LOGINเฟิงเหยามุ่งหน้าตรงไปยังเรือนของมารดา ตระกูลบัดซบที่จิตใจโสมมเช่นนี้ใครจะอยากอยู่กัน! นางตั้งมั่นในใจว่าจะต้องพามารดาของร่างนี้ออกไปใช้ชีวิตที่สงบสุขกว่านี้ให้ได้
“คุณหนูใหญ่ท่านเข้ามาที่นี่ไม่ได้!”
บ่าวรับใช้หลายคนพุ่งเข้ามาหมายจะขวางทาง ทว่าเฟิงเหยามิได้หยุดชะงัก นางวาดเท้าถีบออกไปอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจนร่างเหล่านั้นกระเด็นพ้นทาง นางเป็นพวกไม่ชอบเอ่ยปากให้เสียเวลา ในเมื่อกล้าขวางก็แค่ต้องกำจัดทิ้ง!
เมื่อก้าวเข้ามาถึงภายในห้อง ภาพของฮูหยินเอกที่นอนซูบผอมไร้สติอยู่บนเตียงทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ น้ำตาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวความรู้สึกที่หลงเหลือของเจ้าของร่างเดิม
มิใช่ความรู้สึกของนักฆ่าอย่างนาง เฟิงเหยาข่มอารมณ์นั้นไว้ก่อนจะเดินเข้าไปจับชีพจรดู ซึ่งมันแผ่วเบาจนน่าใจหาย
“จูเฟิงเหยา! เจ้าคิดจะทำบ้าอะไร?”
เสียงแหลมสูงของฮูหยินรองดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของนางและบุตรสาว เฟิงเหยาหันไปจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาและว่างเปล่า นางไม่ได้หลบสายตาหรือแสดงอาการหวาดกลัวดั่งเช่นแต่ก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่สองแม่ลูกและเหล่าข้ารับใช้เป็นอย่างมาก
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้ห้องที่อับชื้นอยู่แล้วกลับเย็นเยียบขึ้นไปอีก เฟิงเหยาจ้องมองฮูหยินรองด้วยสายตากดดันโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะหันกลับไปสนใจอาการของมารดาต่ออย่างเมินเฉย
“เจ้าเห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอหรือไร คิดว่าตนเองยังมีอำนาจล้นฟ้าเหมือนเมื่อก่อนงั้นหรือ?”
ฮูหยินรองตวาดซ้ำด้วยความโมโหที่ถูกเมิน นางส่งสัญญาณให้บรรดาสาวใช้ปรี่เข้าไปลากตัวเฟิงเหยาออกมาโดยเร็วที่สุด แผนการกำจัดเสี้ยนหนามที่ใกล้จะสำเร็จอยู่รอมร่อนี้ นางจะไม่ยอมให้เด็กเมื่อวานซืนคนนี้มาทำให้พังลงเด็ดขาด!
เฟิงเหยาที่กำลังจะพยุงฮูหยินเอกขึ้นมา รีบประคองร่างนั้นลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับบรรดาสาวใช้ที่กรูเข้ามาด้วยสายตาคมกริบ
“คุณหนูใหญ่ ยอมจำนนเสียเถิดจะได้เจ็บตัวน้อยลงหน่อย”
สาวใช้สองคนพุ่งเข้าหมายจะตะครุบตัว ทว่าเฟิงเหยาเพียงเบี่ยงกายหลบฝ่ามือที่ยื่นมาได้อย่างว่องไว นางวาดเท้าถีบเข้าที่สะโพกของสาวใช้คนแรกจนถลันล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะตวัดเท้าเตะเข้าที่กลางหน้าท้องของสาวใช้อีกคนอย่างหนักหน่วงจนร่างนั้นงอเป็นกุ้งด้วยความจุกเสียด
หากไม่จำเป็นนางย่อมไม่อยากให้มีการนองเลือดในตอนนี้!
นางพยายามสะกดอารมณ์ดิบเอาไว้ เพราะการฆ่าคนในจวนอาจทำให้นางพามารดาหนีออกไปได้ยากขึ้น แต่หากเมื่อใดที่พ้นเขตจวนตระกูลเฮงซวยนี้ไปได้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่านางอาจจะกลับมาปลิดชีพพวกสุนัขลอบกัดเหล่านี้ก็เป็นได้!
