงจูบบนหน้าผากมนของนางเฟิงเหยาก็กำลังคิดว่านางก็ช่างโชคดีเหมือนกัน จากนักฆ่าที่มือเปื้อนเลือด มีเพียงความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อน แต่เพราะมีครอบครัวตระกูลลี้และมีสามีผู้นี้ นางถึงได้รู้ว่าการมี ครอบครัวที่สมบูรณ์นั้นล้ำค่าเพียงใดเฟิงเหยาพิงซบลงบนอกแกร่งของหลี่มู่เฉิน พลางมองไปยังตราพยัคฆ์ที่ห้อยอยู่ที่เอวของนาง บัดนี้อำนาจของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่นางเคยขอไว้ ได้กลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่งานมงคลของเฟิงเหยาและแม่ทัพหลี่กำลังถูกกล่าวขานไปทั่วแคว้นเยียน ความรักอีกสองสายก็เริ่มถักทอขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งจื้อเผิงและลี้หมิงเหว่ยเองก็กำลังมีความรักเช่นกันสายลมทะเลพัดโชยมาอ่อนๆ หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นเค็มจางๆ มากระทบกับยอดใบชาสีเขียวขจีที่กำลังชูช่อรับกับแสงตะวัน ไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้แห่งนี้บัดนี้กำลังเขียวชอุ่มพร้อมเก็บเกี่ยว เป็นผลงานของความใส่ใจในการปลูกชาของจื้อเผิง ที่บัดนี้เขาได้เติบโตเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีความสุขุมลุ่มลึกขึ้นแล้วขณะที่เขากำลังตรวจดูความเรียบร้อยของไร่ชาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหาร“คุณชายจื้อเผิง ท่านพักทานข้าวเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำหมี่ผัดสูตรพื้นเมืองมาฝาก”จื้อเผิงหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบกับอาเหมยบุตรสาวของหัวหน้าชาวบ้านที่เขามักจะจ้างวานมาช่วยงานในไร่อยู่เสมอนางสวมชุดพื้นเมืองเรียบง่ายธรรมดา ทว่าความซื่อสัตย์และรอยยิ้มที่จริงใจกลับทำให้นางดูงดงามยิ่งกว่าสตรีสูงศักดิ์ที่เขาเคยพบเจอ“ลำบากเจ้าแล้วอาเหมย ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องนำอาหารมาให้ทุกวันก็ได้”จื้อเผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่านัย
เฟิงเหยาไม่เพียงแต่ตั้งรับสัมผัสจากเขาเท่านั้น แต่นางยังใช้ความคล่องแคล่วว่องไวรั้งสายรัดเอวและอาภรณ์ของเขา ให้หลุดพ้นจากกายแกร่ง ผิวเนื้ออุ่นร้อนที่เบียดเสียดกันทำให้อุณหภูมิในห้องหอทวีความร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟที่สว่างไสวบนท้องฟ้าเมื่อครู่มือหนาเลื่อนขึ้นมากอบกุมทรวงอกอิ่มที่ซ่อนรูปเกินตัวพลางบีบเคล้นด้วยความเสน่หา ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วลำคอระหง ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมายังยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อ เขาอ้าปากครอบครองยอดปทุมถันพลางดูดดึงหยอกเย้าจนนางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อื้อ...” เสียงครางในลำคอของเฟิงเหยาดังขึ้นอย่างลืมตัวยิ่งกระตุ้นอารมณ์ร้อนแรงภายในกายของแม่ทัพหนุ่มให้ลุกโชนขึ้นอีก นิ้วมือหยาบกร้านจากการตรากตรำจับอาวุธเลื่อนต่ำลงสู่กึ่งกลางกายสาว เขาสอดแทรกนิ้วมือผ่านกลีบบุปผางามที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นไหมนุ่มละมุนความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดเข้ามาในคราแรก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเสียวซ่านล้ำลึกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเมื่อเขาเห็นว่านางพร้อมแล้ว จึงจับตัวตนอันแข็งแกร่งบดเบียดเข้ากับใจกลางกายสาว ความยิ่งใหญ่ที่เกินกว่ามาตรฐานบุรุษทั่วไปทำให้นักฆ่าสาวอย่างเฟิงเหยาถึงกับดวงตาเบิกกว้างแม้ในอดี
