Share

บทที่ 4

Author: หรงเซิง
หัวใจของหลินชิงเหลียนคล้ายถูกเข็มทิ่มแทงไปหนึ่งที

สวี่เซี่ยงหลานซ่อนมือไว้ข้างหลัง “ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาจารย์ พี่สะใภ้กำลังโมโหอยู่นี่คะ ฉันหนังหนาเนื้อหยาบ ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ”

“อธิบายมา!” ฉินเฟิงมองหลินชิงเหลียนด้วยแววตาที่กดข่มไฟโกรธเอาไว้

เขาถึงกับไม่ยอมเอ่ยปากถามเธอสักคำ ก็หลงเชื่อคำพูดลอยๆ ของสวี่เซี่ยงหลานไปแล้ว และปักใจเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเธอ

หลินชิงเหลียนจ้องหน้าเขาเขม็ง “ฉินเฟิง ถ้านายบอกว่า วันที่เกิดน้ำท่วม สวี่เซี่ยงหลานไม่ได้เป็นตะคริวเลยสักนิด หรือแม้กระทั่งปืนที่เธอยิงเมื่อวาน เธอก็จงใจยิงให้พลาด นายจะเชื่อไหมล่ะ?”

“หลินชิงเหลียน” ฉินเฟิงกำหมัดแน่น “เธอจะแต่งเรื่องทั้งที ก็หัดแต่งให้มันดูเนียนกว่านี้หน่อยได้ไหม!”

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ฉันรู้ว่าเธอโกรธฉันเรื่องของเสี่ยวหม่านมาตลอด แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างให้เธอมาพาลใส่ ใส่ร้าย และทำร้ายคนอื่นนะ!”

เขาไม่เชื่อเธอ

หลินชิงเหลียนมองดูผู้ชายตรงหน้าที่คอยปกป้องสวี่เซี่ยงหลานไว้ข้างหลังอย่างแน่นหนา จู่ๆ ก็รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน

เธอไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเขา จึงตัดสินใจหลับตาลง ไม่มองหน้าเขาอีก

ฉินเฟิงเห็นท่าทีไม่สำนึกผิดและไม่อยากเสวนาด้วยของเธอ ไฟในใจก็ยิ่งลุกโชน

แต่พอเห็นใบหน้าซีดเผือดและพวงแก้มที่ซูบผอมลงทุกวันของเธอ สุดท้ายเขาก็ต้องฝืนข่มความโกรธเอาไว้

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแข็งกร้าว “ช่วงสองสามวันนี้เธอพักรักษาตัวให้ดีเถอะ รอให้ร่างกายหายดีเมื่อไหร่ ค่อยไปขอโทษเซี่ยงหลาน!”

พูดจบ เขาก็จูงมือที่แดงเถือกของสวี่เซี่ยงหลาน “ไปเถอะ เดี๋ยวฉันทายาให้”

หลินชิงเหลียนมองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินจากไป ในใจไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความด้านชาและอ้างว้าง

ช่วงเวลาหลังจากนั้น เธอก็นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง

วันที่ออกจากโรงพยาบาล เธอกลับไปที่บ้าน แล้วโทรศัพท์ไปร้องเรียนที่สถานีตำรวจ อธิบายเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องที่ถูกลักพาตัว “สหายสวี่เซี่ยงหลานทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในหน้าที่จนทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง ฉันขอเรียกร้องให้มีการลงโทษเธออย่างเหมาะสมค่ะ”

ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “รับทราบครับ ทางเราจะรีบตรวจสอบให้เร็วที่สุดครับ”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา โทรศัพท์ที่บ้านก็ดังขึ้น

หลินชิงเหลียนรับสาย ก็ได้ยินเสียงกดต่ำอย่างได้ใจของสวี่เซี่ยงหลาน “หลินชิงเหลียน เธอคิดว่าร้องเรียนไปแล้วจะมีประโยชน์งั้นหรอ? พี่เฟิงเขาต้องปกป้องฉันอยู่แล้ว! ไม่เชื่อเธอก็ลองฟังดูสิ…”

วินาทีต่อมา หลินชิงเหลียนก็ได้ยินเสียงของฉินเฟิงแว่วมาจากไกลๆ “ชิงเหลียนเป็นภรรยาผมครับ ผมจะกลับไปเกลี้ยกล่อมให้เธอถอนคำร้องเรียนเองครับ”

เสียงชายวัยกลางคนที่ดูจริงจังและเข้มงวดดังขึ้น “การทำงานของสวี่เซี่ยงหลานมีข้อผิดพลาดอยู่จริงๆ ตั้งแต่เธอเข้ามาทำงานจนถึงตอนนี้ ผลงานแต่ละอย่างล้วนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สมควรต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด! ทางสถานีปรึกษากันแล้วว่าจะไล่สวี่เซี่ยงหลานออก…”

