Share

บทที่ 6

Author: หรงเซิง
หลินชิงเหลียนขมวดคิ้ว “เธอกำลังพูดเรื่องอะไร?”

สวี่เซี่ยงหลานพุ่งพรวดเข้ามา รอยฝ่ามือบนใบหน้าแดงเถือก ใต้ตายังมีคราบน้ำตาเกาะอยู่ “พี่สะใภ้ ทำไมพี่ถึงต้องฉวยโอกาสตอนที่อาจารย์ไปเข้าห้องน้ำเผาเอกสารทิ้งด้วย พี่รู้ไหมว่าเพื่อคดีนี้ ขนาดตอนที่อาจารย์นอนอยู่โรงพยาบาลก็ยังไม่ได้พักผ่อนเลย เอาแต่ตามหาเบาะแสมาตลอด”

“ในแฟ้มคดีมีภาพสเกตช์ของคนร้ายอยู่ พี่รู้ไหมว่ามันเป็นเบาะแสที่สำคัญมากขนาดไหน!”

“ฉันไม่ได้ทำ” หลินชิงเหลียนแววตาเย็นเยียบ “สวี่เซี่ยงหลาน ฉันอยู่ในห้องตลอดไม่ได้ออกไปไหนเลย เธอกำลังใส่ร้ายฉัน…”

“นี่เธอจะบอกว่าเซี่ยงหลานเผาแฟ้มคดีเองเพื่อใส่ร้ายเธองั้นหรอ?”

ฉินเฟิงน้ำเสียงเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “เธอรู้บ้างไหมว่าเซี่ยงหลานทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายให้คดีนี้ไปมากแค่ไหน เธออดหลับอดนอนอยู่ที่สถานีติดต่อกันตั้งหลายวัน ก็เพื่อที่จะลากตัวคนร้ายออกมาให้ได้เร็วๆ!”

“หลินชิงเหลียน ฉันรู้ว่าเธอเก็บเอาเรื่องของเซี่ยงหลานมาคิดเล็กคิดน้อยตลอด แถมยังโทษฉันเรื่องเสี่ยวหม่านมาตลอดด้วย แต่เธอไม่ควรเอาความปลอดภัยของสังคมมาล้อเล่นนะ!”

หลินชิงเหลียนสะท้านไปทั้งร่าง เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาทิ่มแทง มุมปากเย็นชา “แล้วนายจะเอายังไงล่ะ?”

ฉินเฟิงถูกแววตาของเธอทิ่มแทงไปหนึ่งที วินาทีต่อมา ไฟโกรธก็ยิ่งลุกโชน “ในเมื่อเธอยังไม่รู้จักสำนึกผิด งั้นก็ลงไปทบทวนความผิดตัวเองในห้องใต้ดินสักสองวันก็แล้วกัน”

“นี่นายจะขังฉันหรอ?” หลินชิงเหลียนขอบตาแดงก่ำเอ่ยถามเสียงแข็ง “ฉินเฟิง แม้แต่ความจริงนายยังไม่ได้สืบให้กระจ่างเลย นายมีสิทธิ์อะไรมาขังฉัน?”

“เธอไม่มีสิทธิ์เลือก”

ฉินเฟิงคว้าข้อมือเธอเอาไว้ แล้วผลักเธอเข้าไปในห้องใต้ดิน ก่อนจะปิดประตูลง

เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวดังทะลุผ่านบานประตูเข้ามา “เธอจงทบทวนตัวเองอยู่ในนั้นให้ดี รู้ตัวว่าผิดเมื่อไหร่ ค่อยออกมาเมื่อนั้น!”

หลินชิงเหลียนจ้องมองบานประตูที่ปิดสนิท จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะไปหัวเราะมา น้ำตาก็ไหลรินลงมา มันแฝงไปด้วยความเวทนาและโล่งใจอย่างถึงที่สุด

หลินชิงเหลียนถูกขังอยู่สองวัน

วันแรก สวี่เซี่ยงหลานเปิดประตูห้องใต้ดินออก ถือกล่องข้าวมา แล้วเทกับข้าวทิ้งลงบนพื้น

วันที่สอง สวี่เซี่ยงหลานเปิดประตูห้องใต้ดิน โยนถุงใบหนึ่งเข้ามาข้างใน หนูหลายตัวคลานยั้วเยี้ยออกมา

เสียง “จี๊ดๆๆ” ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ในที่สุดหลินชิงเหลียนก็ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีกต่อไป เธอคลานไปที่ประตูห้องใต้ดิน ทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง “ปล่อยฉันออกไปนะ! ฉินเฟิง! ปล่อยฉันออกไป!”

