Masukเฟิงเหยาครุ่นคิดว่าก่อนที่นางจะเดินทางไปยังชายแดนทักษิณอันเป็นดินแดนสุดเขตแคว้นเยียน นางจะต้องทำให้ตระกูลจูพินาศย่อยยับเสียก่อน ให้สาสมกับที่พวกมันทำให้เจ้าของร่างเดิมต้องตาย นางนี่แหละจะแก้แค้นให้เอง!
ดวงตาหงส์ของเฟิงเหยาเย็นยะเยือกขึ้น นางตั้งใจว่าหลังจากนี้จะขอใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ร่างนี้อายุน้อยกว่านางในโลกเดิมมากนัก ดูท่าจะอายุเพียงสิบหกปี เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นมาได้เพียงปีเดียว ในขณะที่นางในโลกเดิมมีอายุถึงสามสิบสามปี ทั้งยังผ่านโลกและใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน
เฟิงเหยาเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกายในมิติ นางผลัดเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ชุดใหม่ที่หยิบติดมือมาจากตระกูลจู แม้นางจะเลือกเอาแต่ชุดที่ดีที่สุดออกมาแล้ว แต่สภาพส่วนใหญ่ก็ยังดูไม่จืดนัก นี่ขนาดเป็นถึงบุตรสาวคนโตของขุนนางใหญ่ที่มีชื่อเสียง ทว่าความเป็นอยู่ในจวนแห่งนั้นกลับมิต่างจากสาวใช้
เฟิงเหยานั่งมองใบหน้าของร่างนี้ที่ละม้ายคล้ายร่างเดิมของนางอยู่บ้าง หากมิใช่เพราะซูบผอมจนเกินไปก็นับว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองคนหนึ่ง เฟิงเหยาออกจากมิติแล้วล้มตัวลงนอนข้างมารดาก่อนจะหลับไป
แสงแดดที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่างกระทบเข้ากับใบหน้า ทำให้เฟิงเหยาขยับเปลือกตาตื่นขึ้น เมื่อคืนนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่นางเป็นนักฆ่ามา ที่สามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจ โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาลอบสังหาร
เฟิงเหยาหันไปมองมารดาของร่างนี้ ดูจากสีหน้าแล้วนับว่าดีขึ้นมาก ยาถอนพิษที่นางให้กินไปนั้นจะช่วยขับพิษออกมาทางรูขุมขนพร้อมกับเหงื่อ เนื่องจากมิใช่พิษที่รุนแรงนัก เฟิงเหยาจึงนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้มารดาอย่างแผ่วเบา
ดูเหมือนว่าลี้จิงซู่จะเริ่มขยับเปลือกตาและลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวของตนยืนอยู่ตรงหน้า นางก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เพราะก่อนที่นางจะหมดสติไปนั้น เฟิงเหยาถูกจับไปขังเอาไว้ ทว่านางกลับมิอาจช่วยบุตรสาวได้เลย เนื่องจากในตอนนั้นเรี่ยวแรงที่มีกลับหดหายไปจนสิ้น
“ฟะ...เฟิงเหยา”
ลี้จิงซู่เอ่ยเรียกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แม้จะนึกแปลกใจกับสถานที่อันไม่คุ้นตา แต่ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนางคือบุตรสาวที่อยู่ตรงหน้า
“ท่านแม่เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ”
เฟิงเหยาเอ่ยถามอาการด้วยความห่วงใย นางเองก็รู้สึกยินดีที่มารดาของร่างนี้ฟื้นขึ้นมาเสียที
“แม่รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ร่างกายดูเหมือนจะมีกำลังวังชาขึ้น เฟิงเหยาพวกเราอยู่ที่ใดกันหรือ” ลี้จิงซู่เอ่ยถามบุตรสาวด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ ข้าพาท่านออกมาจากตระกูลนั้นแล้วเจ้าค่ะ และใต้เท้าจูก็ยินยอมลงนามในหนังสือหย่าขาดกับท่านแม่แล้วเช่นกัน”
เฟิงเหยาตัดสินใจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งลี้จิงซู่ได้ฟังก็ตกใจอยู่ไม่น้อย มิใช่ว่านางไม่ยินดีที่ได้หลุดพ้นจากตระกูลแห่งนั้น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเคยขอหย่าขาดกับใต้เท้าจูผู้เป็นสามีมาโดยตลอด ทว่าเขากลับไม่เคยยินยอม
“เฟิงเหยา แม่ขอโทษที่ผ่านมาแม่เป็นแม่ที่แย่เหลือเกิน แม่ไม่สามารถดูแลและปกป้องเจ้าได้เลย อึก แม่ขอโทษ”
ลี้จิงซู่เอ่ยคำขอโทษต่อบุตรสาวด้วยความรันทด นางเอาแต่โทษตนเองอยู่ตลอดเวลาว่าช่างเป็นมารดาที่ไร้ความสามารถ น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องบุตรสาวเพียงคนเดียวที่รักสุดหัวใจได้
แท้จริงแล้วที่ผ่านมานางมิเคยรักจูเฟยหมิงเลยแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้นางมีคนรักอยู่แล้ว แต่กลับต้องฝืนใจแต่งงานกับจูเฟยหมิงเพียงเพราะคำว่าเหมาะสม มากกว่าคนรักเดิมที่มีฐานะต่ำต้อย นางจึงต้องจำใจอดทนอยู่ในตระกูลจูมานานเกือบยี่สิบปี ทั้งที่ในใจนั้นปรารถนาจะพาบุตรสาวหนีไปจากตระกูลที่เลวทรามแห่งนี้ใจจะขาด
“ท่านแม่อย่าโทษตนเองเลยนะเจ้าคะ ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาท่านแม่ต้องอดทนมามากเพียงใด ต่อจากนี้ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวลสิ่งใดอีกแล้ว ข้าสัญญาว่าจะดูแลและปกป้องท่านแม่เอง”
เฟิงเหยามิได้เอ่ยเพียงเพื่อปลอบประโลม แต่คำพูดเหล่านี้ล้วนมาจากใจจริง เพราะยามนี้นางนับว่าลี้จิงซู่คือมารดาที่แท้จริงของนางแล้ว ไม่ว่าภายหน้าจะเกิดอันใดขึ้น นางย่อมทำตามคำสัตย์ที่เอ่ยออกมาทุกประการ
“เจ้าดูแปลกไปนะ”
ลี้จิงซู่เอ่ยทักด้วยความฉงน นางรู้สึกว่าบุตรสาวดูแข็งแรงขึ้นผิดตา เมื่อก่อนเพียงแค่หายใจเฟิงเหยาก็ดูเหนื่อยหอบแล้ว อีกทั้งสายตาที่มองมานั้นยังเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
“ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าถูกกักขังให้อดข้าวอดน้ำประหนึ่งได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อฟื้นคืนมาข้าจึงตั้งมั่นว่าจะต้องเป็นคนใหม่ และไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมารังแกได้อีกเจ้าค่ะ”
คำพูดและสายตามุ่งมั่นของเฟิงเหยาทำเอาลี้จิงซู่น้ำตารื้น นางเพียงหวังให้บุตรสาวเข้มแข็งกว่าตนเอง และดูเหมือนว่ายามนี้ความหวังของนางจะกลายเป็นจริงแล้ว
เฟิงเหยาประคองลี้จิงซู่ให้กินข้าวต้มที่นางนำออกมาจากมิติตามด้วยยาบำรุง จากนั้นจึงปล่อยให้มารดานอนพักผ่อน ส่วนนางผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดที่รัดกุมพร้อมผ้าปิดบังใบหน้า
นางตั้งใจจะออกไปข้างนอกเสียหน่อย การเดินทางไปยังดินแดนทักษิณนั้นจำเป็นต้องใช้รถม้า เพราะระยะทางไกลโขจนต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานนัก
นางประเมินว่าหากใช้วิธีจ้างวาน คงไม่มีใครยินดีไปส่งนางกับมารดาถึงที่นั่นแน่ เช่นนั้นแล้วการซื้อรถม้าเป็นของตนเองย่อมดีที่สุด อีกทั้งนางยังจำเป็นต้องหาแผนที่ด้วย เพราะนางไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศของที่นี่
และร่างเดิมก็ไม่เคยออกไปเผชิญโลกภายนอกจึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการเดินทางอยู่เลย เฟิงเหยาตัดสินใจว่าเป้าหมายแรกคือการหาซื้อแผนที่แคว้นเยียนที่ละเอียดที่สุดในตลาด