“ไม่ได้นะครับ!” น้ำเสียงของฉินเฟิงร้อนรน “ผมไม่เห็นด้วย! ผู้กำกับครับ เซี่ยงหลานเป็นคนที่ผมดูแลอยู่ เธอทำงานผิดพลาด ผมก็ต้องเป็นคนรับโทษแทนเธอสิครับ!”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ฉินเฟิง ถ้าคุณจะรับโทษแทนเธอ ไม่ใช่แค่ต้องเขียนจดหมายขอโทษแปะประกาศให้คนนอกรับรู้เท่านั้น แต่ยังต้องถูกลดขั้นด้วย คุณคิดดูให้ดีนะ!”

“ผมคิดดีแล้วครับ!” ฉินเฟิงไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย “ผมยินดีครับ!”

“ปัง!” หลินชิงเหลียนกระแทกหูโทรศัพท์ลงอย่างแรง

เธอนั่งนิ่งค้างอยู่ในห้องรับแขกเป็นเวลานาน สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่อาบไล้บนใบหน้า

ไม่ใช่เพราะฉินเฟิง แต่เพราะตัวเธอเอง และเพราะเสี่ยวหม่าน

จู่ๆ เธอก็ลุกขึ้นยืน นำเอาความทรงจำร่วมกันระหว่างเธอและฉินเฟิงที่เคยเก็บกวาดไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงม้าโยกและของเล่นที่เขาทำให้เสี่ยวหม่าน ออกไปที่ลานบ้าน แล้วจุดไฟเผามันจนมอดไหม้ไม่เหลือซาก

ประตูใหญ่ถูกคนผลักออกอย่างแรง ฉินเฟิงปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าเขียวปัด

“ทำไมเธอต้องไปร้องเรียนเซี่ยงหลานด้วย? เธอรู้ไหมว่าทำแบบนี้มันจะทำลายอนาคตเธอนะ!”

ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกโชน หลินชิงเหลียนหันกลับมามองอย่างสงบนิ่ง “ถ้าเธอไม่มีความผิด แล้วฉันจะร้องเรียนสำเร็จได้ยังไง? อีกอย่าง นายก็ช่วยเคลียร์ปัญหาให้เธอไปแล้วไม่ใช่หรอ?”

ตอนที่เธอพูดประโยคนี้ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเยือกเย็นและเฉยเมยถึงขีดสุด

ฉินเฟิงมองหน้าเธอ จู่ๆ ก็รู้สึกว่า... หลินชิงเหลียนช่างดูแปลกหน้าและห่างเหินเหลือเกิน

ความรู้สึกผิดปกติและกระวนกระวายใจเมื่อสองสามวันก่อนตีตื้นขึ้นมาในใจอีกครั้ง ฉินเฟิงขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ แล้วปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง

“ฉันรู้ว่าในใจเธอมีเรื่องบาดหมางกันอยู่ แต่เซี่ยงหลานไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ ชิงเหลียน เรื่องครั้งนี้ก็ให้มันแล้วๆ ไปเถอะ คราวหน้าอย่าทำเรื่องวุ่นวายอีกเลยนะ ดีไหม?”

หลินชิงเหลียนมองลึกเข้าไปในตาเขา ก่อนจะพยักหน้า “ได้สิ”

หลังจากนี้ เธอจะไม่มีวันทำตัวงี่เง่ากับเขาอีกแล้ว

เพราะระหว่างพวกเขา มันไม่มีคำว่า “หลังจากนี้” อีกต่อไปแล้ว

หลินชิงเหลียนเดินกลับเข้าห้องไป ฉินเฟิงมองดูเถ้าถ่านบนพื้นด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น

เธอเผาอะไรไปน่ะ?

ฉินเฟิงอยากจะตามไปซักไซ้ แต่โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ในตัวเมืองเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสองคดีซ้อน สถานการณ์ฉุกเฉิน เขาจึงทำได้เพียงรีบร้อนจากไปอีกครั้ง

หลังจากฉินเฟิงจากไป หลินชิงเหลียนก็ได้รับสายจากหัวหน้าหน่วยศิลปากร “ชิงเหลียน โควตาไปเรียนต่อที่มอสโกของเธออนุมัติผ่านแล้วนะ เธอเตรียมตัวให้พร้อมล่ะ อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็ออกเดินทางได้เลย”

หลินชิงเหลียนกำหูโทรศัพท์แน่น น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ “ได้ค่ะ! ฉันจะออกเดินทางให้ตรงเวลาค่ะ!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 17

    หลินชิงเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยฝืนยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร”เธอหันหลังเดินออกไป เรียกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาตรวจดูอาการของฉินเฟิงช่วงสองสามวันหลังจากนั้น เธอยังคงเฝ้าดูแลฉินเฟิงอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เพียงแต่แทบจะไม่ได้พูดคุยกับเขาเลยส่วนใหญ่แล้ว เธอจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือส่วนฉินเฟิง เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าระหว่างเขากับหลินชิงเหลียนมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลกจู่ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อก่อนในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยแค่ไหน หลินชิงเหลียนก็จะคอยวนเวียนไถ่ถามด้วยความห่วงใยและร้อนใจเสมอมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกคนร้ายแทงตั้งหลายแผล ตอนที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมีเลือดอาบไปทั้งตัว หลินชิงเหลียนกุมมือเขาไว้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตอนนั้น เธอคอยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตกกลางคืนแค่เขาขยับตัวพลิกตัว เธอก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการเขาท

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 16

    หลินชิงเหลียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงเดินตรงไปทางที่ฉินเฟิงอยู่เธอไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย “ฉินเฟิง เลิกตามตื๊อฉันสักทีเถอะ สิ่งที่นายทำมาทั้งหมดนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลยสักนิด มันมีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ฉันเปล่าๆ”ฉินเฟิงหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ชายชาตรีที่เคยแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับดูต่ำต้อยเหลือเกิน “ขอโทษนะชิงเหลียน ฉันก็แค่อยากจะเข้าใกล้ อยากจะชดเชยให้เธอสักนิด... ฉันรู้ ว่าห้าปีที่ผ่านมาฉันติดค้างเธอไว้เยอะมาก...”หลินชิงเหลียนจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉินเฟิง นายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”“ตอนที่ฉันรักนาย ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่านายติดค้างอะไรฉัน แล้วพอตอนที่ฉันไม่รักนายแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการชดเชยของนายพวกนี้ มันก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย”“มันก็เหมือนกับแสงแดดแผดเผาในฤดูร้อน พายุฝนน้ำแข็งในฤดูหนาว ที่มีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หรือแม้กระทั่ง... ขยะแขยง”ขอบตาของฉินเฟิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขามองหลินชิงเหลียนอย่างเหม่อลอย พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวเขามองดูหลินชิงเหลียนหันหลัง แล้วก้าวยาวๆ เดินไปทางร้านกาแฟฝั่งต

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 15

    ฉินเฟิงน้ำเสียงร้อนรน “ชิงเหลียน ฉันต้องขอโทษเธอก่อน”“เรื่องที่เอาเธอไปเป็นเหยื่อล่อนั่น ความจริงแล้วตอนแรกเตรียมจะให้สวี่เซี่ยงหลานเป็นคนทำ วันนั้นที่ฉันไปเป็นเพื่อนเธอซื้อชุดกระโปรงสีแดงที่ห้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่พวกเราซ้อมกันอยู่หลายรอบ เธอตื่นเต้นเกินไปจนดูออกชัดเจนว่ากำลังแสดง พวกเราถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนคนกะทันหัน”“ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรปิดบังไม่ยอมบอกเธอก่อน ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอตื่นเต้นแล้วมันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา”“แล้วก็ ฉันรู้ธาตุแท้ของสวี่เซี่ยงหลานแล้วนะ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องโจรลักพาตัวล้วนเป็นฝีมือเธอจงใจทำทั้งนั้น ข้อมูลในแฟ้มคดีเธอก็เป็นคนเผา เป็นเธอที่จงใจใส่ร้ายเธอ ฉันไม่ควรที่จะไม่เชื่อใจเธอเลย…”ฉินเฟิงขอบตาแดงก่ำ “ชิงเหลียน ฉันไม่ควรระแวงไม่เชื่อใจเธอ ไม่ควรลงโทษเธอ ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ผิดอย่างมหันต์เลย…”“ฉันไปรายงานเรื่องสวี่เซี่ยงหลานกับทางสถานีแล้ว เธอถูกไล่ออก แล้วก็ถูกส่งตัวไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานแล้วล่ะ ชิงเหลียน ระหว่างฉันกับเธอเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะ เธอต้องเชื่อฉันนะ”ฉินเฟิงมองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวั

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 14

    สามวันต่อมา ที่มอสโกฉินเฟิงถือกระดาษโน้ตในมือ หลังจากลงเครื่องก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงละครใหญ่แห่งมอสโก แล้วเขาก็ได้เห็นหลินชิงเหลียนในห้องซ้อมหลังเวทีเธอสวมชุดกระโปรงบัลเลต์สีขาว เขย่งปลายเท้าอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเสียงนับของครูฝึก ทั้งเตะขา หมุนตัว ท่วงท่าล้วนงดงามและทรงพลังรูปร่างของเธอเหยียดตรง ลำคอระหง บนใบหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวกับดวงดาว ทอประกายแห่งความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวสองเท้าของฉินเฟิงราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ เขาจ้องมองเธอเขม็งอย่างเหม่อลอยหลงใหลโดยไม่วางตาวินาทีนี้ ฉินเฟิงราวกับได้เห็นหลินชิงเหลียนเมื่อห้าปีก่อน ที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีชั่วคราวของสถานีตำรวจจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าหญิงสาวที่เคยมีแววตาสดใสเป็นประกายคนนั้น ต้องกลายเป็นคนหม่นหมองและสูญเสียสีสันทั้งหมดในชีวิตไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีของชีวิตแต่งงาน ท่ามกลางการละเลยและเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาหัวใจราวกับถูกอุดไว้ด้วยสำลีเปียกชื้นก้อนใหญ่ ทั้งจุกทั้งปวดร้าว กดทับจนฉินเฟิงแทบจะหายใจไม่ออกเขาถึงขั้นไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แ

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 13

    ฉินเฟิงคุมตัวสวี่เซี่ยงหลานเข้าไปในสถานีตำรวจ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนที่มามุงดูในห้องทำงานของผู้กำกับ เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่สวี่เซี่ยงหลานเคยทำออกมาอย่างละเอียดทีละเรื่องผู้กำกับมองดูคนทั้งสองตรงหน้า สีหน้าทะมึนดำเคร่งเครียดเขาตวาดลั่น “ฉินเฟิง! นี่คุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าเมื่อหลายวันก่อนคุณดึงดันที่จะปกป้องสวี่เซี่ยงหลานยังไงบ้าง!”ฉินเฟิงเงียบไป แววตาเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ “ผมผิดเองครับ ผมมองคนผิด ผมนึกว่าสวี่เซี่ยงหลานแค่ทำผิดพลาดเพราะความสามารถไม่ถึง ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะซ่อนเจตนาร้ายแอบแฝง และจงใจทำร้ายคนอื่น!”“ผู้กำกับครับ ผมทำผิด ผมยินดีรับโทษทุกอย่าง แต่ผมต้องการให้สวี่เซี่ยงหลานได้รับบทเรียนที่สาสม ให้ส่งตัวเธอไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานครับ”สวี่เซี่ยงหลานแววตาวูบผ่านความเคียดแค้นชิงชัง “ผู้กำกับคะ ฉันขอร้องเรียนว่าฉินเฟิงอาศัยหน้าที่การงานมาตีสนิท และใช้อำนาจล่วงละเมิดฉันค่ะ! เขาทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่ยังแต่งงานอยู่ ถือเป็นการคบชู้ ฉันต้องการส่งเขาไปเข้าค่ายดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานเหมือนกันค่ะ!”ผู้กำกับมองคนทั้งสองตรงหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นพวก

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 12

    ตอนที่เธอตัดใจจากเขาอย่างเด็ดขาด และตั้งใจจะจากเขาไปอย่างแน่วแน่ เขายังถึงขั้นเอาเรื่องการลงโทษมาอ้าง เพื่อขังเธอไว้ตั้งสองวันฉินเฟิงยกมือขึ้น แล้วตบหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่อย่างแรงจากนั้น เขาก็ก้าวไปข้างหน้า ค่อยๆ เปิดฝาประตูห้องใต้ดินออก แล้วเดินลงไปเพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าว หนูตัวอ้วนพีหลายตัวก็ส่งเสียงร้อง “จี๊ดๆ” แล้ววิ่งสวนออกไปจากปลายเท้าของเขาอย่างรวดเร็วร่างของฉินเฟิงแข็งทื่อไปทั้งตัวในห้องใต้ดินมีหนูได้ยังไง?ชิงเหลียนกลัวหนูที่สุด ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ที่บ้านเคยมีหนูเข้ามาอาละวาดครั้งหนึ่ง เธอตกใจกลัวจนกระโดดกอดเขาแน่น แถมยังร้องไห้อยู่นานมากและในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้กลิ่นเหม็นบูดลอยมาจากข้างในฉินเฟิงขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้วยความสงสัยเต็มอก ก็พบว่าทั่วทั้งห้องใต้ดินเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกหนูกัดแทะ และบนพื้นตรงหน้าประตูห้องใต้ดิน ก็มีเศษอาหารที่ขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวกองอยู่นั่นมัน... กับข้าวที่เขาตักมาจากโรงอาหารของสถานี แล้วให้สวี่เซี่ยงหลานเอามาส่งให้ในวันนั้นนี่นา!ภาพตอนที่หลินชิงเหลียนเดินออกมาจากห้องใต้ดินด้วยสภาพที่ทั้งหวาดกลัวและอ่อนแรงผุดขึ้นมาในหั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status