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ประตูก็ถูกเปิดออก

ฉินเฟิงมองดูหลินชิงเหลียนในสภาพทุลักทุเลสุดขีด ในแววตาวูบผ่านความประหลาดใจ ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากถาม หลินชิงเหลียนที่ทั้งหิวโหยและหวาดกลัวขีดสุดก็สลบเหมือดไปเสียแล้ว

ตอนที่ฟื้นขึ้นมา ฉินเฟิงนั่งอยู่ตรงหัวเตียง

เมื่อเห็นเธอฟื้น เขาก็ประคองเธอขึ้นมาพิงกับหัวเตียง ยกชามโจ๊กอุ่นๆ ขึ้นมา “กินอะไรหน่อยสิ”

หลินชิงเหลียนเงียบกริบ ไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ เธออ้าปากรับช้อนที่เขาป้อนเข้ามาทีละคำ ทีละคำ กลืนกินลงไปราวกับหุ่นยนต์

หลังจากกินโจ๊กหมดชาม ฉินเฟิงก็หยิบชุดกระโปรงสีแดงออกมาตัวหนึ่ง “วันนี้เป็นวันเกิดเธอนะ ชิงเหลียน ฉันตั้งใจลางานกับทางสถานี เพื่อพาเธอออกไปกินข้าว ไปฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนเธอ”

หลินชิงเหลียนช้อนตาขึ้นมอง แววตาหมางเมิน “ฉันไม่ไป”

แต่งงานกันมาห้าปี ไม่ว่าจะเป็นวันครบรอบแต่งงานหรือวันเกิดของเธอ เขาไม่เคยอยู่ฉลองเป็นเพื่อนเธอเลยสักครั้ง

เมื่อก่อนความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ คือการให้เขายอมวางมือจากงานชั่วคราว แล้วมาฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนเธอสักครั้ง

แต่ตอนนี้ เธอไม่ต้องการมันอีกแล้ว

“ไปเถอะน่า” ฉินเฟิงยังคงยืนกราน “ตั้งแต่เสี่ยวหม่านจากไป เธอก็เอาแต่ซึมเศร้า ฉันชวนเพื่อนมาสองสามคน ทุกคนล้วนเป็นคนที่เธอรู้จักทั้งนั้นแหละ”

หลินชิงเหลียนจำใจต้องเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรง แล้วตามฉินเฟิงไปที่ร้านอาหารที่จองล่วงหน้าไว้

คนที่ฉินเฟิงเชิญมา ล้วนเป็นเพื่อนร่วมงานในสถานีตำรวจ ซึ่งหลินชิงเหลียนเคยเจอหน้าค่าตากันมาก่อน

แต่กินไปได้ไม่นาน สวี่เซี่ยงหลานก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา “อาจารย์คะ มีภารกิจด่วนค่ะ!”

พอฉินเฟิงได้ยิน ก็วางชามกับตะเกียบลงทันที แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ชิงเหลียน ขอโทษด้วยนะ เดี๋ยวเธอกลับเองแล้วกัน”

คนทั้งกลุ่มพากันวิ่งออกไปอย่างรีบร้อน แล้วขับรถออกไป

หลินชิงเหลียนเองก็วางชามและตะเกียบลง ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก รถและผู้คนบางตา เธอรออยู่นานมากก็ไม่เห็นวี่แววว่าฝนจะหยุดตก

ดึกมากแล้ว ร้านอาหารก็กำลังจะปิด หลินชิงเหลียนจึงต้องลุกขึ้นเดินฝ่าสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเพื่อกลับบ้าน

ตอนที่เดินผ่านตรอกเล็กๆ สายหนึ่ง จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจากด้านหลัง ปิดปากเธอไว้แน่น แล้วลากตัวเธอเข้าไปในส่วนลึกของตรอก

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 17

    หลินชิงเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยฝืนยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร”เธอหันหลังเดินออกไป เรียกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาตรวจดูอาการของฉินเฟิงช่วงสองสามวันหลังจากนั้น เธอยังคงเฝ้าดูแลฉินเฟิงอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เพียงแต่แทบจะไม่ได้พูดคุยกับเขาเลยส่วนใหญ่แล้ว เธอจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือส่วนฉินเฟิง เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าระหว่างเขากับหลินชิงเหลียนมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลกจู่ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อก่อนในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยแค่ไหน หลินชิงเหลียนก็จะคอยวนเวียนไถ่ถามด้วยความห่วงใยและร้อนใจเสมอมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกคนร้ายแทงตั้งหลายแผล ตอนที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมีเลือดอาบไปทั้งตัว หลินชิงเหลียนกุมมือเขาไว้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตอนนั้น เธอคอยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตกกลางคืนแค่เขาขยับตัวพลิกตัว เธอก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการเขาท

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 16

    หลินชิงเหลียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงเดินตรงไปทางที่ฉินเฟิงอยู่เธอไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย “ฉินเฟิง เลิกตามตื๊อฉันสักทีเถอะ สิ่งที่นายทำมาทั้งหมดนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลยสักนิด มันมีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ฉันเปล่าๆ”ฉินเฟิงหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ชายชาตรีที่เคยแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับดูต่ำต้อยเหลือเกิน “ขอโทษนะชิงเหลียน ฉันก็แค่อยากจะเข้าใกล้ อยากจะชดเชยให้เธอสักนิด... ฉันรู้ ว่าห้าปีที่ผ่านมาฉันติดค้างเธอไว้เยอะมาก...”หลินชิงเหลียนจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉินเฟิง นายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”“ตอนที่ฉันรักนาย ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่านายติดค้างอะไรฉัน แล้วพอตอนที่ฉันไม่รักนายแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการชดเชยของนายพวกนี้ มันก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย”“มันก็เหมือนกับแสงแดดแผดเผาในฤดูร้อน พายุฝนน้ำแข็งในฤดูหนาว ที่มีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หรือแม้กระทั่ง... ขยะแขยง”ขอบตาของฉินเฟิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขามองหลินชิงเหลียนอย่างเหม่อลอย พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวเขามองดูหลินชิงเหลียนหันหลัง แล้วก้าวยาวๆ เดินไปทางร้านกาแฟฝั่งต

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 15

    ฉินเฟิงน้ำเสียงร้อนรน “ชิงเหลียน ฉันต้องขอโทษเธอก่อน”“เรื่องที่เอาเธอไปเป็นเหยื่อล่อนั่น ความจริงแล้วตอนแรกเตรียมจะให้สวี่เซี่ยงหลานเป็นคนทำ วันนั้นที่ฉันไปเป็นเพื่อนเธอซื้อชุดกระโปรงสีแดงที่ห้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่พวกเราซ้อมกันอยู่หลายรอบ เธอตื่นเต้นเกินไปจนดูออกชัดเจนว่ากำลังแสดง พวกเราถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนคนกะทันหัน”“ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรปิดบังไม่ยอมบอกเธอก่อน ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอตื่นเต้นแล้วมันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา”“แล้วก็ ฉันรู้ธาตุแท้ของสวี่เซี่ยงหลานแล้วนะ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องโจรลักพาตัวล้วนเป็นฝีมือเธอจงใจทำทั้งนั้น ข้อมูลในแฟ้มคดีเธอก็เป็นคนเผา เป็นเธอที่จงใจใส่ร้ายเธอ ฉันไม่ควรที่จะไม่เชื่อใจเธอเลย…”ฉินเฟิงขอบตาแดงก่ำ “ชิงเหลียน ฉันไม่ควรระแวงไม่เชื่อใจเธอ ไม่ควรลงโทษเธอ ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ผิดอย่างมหันต์เลย…”“ฉันไปรายงานเรื่องสวี่เซี่ยงหลานกับทางสถานีแล้ว เธอถูกไล่ออก แล้วก็ถูกส่งตัวไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานแล้วล่ะ ชิงเหลียน ระหว่างฉันกับเธอเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะ เธอต้องเชื่อฉันนะ”ฉินเฟิงมองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวั

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 14

    สามวันต่อมา ที่มอสโกฉินเฟิงถือกระดาษโน้ตในมือ หลังจากลงเครื่องก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงละครใหญ่แห่งมอสโก แล้วเขาก็ได้เห็นหลินชิงเหลียนในห้องซ้อมหลังเวทีเธอสวมชุดกระโปรงบัลเลต์สีขาว เขย่งปลายเท้าอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเสียงนับของครูฝึก ทั้งเตะขา หมุนตัว ท่วงท่าล้วนงดงามและทรงพลังรูปร่างของเธอเหยียดตรง ลำคอระหง บนใบหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวกับดวงดาว ทอประกายแห่งความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวสองเท้าของฉินเฟิงราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ เขาจ้องมองเธอเขม็งอย่างเหม่อลอยหลงใหลโดยไม่วางตาวินาทีนี้ ฉินเฟิงราวกับได้เห็นหลินชิงเหลียนเมื่อห้าปีก่อน ที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีชั่วคราวของสถานีตำรวจจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าหญิงสาวที่เคยมีแววตาสดใสเป็นประกายคนนั้น ต้องกลายเป็นคนหม่นหมองและสูญเสียสีสันทั้งหมดในชีวิตไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีของชีวิตแต่งงาน ท่ามกลางการละเลยและเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาหัวใจราวกับถูกอุดไว้ด้วยสำลีเปียกชื้นก้อนใหญ่ ทั้งจุกทั้งปวดร้าว กดทับจนฉินเฟิงแทบจะหายใจไม่ออกเขาถึงขั้นไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แ

