LOGINเฟิงเหยาคิดว่านางจำเป็นต้องซื้ออาหารเก็บไว้ในมิติเพิ่มเติมบ้าง เพราะอาหารที่มีอยู่นั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง หากต้องกินซ้ำซากทุกวันก็คงจะเบื่อได้ง่าย
นางเป็นคนที่ไม่พิสมัยการทำอาหารนัก แต่หากลงมือทำฝีมือก็ถือว่าไม่เลวเลย ด้วยเหตุนี้ในมิติของนางจึงไม่มีเสบียงกักตุนไว้มากมายนัก
แท้จริงแล้วในมิติของนางก็มีเงินอยู่เช่นกัน แต่นางได้ลองนำออกมาแล้วพบว่ามันไม่ได้เปลี่ยนเป็นเงินตราในยุคสมัยนี้เลย แม้อาหารที่นำออกมาก็ยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นางจึงต้องเปลี่ยนภาชนะใส่ใหม่เพื่อไม่ให้มารดาสงสัย
ทว่าสิ่งที่นางคิดได้ก็คือในมิติมีทองคำแท่งอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งนางชื่นชอบเก็บเป็นทองคำมากกว่าเงินตรา เมื่อนำออกมามันก็ยังอยู่ในสภาพเดิมเช่นกัน
นางจึงตัดสินใจว่าจะนำทองคำเหล่านี้ออกมาขาย นี่คงเป็นความคิดที่ดีที่สุด เพราะทองคำย่อมขายได้ทุกที่อย่างแน่นอน
เฟิงเหยาจึงเดินทางไปยังร้านรับซื้อของมีค่าและทองคำที่นางได้สอบถามเส้นทางมาจากคนในตลาดแล้ว ร้านแห่งนี้ดูลึกลับซับซ้อนอยู่ไม่น้อย เมื่อก้าวเข้ามาภายในกลับเงียบงันจนไร้ผู้คน เฟิงเหยาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในอีก
“แม่นาง เจ้ามาทำอันใดที่นี่หรือ?”
เมื่อเฟิงเหยาเดินลึกเข้ามา ก็มีชายชราผู้หนึ่งเดินออกมาเอ่ยถามนาง
“ข้าจะนำของมาขายเจ้าค่ะ”
“คือสิ่งใดหรือ” ท่านลุงผู้นี้กวาดสายตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า คงกำลังประเมินว่าสตรีท่าทางเช่นนางจะมีของมีค่าอันใดมาขายได้กระมัง
“ทองคำแท่งเจ้าค่ะ”
เฟิงเหยาหยิบทองคำออกมาจากถุงผ้าที่สะพายอยู่ทำเอาท่านลุงถึงกับตกตะลึง เพราะทองที่นางนำออกมานั้นมีถึงสามแท่ง!
สตรีที่แต่งกายธรรมดาซ้ำรูปร่างยังซูบผอมไร้สง่าเช่นนาง กลับพกทองคำแท่งมามากมายขนาดนี้ จะไม่ให้เขาประหลาดใจได้อย่างไร
“เช่นนั้นเชิญแม่นางด้านในเถิด”
เฟิงเหยาเดินตามเข้าไปยังพื้นที่ส่วนในของร้าน ซึ่งมีลูกกรงกั้นหนาแน่นและมีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง
“แม่นางท่านนี้ต้องการนำทองคำมาขายขอรับ”
เฟิงเหยาวางทองคำทั้งสามแท่งลงในถาดที่ทางร้านเตรียมไว้ บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นจึงนำทองไปตรวจสอบน้ำหนักและเนื้อสัมผัสเพื่อดูว่าเป็นของแท้หรือไม่
“ไม่น่าเชื่อว่าสตรีเช่นเจ้าจะมีทองคำถึงสามแท่ง ซ้ำแต่ละแท่งยังหนักถึงห้าสิบตำลึงทอง”
บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นเจ้าของร้าน ส่วนท่านลุงที่พานางมาคงเป็นเพียงผู้ดูแล
“สตรีเช่นข้าหรือเจ้าคะ? ท่านหมายถึงสตรีสภาพซอมซ่อผู้นี้จะมีของมีค่าได้อย่างไรกระนั้นหรือ เถ้าแก่ท่านอย่ามองคนเพียงภายนอกนักเลย บางคนแต่งตัวดูดีก็ใช่ว่าจะน่านับถือเสมอไป”
เฟิงเหยาเหยียดยิ้มบางๆ นางคิดในใจว่าตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณที่ห่างจากโลกเดิมถึงสองพันหกร้อยปีแห่งนี้ นางดูจะพูดประโยคยาวๆ ได้เก่งขึ้นมาก ทั้งที่ความจริงแล้วนางแทบไม่อยากจะเสวนากับผู้ใดเลยเสียด้วยซ้ำ
นางจำเป็นต้องพูดออกไปบ้าง เพราะคนบางประเภทหากไม่โดนตอกกลับเสียบ้างก็คงไม่รู้สึก คนที่ชอบมองผู้อื่นเพียงเปลือกนอกเช่นนี้ไม่ถูกโฉลกกับนางเลยจริงๆ