ในที่สุดวันที่ชาวเมืองกว่างโจวต่างรอคอยก็มาถึง วันมงคลสมรสระหว่างแม่ทัพหลี่แห่งกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬ หลี่มู่เฉินและฮูหยินเอกลี้เฟิงเหยา บรรยากาศทั่วทั้งเมืองกว่างโจวถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงมงคล และผ้าไหมเนื้อดีทอดยาวตั้งแต่หน้าจวนตระกูลลี้ไปจนถึงจวนแม่ทัพเฟิงเหยาในชุดเจ้าสาวสีแดง ปักลวดลายหงส์เหินด้วยด้ายทองคำแท้ดูงดงามราวกับเทพธิดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์ นางนั่งรออยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวโดยพวงแก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อนั้นกลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มของผู้ที่มีความสุขในค่ำคืนนี้เอาไว้ภายในงานเลี้ยงสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเมืองกว่างโจว แขกเหรื่อทั้งขุนนางชั้นสูงและชาวบ้านต่างต้องตะลึงกับเมนูอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ เฟิงเหยาแอบนำเครื่องปรุงจากในมิติออกมาปรุงอาหาร ร่วมกับกุ้งมังกรและปลาหายากจากทะเลกว่างโจวรสชาติของอาหารทุกจานหอมหวนและรสสัมผัสล้ำลึกจากฝีมือของจื้อเผิง จนทุกคนที่ได้ลิ้มลองต่างอุทานกันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คืออาหารจากสรวงสวรรค์โดยแท้จื้อเผิงในฐานะน้องชายของเจ้าสาว เดินแจกจ่ายชามงคลที่เขาคัดยอดใบชาที่ดีที่สุดจากไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้ ซึ่งเฟิงเหยาใช้ปุ๋ยจากมิติเร่งก
“เจ้าอยากคุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของข้าอย่างนั้นหรือ?” หลี่มู่เฉินถามย้ำด้วยความแปลกใจ“ใช่เจ้าค่ะ” เฟิงเหยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย“ในเมื่อท่านเป็นแม่ทัพที่ถูกกล่าวขานว่าปีศาจ ข้าก็จะเป็นราชินีแห่งกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเอง ในภายภาคหน้าหากท่านต้องออกศึกที่เปิดเผย ข้าจะเป็นเงาที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ท่านเอง ท่านกล้าให้ข้าหรือไม่?”หลี่มู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความหลงใหลและนับถือในความใจกล้าของนาง เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะดึงนางเข้ามาจูบที่หน้าผากอย่างหนักแน่น จนเฟิงเหยาดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ“มีสิ่งใดที่ข้าไม่กล้าให้เจ้าบ้าง ในเมื่อเจ้ากล้าขอ ข้าก็จะมอบตราพยัคฆ์ทมิฬให้เจ้าคืนนี้เลย แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว”เขากระซิบชิดริมฝีปากของนาง “กองทัพนั้นเป็นของเจ้า แต่ตัวเจ้าต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ตกลงหรือไม่?”เฟิงเหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของนางช่างใสกระจ่างทว่าแฝงไปด้วยบางอย่าง นางมองลึกเข้าไปในดวงตาคมดุจเหยี่ยวของหลี่มู่เฉิน“ท่านแม่ทัพดูทำหน้าเข้าสิเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นเบาๆ“ข้าเพียงอยากรู้ว่า สำหรับท่านแม่ทัพตัวร้ายอย่างท่านแล้ว อำนาจกับสตรีเช่นข้า สิ่งใดจ