“ข้ามิชอบให้ผู้ใดมาแตะต้องตัว”
น้ำเสียงเย็นชาที่หลุดออกมาจากปากของเฟิงเหยาแฝงไปด้วยอำนาจลึกลับ แม้แต่ถ้อยคำและสำเนียงก็ดูเยือกเย็นสุขุมดุจผู้สูงศักดิ์จนคนฟังรู้สึกหนาวสั่น
“นี่เจ้าถูกขังจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ? มิชอบให้ใครแตะตัวช่างน่าขันสิ้นดี”
จูฟางเฟย บุตรสาวของฮูหยินรองเอ่ยขึ้นพร้อมเหยียดยิ้มดูแคลน
“พวกเจ้ามัวรออะไรอยู่ รีบจับนางไปขังไว้ที่เดิม”
จูฟางเฟยเริ่มร้อนรน นางต้องรีบจัดการเฟิงเหยาก่อนที่บิดาจะกลับมา ถึงแม้บิดาจะดูเฉยเมยเพียงใด แต่ลึกๆ แล้วเฟิงเหยาก็ยังมีสายเลือดของเขาอยู่ หากเขามาเห็นสภาพบุตรสาวคนโตที่เจียนตายเช่นนี้ ย่อมต้องมีการสอบสวนขึ้นแน่
ทางเดียวคือต้องขังนางให้อดตายไปเอง ใครเล่าจะมากล่าวหาความผิดนางได้!
เฟิงเหยาจ้องเข้าไปในดวงตาของจูฟางเฟย ดวงตาที่เต็มไปด้วยแผนการสกปรกเช่นนี้ มีหรือที่นักฆ่าฝีมือฉกาจอย่างนางจะดูไม่ออก แต่นางร้ายอย่างนางหรือจะยอมเป็นเบี้ยให้ใครจูงจมูก หึ ไม่มีวัน!
“หากอยากเจ็บตัวนัก ก็รีบไสหัวเข้ามา”
เฟิงเหยาเอ่ยเสียงกร้าว เส้นความอดทนของนางขาดผึงลงในที่สุด บ่าวรับใช้ชายฉกรรจ์หลายคนพุ่งเข้ามาหมายจะรวบตัวนางไว้ ทว่าร่างบางกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาเย็นเยียบจ้องเขม็งไปยังเหยื่อที่ดาหน้าเข้ามา
นางเบี่ยงศีรษะหลบการจับกุมอย่างพริ้วไหว ก่อนจะสวนหมัดเสยเข้าที่ปลายคางของบ่าวคนแรกอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นมือหรือเท้าที่วาดออกไป ล้วนกระแทกเข้าจุดตายของบ่าวทั้งสามจนล้มลงไปนอนกองแทบเท้าในเวลาไม่กี่อึดใจ
เฟิงเหยาไม่เสียเวลาชายตาดูซากเหล่านั้น นางเดินตรงไปยังตู้ไม้ใบเก่าที่มุมห้อง ในห้วงความทรงจำของร่างเดิม มีดาบเล่มหนึ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น นางกระชากดาบออกจากฝัก ความแวววาวของคมโลหะสะท้อนแสงแดดเป็นประกายปลาบ จนฮูหยินรองและจูฟางเฟยต้องผงะถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น
“ผู้ใดไม่อยากมีชีวิตรอดต่อไป ก็จงก้าวเข้ามา”
น้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าทรงพลังทำเอาทุกคนในที่นั้นขนลุกซู่ เพราะสัมผัสได้ว่าสตรีตรงหน้าไม่ได้แค่ขู่ แต่พร้อมจะปลิดชีพผู้ที่ขวางทางนางจริงๆ!
“พวกเจ้าทำอะไรกัน!”
เสียงทรงอำนาจดังกัมปนาทขึ้นที่หน้าเรือน จูเฟยหมิง ผู้เป็นบิดาของร่างนี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมบริวาร
“ท่านพ่อ! พี่ใหญ่ไม่รู้เป็นอะไรเจ้าค่ะ จู่ๆ นางก็คลุ้มคลั่งถือดาบหมายจะฆ่าพวกข้า” จูฟางเฟยรีบสวมรอยชิงเอ่ยตัดหน้าด้วยท่าทางหวาดกลัว
“เฟิงเหยา เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ วางดาบลงเดี๋ยวนี้!”
เฟิงเหยาจ้องมองใบหน้าของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดา แววตาของนางว่างเปล่าจนน่ากลัว
“นี่หรือคนเป็นพ่อ?”