“ถือว่าข้ามองเจ้าผิดไป ต้องขออภัยแม่นางด้วยที่เสียมารยาท ทองคำที่เจ้านำมาขายมีสามแท่ง แท่งละห้าสิบตำลึงทอง รวมเป็นหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงทอง อัตราแลกเปลี่ยนคือหนึ่งตำลึงทองเท่ากับสิบตำลึงเงิน เช่นนั้นทองของเจ้าจึงรวมเป็นเงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเงิน”
ในยุคสมัยนี้ทองคำมิได้ถูกใช้เป็นเงินตราหมุนเวียนหลักในหมู่ชาวบ้าน ทว่าก็นับว่ามีราคาสูงยิ่งนัก เงินจำนวนนี้เพียงพอให้นางซื้อรถม้าและใช้เดินทางได้อย่างเหลือเฟือ
เมื่อได้รับเงินครบถ้วนแล้ว เฟิงเหยาก็เก็บมันเข้าสู่มิติส่วนตัวทันที การมีมิติเก็บของวิเศษเช่นนี้ช่างสะดวกสบายเสียนี่กระไร
เฟิงเหยาเดินกลับมายังโรงเตี๊ยมที่นางเช่าห้องพักเอาไว้ ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมระดับกลางสำหรับนักเดินทางทั่วไป ราคาที่พักต่อคืนคือห้าสิบอีแปะ
นางมองว่าราคานี้สมเหตุสมผลไม่สูงจนเกินไป อีกทั้งนางตั้งใจจะพักเพียงไม่กี่วันเพื่อรอให้มารดาฟื้นฟูกำลังวังชาเสียก่อน ทว่าในระหว่างที่กำลังจะเดินขึ้นไปยังห้องพัก นางกลับได้ยินกลุ่มสตรีที่นั่งอยู่ใกล้ๆเอ่ยถึงชื่อของนางอย่างสนุกปาก
เฟิงเหยาจึงตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะแถวนั้น เพื่อฟังว่าคนเหล่านั้นกำลังสนทนาเรื่องใดกันแน่ นางนั่งลงแล้วรินน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น เพื่อให้ดูเนียนไปกับแขกในโรงเตี๊ยม
“ข้าได้ยินมาว่าจูเฟิงเหยา สตรีร้ายกาจผู้นั้นพามารดาหนีออกจากจวนตระกูลจูไปแล้ว” สตรีคนหนึ่งเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
“ใช่ ข้าเองก็ได้ยินมาเช่นกันว่านางถึงขั้นคิดจะแย่งบุรุษของน้องสาวตนเองด้วย แม้ข้าจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่นางคงจะมีใบหน้าอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวเป็นแน่ มิเช่นนั้นจะไร้ยางอายถึงขนาดแย่งคนรักของน้องสาวเชียวหรือ”
สตรีคนที่สองเอ่ยสมทบด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
เฟิงเหยาที่นั่งอยู่ใกล้ๆกระตุกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนชาวเมืองจะเข้าใจเรื่องนี้ผิดไปไกลนัก เพราะบุรุษที่คนพวกนี้กล่าวหาว่านางไปแย่งชิงมานั้น
แท้จริงแล้วคือ ‘ชงอู๋เซียน’ คู่หมั้นคู่หมายตามสมรสพระราชทานของร่างนี้ต่างหาก เขาเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนระดับสูงที่มีตำแหน่งเป็นถึงเฉิงเซี่ยง ผู้ทำหน้าที่ปกครองหัวเมืองสำคัญ
ทว่าเพราะจูฟางเฟยชื่นชอบในตัวชงอู๋เซียน จึงวางแผนแย่งชิงคู่หมั้นของพี่สาวจนสมปรารถนา นางใช้เล่ห์เหลี่ยมทำให้บุรุษผู้นั้นหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
และยังเป็นคนป่าวประกาศข่าวลือเสียหาย กระพือข่าวให้ผู้คนเข้าใจเฟิงเหยาผิดไป ซึ่งจูฟางเฟยเองก็มิเคยเห็นนางเป็นพี่สาวอยู่ในสายตาอยู่แล้ว
เฟิงเหยาฟังวีรกรรมความร้ายกาจของร่างนี้ ที่กลุ่มสตรีพูดคุยกันอย่างสนุกปากแล้วก็ได้แต่สมเพชในใจ เรื่องราวเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น ร่างเดิมมิเคยทำเรื่องเลวทรามแต่กลับเป็นฝ่ายถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และที่น่าขันที่สุดคือเรื่องที่นางพามารดาออกมาจากนรกแห่งนั้น กลับถูกบิดเบือนไปว่านางหนีตามบุรุษชั่ว และมารดาถูกไล่ออกจากตระกูลเพราะอบรมบุตรสาวไม่ดี