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 13

    ฉินเฟิงคุมตัวสวี่เซี่ยงหลานเข้าไปในสถานีตำรวจ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนที่มามุงดูในห้องทำงานของผู้กำกับ เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่สวี่เซี่ยงหลานเคยทำออกมาอย่างละเอียดทีละเรื่องผู้กำกับมองดูคนทั้งสองตรงหน้า สีหน้าทะมึนดำเคร่งเครียดเขาตวาดลั่น “ฉินเฟิง! นี่คุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าเมื่อหลายวันก่อนคุณดึงดันที่จะปกป้องสวี่เซี่ยงหลานยังไงบ้าง!”ฉินเฟิงเงียบไป แววตาเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ “ผมผิดเองครับ ผมมองคนผิด ผมนึกว่าสวี่เซี่ยงหลานแค่ทำผิดพลาดเพราะความสามารถไม่ถึง ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะซ่อนเจตนาร้ายแอบแฝง และจงใจทำร้ายคนอื่น!”“ผู้กำกับครับ ผมทำผิด ผมยินดีรับโทษทุกอย่าง แต่ผมต้องการให้สวี่เซี่ยงหลานได้รับบทเรียนที่สาสม ให้ส่งตัวเธอไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานครับ”สวี่เซี่ยงหลานแววตาวูบผ่านความเคียดแค้นชิงชัง “ผู้กำกับคะ ฉันขอร้องเรียนว่าฉินเฟิงอาศัยหน้าที่การงานมาตีสนิท และใช้อำนาจล่วงละเมิดฉันค่ะ! เขาทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่ยังแต่งงานอยู่ ถือเป็นการคบชู้ ฉันต้องการส่งเขาไปเข้าค่ายดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานเหมือนกันค่ะ!”ผู้กำกับมองคนทั้งสองตรงหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นพวก

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 12

    ตอนที่เธอตัดใจจากเขาอย่างเด็ดขาด และตั้งใจจะจากเขาไปอย่างแน่วแน่ เขายังถึงขั้นเอาเรื่องการลงโทษมาอ้าง เพื่อขังเธอไว้ตั้งสองวันฉินเฟิงยกมือขึ้น แล้วตบหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่อย่างแรงจากนั้น เขาก็ก้าวไปข้างหน้า ค่อยๆ เปิดฝาประตูห้องใต้ดินออก แล้วเดินลงไปเพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าว หนูตัวอ้วนพีหลายตัวก็ส่งเสียงร้อง “จี๊ดๆ” แล้ววิ่งสวนออกไปจากปลายเท้าของเขาอย่างรวดเร็วร่างของฉินเฟิงแข็งทื่อไปทั้งตัวในห้องใต้ดินมีหนูได้ยังไง?ชิงเหลียนกลัวหนูที่สุด ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ที่บ้านเคยมีหนูเข้ามาอาละวาดครั้งหนึ่ง เธอตกใจกลัวจนกระโดดกอดเขาแน่น แถมยังร้องไห้อยู่นานมากและในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้กลิ่นเหม็นบูดลอยมาจากข้างในฉินเฟิงขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้วยความสงสัยเต็มอก ก็พบว่าทั่วทั้งห้องใต้ดินเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกหนูกัดแทะ และบนพื้นตรงหน้าประตูห้องใต้ดิน ก็มีเศษอาหารที่ขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวกองอยู่นั่นมัน... กับข้าวที่เขาตักมาจากโรงอาหารของสถานี แล้วให้สวี่เซี่ยงหลานเอามาส่งให้ในวันนั้นนี่นา!ภาพตอนที่หลินชิงเหลียนเดินออกมาจากห้องใต้ดินด้วยสภาพที่ทั้งหวาดกลัวและอ่อนแรงผุดขึ้นมาในหั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status