นางมิได้ลดดาบในมือลง วันนี้นางตั้งใจว่าจะต้องพามารดาออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้ได้ ในตระกูลบัดซบที่หาความจริงใจไม่ได้แม้กระทั่งบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาจากตระกูลเดิม อำนาจและเงินตรามักซื้อความภักดีได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโลกอนาคตที่นางจากมาหรือโลกอดีตนี้ ทุกอย่างล้วนโสมมไม่ต่างกัน!
“ข้าคือพ่อของเจ้า! ข้าสั่งให้วางดาบลง เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้างั้นหรือ”
จูเฟยหมิงตวาดก้องด้วยโทสะที่เห็นบุตรสาวที่เคยหัวอ่อนลุกขึ้นมาพยศ
“หึ! ใต้เท้าจู มิได้พบหน้ากันเสียนาน ตอนนี้เมื่อได้เห็นหน้าบุตรสาวที่สภาพเจียนตายเช่นนี้แล้ว เหตุใดท่านถึงไม่มีสีหน้าแห่งความเป็นห่วงเป็นใยเลยเล่า? แม้กระทั่งในยามนี้ที่ท่านแม่ของข้ากำลังนอนเป็นตายเท่ากัน แต่ท่านผู้เป็นสามีกลับไม่คิดไยดี หากเป็นเช่นนี้ไม่สู้ท่านออกใบหย่าให้ท่านแม่ของข้าไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
นี่คงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดนับตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างนี้ ปกตินางไม่ชอบพูดพร่ำทำเพลง หากคิดสิ่งใดก็ลงมือสังหารอย่างเดียว ถือว่านางใจดีมากแล้วที่ยังยืนเจรจา
“นี่เจ้าลูกอกตัญญู! เจ้าไม่คิดเรียกข้าว่าพ่อแล้ว ยังจะบังอาจให้ข้าหย่ากับแม่ของเจ้าอีกอย่างนั้นหรือ” จูเฟยหมิงตวาดลั่นด้วยความโมโห
“ท่านคู่ควรกับการให้ข้าเรียกว่าพ่อเช่นนั้นหรือใต้เท้าจู ท่านย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าท่านมิได้รักใคร่ท่านแม่ แล้วจะรั้งท่านแม่ของข้าไว้ให้ตกอยู่ในขุมนรกนี้ได้เช่นไร หรือว่าท่านเองก็อยากให้ท่านแม่ของข้าตายอย่างเช่นที่ฮูหยินรองกำลังจะทำเช่นนั้น”
เฟิงเหยารู้สึกว่าตนเองช่างเปลืองน้ำลายที่ต้องเอ่ยปากกับพวกสารเลวเหล่านี้ แต่วาจาเชือดเฉือนพวกนี้ก็ควรค่าแก่การมอบให้พวกเขาบ้าง
ถึงแม้นางจะเป็นนักฆ่าที่ชั่วช้าในสายตาผู้อื่น แต่คนที่นางสังหารส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนชั่วช้าเช่นกัน ผิดกับคนพวกนี้ที่รังแกคนที่ไม่มีทางสู้เช่นนี้แล้วจะไม่ยิ่งกว่าสารเลวหรอกหรือ
ณ ห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ภายในตำหนักคุนหนิง ของวังหลวงยามนี้สภาพแวดล้อมที่เคยหรูหราสง่างามสมฐานะ ที่ประทับของพญาหงส์คู่บัลลังก์ ได้แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลหลี่ สาขาวังหลวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวไม่มีม้วนฎีกาการเมืองหรือคัมภีร์หลักธรรมคำสอนใดๆ วางอยู่หลงเหลือ ทว่ามันกลับถูกจับจองพื้นที่ด้วยตั๋วเงินกองมหึมา หีบทองคำแท่งที่เปิดฝาอ้าทิ้งไว้จนแสงทองสะท้อนวิบวับ และสมุดบัญชีปกหนังสีดำแบบตะวันตกนับสิบเล่มหลี่เฟิงมี่กำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือเรียวสวยรัวดีดลูกคิดเสียงดัง แต๊กๆๆๆ ราวกับกำลังสับไพ่ในกาสิโน ถัดจากนางไปไม่ไกลคือก้อนแป้งน้อย องค์หญิงเฟิงหวง วัยสามขวบที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพรม สองมือน้อยๆ พยายามตะครุบก้อนตำลึงเงินเอามาเรียงเป็นตึกสูงอย่างสนุกสนาน“เฟิงมี่ นี่เจ้ายังนับเงินของเดือนนี้ไม่เสร็จอีกหรือ?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเยี่ยหมิงเฉิน ผู้เป็นโอรสสวรรค์ปกครองแผ่นดินแคว้นเยียนอันเกรียงไกร เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่ามังกรทะยานอันสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองกองเงินกองทองในห้องพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงด
ณ ตำหนักคุนหนิงอันหรูหราตระการตา ของวังหลวงแห่งแคว้นเยียนกลิ่นอายความตึงเครียดที่อบอวลอยู่เมื่อหลายเดือนก่อนได้มลายหายไปสิ้น บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยเสียงลั่นกลองรบของสมรภูมิรูปแบบใหม่ นั่นคือสมรภูมิตลาดแห่งวังหลัง ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองและวิสัยทัศน์อันแสนจะแสบสันของฮองเฮาหลี่เฟิงมี่สตรีนางใดในวังหลังที่เคยคิดว่าการได้ตำแหน่งพระสนมคือจุดสูงสุดของชีวิต บัดนี้ต่างต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หมดสิ้น เพราะสิ่งที่มีค่าและแสดงถึงอำนาจวาสนาในยามนี้ไม่ใช่ป้ายพระยศหยกทว่าคือบัตรสมาชิกแถบทองคำระดับวีไอพีสูงสุด ของระบบส่งด่วนข้ามวังหลังที่เฟิงมี่เป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว!“ฮองเฮาเพคะ ยอดสั่งซื้อชุดเครื่องหอมบำบัดอารมณ์และเครื่องประดับจำลองของเดือนนี้ พุ่งทะลุเป้าหมายไปมากกว่าสามเท่าตัวแล้วเพคะ” อาชิงเดินเข้ามารายงาน พลางยื่นสมุดบัญชีคู่เล่มหนาให้ผู้เป็นนายเฟิงมี่ที่กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้โยกบุนวมนุ่มหนา นัยน์ตาคู่งามฉลาดเฉลียว ปรายมองตัวเลขสถิติกำไรสุทธิพลางคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา“ดีมาก! พวกสนมเก่าที่เคยเข้าพวกกับตระกูลฮวา ยามนี้คงจะกระเป๋าฉีกจนแทบต้องจำนำของล้ำค่ากันหมดแล้ว
สำนักศึกษาหลวงเทียนอี่ พลันตกอยู่ในความเงียบงันยามค่ำคืน ทว่าภายในห้องอักษรส่วนตัวของซู่เหวิน แสงเทียนกลับยังคงสว่างไสวสะท้อนใบหน้าคมคายที่บัดนี้เรียบนิ่งสนิทจนน่ากลัวข้างกายของเขามีม้วนฎีกาลับและตารางบัญชีส่วยเกลือที่เขาแอบแกะรอยเชื่อมโยงมาเป็นเวลาหลายเดือน หลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงความชั่วช้าของใต้เท้าเฉิน เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ผู้ซึ่งเป็นคนส่งกลุ่มมือสังหารมาปลิดชีพตรั้งแล้วครั้งเล่า เขาจนทำให้ไป๋หลิงต้องเกือบเอาชีวิตไม่รอดซู่เหวินจัดอาภรณ์สีครามเข้มอย่างประณีต มือหนาลูบไล้คัมภีร์ไม้ไผ่เคลือบเหล็กกล้าและกล่องกลไกขนาดพกพา ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองด้วยความรู้ล้ำลึกแววตาของอาจารย์หนุ่มไร้วรยุทธ์ในยามนี้ ไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นและปัญญาอันเฉียบแหลมที่พร้อมจะแผดเผาคนชั่วให้พินาศในเมื่อคนพวกนั้นยังไม่ยอมหยุด เขาก็จะทำให้มันจบเอง ครั้งก่อนที่ไป๋หลิงข่มขู่ไปดูเหมือนว่าใต้เท้าฉินผู้นี้ยังไม่เข็ดหลาบ เช่นนั้นเขาจะทำให้คนพวกนั้นรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเอง ว่าเป็นเช่นไรซู่เหวินก้าวเดินไปที่เตียงกว้าง เขาทอดสายตามองดูไป๋หลิ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศรอบเรือนพักท้ายสำนักศึกษาหลวงเทียนอี่แห่งเมืองกว่างโจว กลับยิ่งทวีความหนาวเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่บอกซู่เหวิน อาจารย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านสติปัญญาและความรอบรู้ ทว่ากลับไร้ซึ่งกำลังภายในและวรยุทธ์โดยสิ้นเชิงยามนี้เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับชายชุดดำร่างยักษ์สามคนที่แผ่กลิ่นอายสังหารรุนแรง ดาบเล่มโตในมือของพวกมันสะท้อนแสงสายฟ้าแปลบปลาบ ดูน่ากลัวราวกับยมทูตที่พร้อมจะพรากวิญญาณของเขาไปทุกเมื่อ“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ท่านอาจารย์ซู่เหวิน!” หัวหน้านักฆ่าแค่นเสียงเหี้ยม พลางตวัดดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของซู่เหวินอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยมซู่เหวินเบิกตากว้าง สองมือที่เคยจับพู่กันและคัมภีร์สั่นระริก สมองของเขาประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็วทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อด้วยสัญชาตญาณความกลัวของปุถุชนทั่วไป ที่ไม่เคยผ่านสมรภูมิเลือด คมดาบแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงคืบ ความตายลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเองเคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุ
หลังจากเกลียวคลื่นแห่งความยินดีในงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมสุขของกู้ไห่และถังเสี่ยวเป่า เพิ่งจะพัดผ่านผืนทรายชายหาดภาคใต้ไปได้ไม่นาน ทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ เมืองกว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความคึกคักและตระการตาขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพื่อต้อนรับเทศกาลมงคลครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต่างตั้งตารอคอย นั่นก็คือพิธีสมรสของสายทหารปะทะคู่ค้าทิศประจิม ระหว่างคุณชายรองฉินอวี่ และคุณหนูใหญ่เหยาชิงชิงงานมงคลในครานี้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ยิ่งใหญ่อลังการดุจภาพวาดสวรรค์ เนื่องจากตระกูลเหยาเป็นถึงมหาคหบดีผู้ผูกขาดโรงเตี๊ยมและคลังสินค้าทางภาคประจิม ผสานเข้ากับทรัพย์สินกองเงินกองทองของหอการค้าตระกูลหลี่ที่หลี่เฟิงมี่ ซึ่งยามนี้ดำรงตำแหน่งฮองเฮาอยู่ในวังหลวง แอบส่งสารสั่งการให้คนส่งของขบวนพิเศษ ลำเลียงเอาเครื่องเรือนทองคำ ผ้าแพรไหมพะเยียชั้นเลิศ และของขวัญล้ำค่ามาสนับสนุนให้สหายอย่างเหยาชิงชิงอย่างเต็มที่ จนชาวบ้านนับหมื่นที่มามุงดูพากันแตกตื่นเลื่องลือไปทั่วทั้งชายแดนใต้ถนนทุกสายที่มุ่งสู่จวนถูกปูด้วยพรมสีเพลิง โคมไฟแพรทองฉลุลวดลายพยัคฆ์ขาวเหยียบเมฆานับพันดวงถูกจุดสว่างไสวเจิดจ้า แสงไฟสะท้อนผิวน้ำทะเลระย
หลังจากที่ขบวนเสด็จเกียรติยศของเยี่ยหมิงเฉินและหลี่เฟิงมี่ เคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่สะท้านราชสำนัก บรรยากาศ ณ เมืองท่าชายแดนใต้กว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขตามธรรมชาติของเมืองริมทะเลทว่าในความเงียบสงบนั้น กลิ่นอายมงคลระลอกใหม่กลับตลบอบอวลขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อถึงเวลาจัดงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสุข ของคู่น้องใหม่สายลุยจอมพลังอย่างกู้ไห่ บุตรชายรองแม่ทัพ และถังเสี่ยวเป่า บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักคุ้มภัยตระกูลถังงานแต่งงานในครานี้ไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ หาได้มีขันหมากทองคำหมื่นตำลึงมาตั้งวางขวางทางเดินจนคนแตกตื่นทั้งแคว้น ทว่ามันกลับถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและอบอุ่นที่สุด ณ ลานเรือนพักไม้หอมริมชายหาดส่วนตัวหลังจวนตระกูลหลี่ทั่วทั้งบริเวณถูกตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษเซวียนจื่อสีแดงมงคลนับร้อยดวงที่ส่องแสงสีส้มสลัว ระยิบระยับไปกับเกลียวคลื่นทะเลใต้ที่ซัดสาดชายฝั่งอย่างเป็นจังหวะ กลิ่นหอมของอาหารมงคลรสเลิศจากตี้อี้เว่ย และน้ำแกงสมุนไพรอุ่นโชยมาตามสายลมฤดูร้อน ชวนให้จิตใจของทุกคนพรั่งพรูไปด้วยรอยยิ้มความสุขภายในห้องโถงพิธ