ในเมื่อคนพวกนั้นไม่คิดจะปล่อยให้นางกับมารดาได้อยู่อย่างเป็นสุข นางก็จะมิยอมให้พวกมันได้เสพสุขบนความทุกข์ของมารดานางเช่นกัน!
นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวประโลมโลกที่เคยผ่านตาจะมาเกิดขึ้นกับตนเอง ในเมื่ออยากให้นางเป็นนางร้ายนัก นางก็จะสนองคืนให้สมใจ ดวงตาหงส์ฉายแววอำมหิตจนน่าขนลุก
‘หึ ตระกูลโฉดชั่วเช่นนี้ ข้าจะทำให้พวกเจ้าอยู่ไม่เป็นสุข จะทำให้รู้แจ้งว่าการอยู่อย่างตายทั้งเป็นนั้นรสชาติเป็นเช่นไร!’
เฟิงเหยากลับเข้าไปหามารดาในห้องพัก นางตรวจดูร่างกายของลี้จิงซู่อย่างละเอียดก็พบว่าพิษร้ายถูกขับออกมาจนสิ้นแล้ว
“ท่านแม่เจ้าคะ พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านออกเดินทางไปยังดินแดนทักษิณ ข้าจะพาท่านกลับไปหาครอบครัวไปหาตระกูลลี้เจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นลี้จิงซู่ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยามที่ตระกูลลี้ต้องโทษ นางพยายามดิ้นรนหาทางช่วยทุกวิถีทาง อ้อนวอนขอร้องอดีตสามีแทบปางตาย ทว่าเขากลับนิ่งดูดายไม่ยื่นมือเข้าช่วย ทั้งที่เขามีอำนาจมากพอจะทำได้
ณ ห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ภายในตำหนักคุนหนิง ของวังหลวงยามนี้สภาพแวดล้อมที่เคยหรูหราสง่างามสมฐานะ ที่ประทับของพญาหงส์คู่บัลลังก์ ได้แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลหลี่ สาขาวังหลวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวไม่มีม้วนฎีกาการเมืองหรือคัมภีร์หลักธรรมคำสอนใดๆ วางอยู่หลงเหลือ ทว่ามันกลับถูกจับจองพื้นที่ด้วยตั๋วเงินกองมหึมา หีบทองคำแท่งที่เปิดฝาอ้าทิ้งไว้จนแสงทองสะท้อนวิบวับ และสมุดบัญชีปกหนังสีดำแบบตะวันตกนับสิบเล่มหลี่เฟิงมี่กำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือเรียวสวยรัวดีดลูกคิดเสียงดัง แต๊กๆๆๆ ราวกับกำลังสับไพ่ในกาสิโน ถัดจากนางไปไม่ไกลคือก้อนแป้งน้อย องค์หญิงเฟิงหวง วัยสามขวบที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพรม สองมือน้อยๆ พยายามตะครุบก้อนตำลึงเงินเอามาเรียงเป็นตึกสูงอย่างสนุกสนาน“เฟิงมี่ นี่เจ้ายังนับเงินของเดือนนี้ไม่เสร็จอีกหรือ?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเยี่ยหมิงเฉิน ผู้เป็นโอรสสวรรค์ปกครองแผ่นดินแคว้นเยียนอันเกรียงไกร เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่ามังกรทะยานอันสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองกองเงินกองทองในห้องพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงด
ณ ตำหนักคุนหนิงอันหรูหราตระการตา ของวังหลวงแห่งแคว้นเยียนกลิ่นอายความตึงเครียดที่อบอวลอยู่เมื่อหลายเดือนก่อนได้มลายหายไปสิ้น บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยเสียงลั่นกลองรบของสมรภูมิรูปแบบใหม่ นั่นคือสมรภูมิตลาดแห่งวังหลัง ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองและวิสัยทัศน์อันแสนจะแสบสันของฮองเฮาหลี่เฟิงมี่สตรีนางใดในวังหลังที่เคยคิดว่าการได้ตำแหน่งพระสนมคือจุดสูงสุดของชีวิต บัดนี้ต่างต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หมดสิ้น เพราะสิ่งที่มีค่าและแสดงถึงอำนาจวาสนาในยามนี้ไม่ใช่ป้ายพระยศหยกทว่าคือบัตรสมาชิกแถบทองคำระดับวีไอพีสูงสุด ของระบบส่งด่วนข้ามวังหลังที่เฟิงมี่เป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว!“ฮองเฮาเพคะ ยอดสั่งซื้อชุดเครื่องหอมบำบัดอารมณ์และเครื่องประดับจำลองของเดือนนี้ พุ่งทะลุเป้าหมายไปมากกว่าสามเท่าตัวแล้วเพคะ” อาชิงเดินเข้ามารายงาน พลางยื่นสมุดบัญชีคู่เล่มหนาให้ผู้เป็นนายเฟิงมี่ที่กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้โยกบุนวมนุ่มหนา นัยน์ตาคู่งามฉลาดเฉลียว ปรายมองตัวเลขสถิติกำไรสุทธิพลางคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา“ดีมาก! พวกสนมเก่าที่เคยเข้าพวกกับตระกูลฮวา ยามนี้คงจะกระเป๋าฉีกจนแทบต้องจำนำของล้ำค่ากันหมดแล้ว
สำนักศึกษาหลวงเทียนอี่ พลันตกอยู่ในความเงียบงันยามค่ำคืน ทว่าภายในห้องอักษรส่วนตัวของซู่เหวิน แสงเทียนกลับยังคงสว่างไสวสะท้อนใบหน้าคมคายที่บัดนี้เรียบนิ่งสนิทจนน่ากลัวข้างกายของเขามีม้วนฎีกาลับและตารางบัญชีส่วยเกลือที่เขาแอบแกะรอยเชื่อมโยงมาเป็นเวลาหลายเดือน หลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงความชั่วช้าของใต้เท้าเฉิน เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ผู้ซึ่งเป็นคนส่งกลุ่มมือสังหารมาปลิดชีพตรั้งแล้วครั้งเล่า เขาจนทำให้ไป๋หลิงต้องเกือบเอาชีวิตไม่รอดซู่เหวินจัดอาภรณ์สีครามเข้มอย่างประณีต มือหนาลูบไล้คัมภีร์ไม้ไผ่เคลือบเหล็กกล้าและกล่องกลไกขนาดพกพา ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองด้วยความรู้ล้ำลึกแววตาของอาจารย์หนุ่มไร้วรยุทธ์ในยามนี้ ไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นและปัญญาอันเฉียบแหลมที่พร้อมจะแผดเผาคนชั่วให้พินาศในเมื่อคนพวกนั้นยังไม่ยอมหยุด เขาก็จะทำให้มันจบเอง ครั้งก่อนที่ไป๋หลิงข่มขู่ไปดูเหมือนว่าใต้เท้าฉินผู้นี้ยังไม่เข็ดหลาบ เช่นนั้นเขาจะทำให้คนพวกนั้นรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเอง ว่าเป็นเช่นไรซู่เหวินก้าวเดินไปที่เตียงกว้าง เขาทอดสายตามองดูไป๋หลิ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศรอบเรือนพักท้ายสำนักศึกษาหลวงเทียนอี่แห่งเมืองกว่างโจว กลับยิ่งทวีความหนาวเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่บอกซู่เหวิน อาจารย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านสติปัญญาและความรอบรู้ ทว่ากลับไร้ซึ่งกำลังภายในและวรยุทธ์โดยสิ้นเชิงยามนี้เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับชายชุดดำร่างยักษ์สามคนที่แผ่กลิ่นอายสังหารรุนแรง ดาบเล่มโตในมือของพวกมันสะท้อนแสงสายฟ้าแปลบปลาบ ดูน่ากลัวราวกับยมทูตที่พร้อมจะพรากวิญญาณของเขาไปทุกเมื่อ“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ท่านอาจารย์ซู่เหวิน!” หัวหน้านักฆ่าแค่นเสียงเหี้ยม พลางตวัดดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของซู่เหวินอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยมซู่เหวินเบิกตากว้าง สองมือที่เคยจับพู่กันและคัมภีร์สั่นระริก สมองของเขาประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็วทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อด้วยสัญชาตญาณความกลัวของปุถุชนทั่วไป ที่ไม่เคยผ่านสมรภูมิเลือด คมดาบแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงคืบ ความตายลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเองเคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุ
หลังจากเกลียวคลื่นแห่งความยินดีในงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมสุขของกู้ไห่และถังเสี่ยวเป่า เพิ่งจะพัดผ่านผืนทรายชายหาดภาคใต้ไปได้ไม่นาน ทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ เมืองกว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความคึกคักและตระการตาขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพื่อต้อนรับเทศกาลมงคลครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต่างตั้งตารอคอย นั่นก็คือพิธีสมรสของสายทหารปะทะคู่ค้าทิศประจิม ระหว่างคุณชายรองฉินอวี่ และคุณหนูใหญ่เหยาชิงชิงงานมงคลในครานี้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ยิ่งใหญ่อลังการดุจภาพวาดสวรรค์ เนื่องจากตระกูลเหยาเป็นถึงมหาคหบดีผู้ผูกขาดโรงเตี๊ยมและคลังสินค้าทางภาคประจิม ผสานเข้ากับทรัพย์สินกองเงินกองทองของหอการค้าตระกูลหลี่ที่หลี่เฟิงมี่ ซึ่งยามนี้ดำรงตำแหน่งฮองเฮาอยู่ในวังหลวง แอบส่งสารสั่งการให้คนส่งของขบวนพิเศษ ลำเลียงเอาเครื่องเรือนทองคำ ผ้าแพรไหมพะเยียชั้นเลิศ และของขวัญล้ำค่ามาสนับสนุนให้สหายอย่างเหยาชิงชิงอย่างเต็มที่ จนชาวบ้านนับหมื่นที่มามุงดูพากันแตกตื่นเลื่องลือไปทั่วทั้งชายแดนใต้ถนนทุกสายที่มุ่งสู่จวนถูกปูด้วยพรมสีเพลิง โคมไฟแพรทองฉลุลวดลายพยัคฆ์ขาวเหยียบเมฆานับพันดวงถูกจุดสว่างไสวเจิดจ้า แสงไฟสะท้อนผิวน้ำทะเลระย
หลังจากที่ขบวนเสด็จเกียรติยศของเยี่ยหมิงเฉินและหลี่เฟิงมี่ เคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่สะท้านราชสำนัก บรรยากาศ ณ เมืองท่าชายแดนใต้กว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขตามธรรมชาติของเมืองริมทะเลทว่าในความเงียบสงบนั้น กลิ่นอายมงคลระลอกใหม่กลับตลบอบอวลขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อถึงเวลาจัดงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสุข ของคู่น้องใหม่สายลุยจอมพลังอย่างกู้ไห่ บุตรชายรองแม่ทัพ และถังเสี่ยวเป่า บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักคุ้มภัยตระกูลถังงานแต่งงานในครานี้ไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ หาได้มีขันหมากทองคำหมื่นตำลึงมาตั้งวางขวางทางเดินจนคนแตกตื่นทั้งแคว้น ทว่ามันกลับถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและอบอุ่นที่สุด ณ ลานเรือนพักไม้หอมริมชายหาดส่วนตัวหลังจวนตระกูลหลี่ทั่วทั้งบริเวณถูกตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษเซวียนจื่อสีแดงมงคลนับร้อยดวงที่ส่องแสงสีส้มสลัว ระยิบระยับไปกับเกลียวคลื่นทะเลใต้ที่ซัดสาดชายฝั่งอย่างเป็นจังหวะ กลิ่นหอมของอาหารมงคลรสเลิศจากตี้อี้เว่ย และน้ำแกงสมุนไพรอุ่นโชยมาตามสายลมฤดูร้อน ชวนให้จิตใจของทุกคนพรั่งพรูไปด้วยรอยยิ้มความสุขภายในห้องโถงพิธ