เฟิงเหยาจึงเดินทางไปยังตลาดโดยอาศัยการสอบถามเส้นทางจากผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา เมื่อไปถึงตลาดแล้วนางมุ่งตรงไปที่ร้านหนังสือทันที เพราะมั่นใจว่าที่นั่นย่อมมีแผนที่ขายอย่างแน่นอน
นางมายืนอยู่หน้าร้าน ซู่เตี้ยน ซึ่งเป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่พอสมควร
“เถ้าแก่ มีแผนที่ของแคว้นเยียนขายหรือไม่” เฟิงเหยาก้าวเข้าไปในร้านแล้วเอ่ยถามทันที
“เจ้าต้องการแผนที่แคว้นเยียนไปทำอันใดกัน” เถ้าแก่ไม่ตอบคำถาม แต่กลับย้อนถามนางแทน
“ข้ามิยักรู้ว่าการซื้อแผนที่ จำเป็นต้องตอบคำถามส่วนตัวเช่นนี้ด้วยหรือ”
เถ้าแก่ร้านยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
“ข้าก็แค่ถามเจ้าเท่านั้น ส่วนเจ้าจะตอบหรือไม่ก็แล้วแต่ใจเจ้าเถิด นี่คือแผนที่ของแคว้นเยียน”
เฟิงเหยารีบจ่ายเงินแล้วเดินออกมาจากร้านหนังสือทันที นางหามุมสงบแล้วคลี่แผนที่ออกดูเพื่อประเมินเส้นทาง จากนั้นจึงเก็บแผนที่เข้าไปไว้ในมิติส่วนตัว การเดินทางครั้งนี้คงจะยาวนานนับแรมเดือน หากเป็นไปได้นางตั้งใจว่าจะไม่กลับมาเหยียบเมืองหลวงแห่งนี้อีกเป็นครั้งที่สอง
ณ ห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ภายในตำหนักคุนหนิง ของวังหลวงยามนี้สภาพแวดล้อมที่เคยหรูหราสง่างามสมฐานะ ที่ประทับของพญาหงส์คู่บัลลังก์ ได้แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลหลี่ สาขาวังหลวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวไม่มีม้วนฎีกาการเมืองหรือคัมภีร์หลักธรรมคำสอนใดๆ วางอยู่หลงเหลือ ทว่ามันกลับถูกจับจองพื้นที่ด้วยตั๋วเงินกองมหึมา หีบทองคำแท่งที่เปิดฝาอ้าทิ้งไว้จนแสงทองสะท้อนวิบวับ และสมุดบัญชีปกหนังสีดำแบบตะวันตกนับสิบเล่มหลี่เฟิงมี่กำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือเรียวสวยรัวดีดลูกคิดเสียงดัง แต๊กๆๆๆ ราวกับกำลังสับไพ่ในกาสิโน ถัดจากนางไปไม่ไกลคือก้อนแป้งน้อย องค์หญิงเฟิงหวง วัยสามขวบที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพรม สองมือน้อยๆ พยายามตะครุบก้อนตำลึงเงินเอามาเรียงเป็นตึกสูงอย่างสนุกสนาน“เฟิงมี่ นี่เจ้ายังนับเงินของเดือนนี้ไม่เสร็จอีกหรือ?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเยี่ยหมิงเฉิน ผู้เป็นโอรสสวรรค์ปกครองแผ่นดินแคว้นเยียนอันเกรียงไกร เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่ามังกรทะยานอันสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองกองเงินกองทองในห้องพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงด
ณ ตำหนักคุนหนิงอันหรูหราตระการตา ของวังหลวงแห่งแคว้นเยียนกลิ่นอายความตึงเครียดที่อบอวลอยู่เมื่อหลายเดือนก่อนได้มลายหายไปสิ้น บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยเสียงลั่นกลองรบของสมรภูมิรูปแบบใหม่ นั่นคือสมรภูมิตลาดแห่งวังหลัง ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองและวิสัยทัศน์อันแสนจะแสบสันของฮองเฮาหลี่เฟิงมี่สตรีนางใดในวังหลังที่เคยคิดว่าการได้ตำแหน่งพระสนมคือจุดสูงสุดของชีวิต บัดนี้ต่างต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หมดสิ้น เพราะสิ่งที่มีค่าและแสดงถึงอำนาจวาสนาในยามนี้ไม่ใช่ป้ายพระยศหยกทว่าคือบัตรสมาชิกแถบทองคำระดับวีไอพีสูงสุด ของระบบส่งด่วนข้ามวังหลังที่เฟิงมี่เป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว!“ฮองเฮาเพคะ ยอดสั่งซื้อชุดเครื่องหอมบำบัดอารมณ์และเครื่องประดับจำลองของเดือนนี้ พุ่งทะลุเป้าหมายไปมากกว่าสามเท่าตัวแล้วเพคะ” อาชิงเดินเข้ามารายงาน พลางยื่นสมุดบัญชีคู่เล่มหนาให้ผู้เป็นนายเฟิงมี่ที่กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้โยกบุนวมนุ่มหนา นัยน์ตาคู่งามฉลาดเฉลียว ปรายมองตัวเลขสถิติกำไรสุทธิพลางคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา“ดีมาก! พวกสนมเก่าที่เคยเข้าพวกกับตระกูลฮวา ยามนี้คงจะกระเป๋าฉีกจนแทบต้องจำนำของล้ำค่ากันหมดแล้ว
สำนักศึกษาหลวงเทียนอี่ พลันตกอยู่ในความเงียบงันยามค่ำคืน ทว่าภายในห้องอักษรส่วนตัวของซู่เหวิน แสงเทียนกลับยังคงสว่างไสวสะท้อนใบหน้าคมคายที่บัดนี้เรียบนิ่งสนิทจนน่ากลัวข้างกายของเขามีม้วนฎีกาลับและตารางบัญชีส่วยเกลือที่เขาแอบแกะรอยเชื่อมโยงมาเป็นเวลาหลายเดือน หลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงความชั่วช้าของใต้เท้าเฉิน เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ผู้ซึ่งเป็นคนส่งกลุ่มมือสังหารมาปลิดชีพตรั้งแล้วครั้งเล่า เขาจนทำให้ไป๋หลิงต้องเกือบเอาชีวิตไม่รอดซู่เหวินจัดอาภรณ์สีครามเข้มอย่างประณีต มือหนาลูบไล้คัมภีร์ไม้ไผ่เคลือบเหล็กกล้าและกล่องกลไกขนาดพกพา ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองด้วยความรู้ล้ำลึกแววตาของอาจารย์หนุ่มไร้วรยุทธ์ในยามนี้ ไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นและปัญญาอันเฉียบแหลมที่พร้อมจะแผดเผาคนชั่วให้พินาศในเมื่อคนพวกนั้นยังไม่ยอมหยุด เขาก็จะทำให้มันจบเอง ครั้งก่อนที่ไป๋หลิงข่มขู่ไปดูเหมือนว่าใต้เท้าฉินผู้นี้ยังไม่เข็ดหลาบ เช่นนั้นเขาจะทำให้คนพวกนั้นรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเอง ว่าเป็นเช่นไรซู่เหวินก้าวเดินไปที่เตียงกว้าง เขาทอดสายตามองดูไป๋หลิ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศรอบเรือนพักท้ายสำนักศึกษาหลวงเทียนอี่แห่งเมืองกว่างโจว กลับยิ่งทวีความหนาวเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่บอกซู่เหวิน อาจารย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านสติปัญญาและความรอบรู้ ทว่ากลับไร้ซึ่งกำลังภายในและวรยุทธ์โดยสิ้นเชิงยามนี้เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับชายชุดดำร่างยักษ์สามคนที่แผ่กลิ่นอายสังหารรุนแรง ดาบเล่มโตในมือของพวกมันสะท้อนแสงสายฟ้าแปลบปลาบ ดูน่ากลัวราวกับยมทูตที่พร้อมจะพรากวิญญาณของเขาไปทุกเมื่อ“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ท่านอาจารย์ซู่เหวิน!” หัวหน้านักฆ่าแค่นเสียงเหี้ยม พลางตวัดดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของซู่เหวินอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยมซู่เหวินเบิกตากว้าง สองมือที่เคยจับพู่กันและคัมภีร์สั่นระริก สมองของเขาประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็วทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อด้วยสัญชาตญาณความกลัวของปุถุชนทั่วไป ที่ไม่เคยผ่านสมรภูมิเลือด คมดาบแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงคืบ ความตายลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเองเคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุ
หลังจากเกลียวคลื่นแห่งความยินดีในงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมสุขของกู้ไห่และถังเสี่ยวเป่า เพิ่งจะพัดผ่านผืนทรายชายหาดภาคใต้ไปได้ไม่นาน ทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ เมืองกว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความคึกคักและตระการตาขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพื่อต้อนรับเทศกาลมงคลครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต่างตั้งตารอคอย นั่นก็คือพิธีสมรสของสายทหารปะทะคู่ค้าทิศประจิม ระหว่างคุณชายรองฉินอวี่ และคุณหนูใหญ่เหยาชิงชิงงานมงคลในครานี้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ยิ่งใหญ่อลังการดุจภาพวาดสวรรค์ เนื่องจากตระกูลเหยาเป็นถึงมหาคหบดีผู้ผูกขาดโรงเตี๊ยมและคลังสินค้าทางภาคประจิม ผสานเข้ากับทรัพย์สินกองเงินกองทองของหอการค้าตระกูลหลี่ที่หลี่เฟิงมี่ ซึ่งยามนี้ดำรงตำแหน่งฮองเฮาอยู่ในวังหลวง แอบส่งสารสั่งการให้คนส่งของขบวนพิเศษ ลำเลียงเอาเครื่องเรือนทองคำ ผ้าแพรไหมพะเยียชั้นเลิศ และของขวัญล้ำค่ามาสนับสนุนให้สหายอย่างเหยาชิงชิงอย่างเต็มที่ จนชาวบ้านนับหมื่นที่มามุงดูพากันแตกตื่นเลื่องลือไปทั่วทั้งชายแดนใต้ถนนทุกสายที่มุ่งสู่จวนถูกปูด้วยพรมสีเพลิง โคมไฟแพรทองฉลุลวดลายพยัคฆ์ขาวเหยียบเมฆานับพันดวงถูกจุดสว่างไสวเจิดจ้า แสงไฟสะท้อนผิวน้ำทะเลระย
หลังจากที่ขบวนเสด็จเกียรติยศของเยี่ยหมิงเฉินและหลี่เฟิงมี่ เคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่สะท้านราชสำนัก บรรยากาศ ณ เมืองท่าชายแดนใต้กว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขตามธรรมชาติของเมืองริมทะเลทว่าในความเงียบสงบนั้น กลิ่นอายมงคลระลอกใหม่กลับตลบอบอวลขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อถึงเวลาจัดงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสุข ของคู่น้องใหม่สายลุยจอมพลังอย่างกู้ไห่ บุตรชายรองแม่ทัพ และถังเสี่ยวเป่า บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักคุ้มภัยตระกูลถังงานแต่งงานในครานี้ไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ หาได้มีขันหมากทองคำหมื่นตำลึงมาตั้งวางขวางทางเดินจนคนแตกตื่นทั้งแคว้น ทว่ามันกลับถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและอบอุ่นที่สุด ณ ลานเรือนพักไม้หอมริมชายหาดส่วนตัวหลังจวนตระกูลหลี่ทั่วทั้งบริเวณถูกตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษเซวียนจื่อสีแดงมงคลนับร้อยดวงที่ส่องแสงสีส้มสลัว ระยิบระยับไปกับเกลียวคลื่นทะเลใต้ที่ซัดสาดชายฝั่งอย่างเป็นจังหวะ กลิ่นหอมของอาหารมงคลรสเลิศจากตี้อี้เว่ย และน้ำแกงสมุนไพรอุ่นโชยมาตามสายลมฤดูร้อน ชวนให้จิตใจของทุกคนพรั่งพรูไปด้วยรอยยิ้มความสุขภายในห้องโถงพิธ







