ログイン“เปล่าไม่ได้คิดถึงใครนะ เราแค่ดีใจที่ไม่มีรอยแดงเห่อขึ้นมาเลย นิต้าดูสิ”
ฉันยื
ฉันพยายามปล่อยมือจากมือที่กุมมือฉันอยู่ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาในตัวบ้านแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ภีมยังคงบีบมือฉันไว้แน่น จนกระทั่งผู้หญิงที่ชื่อมินท์เดินเข้ามาควงแขนเขา เขาปล่อยมือที่บีบมือฉันอยู่ไปจับที่มือเธอคนนั้น และก็ถูกเธอพาเดินเข้าไปด้านใน ส่วนฉันยังคงยืนอยู่ที่บริเวณประตูห้องรับแขกอย่างเก้ๆ กังๆ“อัยย์ เข้ามาสิ นี่แม่เรา แม่ครับนี่อัยย์ครับแฟนผม” เหมือนภีมจะรู้ตัวว่าฉันยังไม่ได้เดินไปพร้อมเขา เขาหันกลับและเดินมาหาจับมือจูงพาฉันเข้าไปเผชิญหน้ากับแม่เขาและแนะนำตัวให้เราทั้งสองคนรู้จักกัน“สวัสดีค่ะ คุณป้า” ฉันยกมือไหว้คุณแม่ของภีม และเธอก็รับไหว้อย่างดีส่งยิ้มมาให้ฉัน ไม่มีความรู้สึกว่าเธอจะไม่ชอบฉันเลย ทำให้ฉันพอจะยิ้มออกมาได้บ้าง“สวัสดีจ๊ะ หนูอัยย์ มาสิลูกมานั่งนี่ก่อน” คุณแม่ต้อนรับฉันอย่างดี จนความกลัวที่รู้สึกก่อนหน้านี้เกือบหายไปหมด ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นญาติเขาก็ได้ ฉันคงจะคิดมากไปเอง“หนูอัยย์หิวหรือยังลูก แม่ครัวกำลังตั้งโต๊ะอยู่รอหน่อยนะจ๊ะ”“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า อัยย์ไม่หิวเท่าไหร่ค่ะ&rdq
วันสุดสัปดาห์ฉันตื่นแต่เช้า อันที่จริงต้องบอกว่าแทบไม่ได้นอน ฉันทั้งตื่นเต้นและกังวล ถึงแม้ว่าฉันกับภีมเราจะรู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม เขาเคยมาที่บ้านฉัน เคยเจอแม่ฉัน แต่ฉันไม่เคยได้พบพ่อแม่เขาเลยซักครั้ง ช่วงนั้นท่านทั้งสองงานยุ่งมาก และฉันก็ไม่เคยไปที่บ้านภีมเลยนิต้ามาช่วยฉันเลือกชุดลองชุดตั้งแต่เมื่อคืน และเธอก็ออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้ฉันเลยได้แต่นั่งรอภีมมารับอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก โทรทัศน์ถูกเปิดไว้เพียงเพื่อไม่ให้บ้านเงียบเกินไป ในมือฉันถือหนังสือนิยายที่อ่านค้างอยู่ แต่ไม่แม้แต่จะก้มลงมองตัวหนังสือที่อยู่ในนั้น“อัยย์ เรามาแล้ว รอนานมั้ย มีอุบัติเหตุระหว่างทางมา รถติดมากเลย” เมื่อฉันเห็นภีมเดินเข้ามาในบ้าน ก็ลุกขึ้นจากโซฟารีบเดินไปหาเขา“ภีม นายมาซักที เราตื่นเต้นมากเลยทำยังไงดี” ภีมคงเห็นสีหน้ากระวนกระวายของฉัน มันคงจะตลกสินะ เขากลั้นขำแต่ส่งยิ้มมาให้ และอ้าแขนออกให้ฉันเข้าสู่อ้อมกอดของเขา แล้วลูบหัวฉันเหมือนปลอบเด็กเล็กๆ ที่กำลังงอแง“ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ไปกินข้าวกันเอง คิดซะว่าไปเจอญาติผู้ใหญ่&rdq
ฉันตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกริ่งประตูบ้านที่ดังรัวจนไม่สามารถจะหลับต่อได้ แต่กว่าจะลุกขึ้นเปิดไฟในห้องได้ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที เพราะกว่าฉันพยายามดึงผ้าห่มที่ห่อตัวฉันไว้ได้ออก ก็ทุลักทุเลจนหัวยุ่งเหยิงไปหมดเมื่อพาตัวเองออกจากพันธนาการของผ้าห่มได้แล้ว ฉันรีบลุกขึ้นเปิดไฟในห้อง มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ฟ้ามืดแล้ว ยังมีใครมากดกริ่งหน้าประตูบ้านคนอื่นแบบนี้อีกนะ เพียงเสี้ยววินาทีที่นึกได้ว่าน่าจะเป็นใคร ฉันรีบคว้าสมาร์ตโฟนที่ยังวางอยู่บนที่นอน เปิดประตูวิ่งออกจากห้องลงไปด้านล่าง‘ภีมจริงๆ ด้วย’ ฉันรีบเปิดสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าแอปฯ ปลดล็อกประตูบ้านให้เขาเข้ามาด้านใน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อหน้าจอโชว์ว่ามีมากกว่า 10 สายที่ไม่ได้รับ แถมยังมีเตือนข้อความในแอปฯ แชตที่ไม่ได้อ่านอีกหลายข้อความ“อัยย์ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่อ่านข้อความ แล้วก็ไม่รับสายด้วย” หลังจากประตูบ้านถูกปลดล็อก ภีมวิ่งเข้ามาไวเหมือนกำลังวิ่ง 100 เมตร เขาโผเข้ากอดฉันทันทีที่เห็นฉันยืนอยู่หลังประตู“ภีม มีอะไรหรือเปล่า ปล่อย
ริมฝีปากนุ่มอุ่น แตะลงมาอย่างแผ่วเบา เพียงวินาที แล้วผละออก“เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวค่อยกลับมาต่อนะ”“บ้าเหรอ ต่ออะไรกันเล่า” ฉันตีเขาไปที่ไหล่ทีหนึ่งเพื่อแก้เขิน แล้วคิดว่าจะรีบชักมือกลับมา หันตัวเปิดประตูลงจากรถ แต่ภีมกลับคว้ามือนั้นไว้ได้ทัน จนฉันต้องหันกลับไปมอง“เดี๋ยวเสร็จงานแล้วโทรหานะ”“รู้แล้วน่า นายบอกเราหลายรอบแล้ว รีบไปเถอะ ขับรถดีๆ นะ”“ครับ คุณแฟน” เขาส่งยิ้มให้ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ ยังคงใช้นิ้วโป้งลูบไปมาที่หลังมือของฉัน ทำเอาฉันรู้สึกยุบยิบเหมือนมีไฟฟ้าแล่นผ่าน จนฉันต้องทำหน้าดุใส่ ภีมถึงจะยอมปล่อยมือและให้ฉันได้ลงจากรถจนฉันเข้ามาในบ้าน เปิดม่านดูจากหน้าต่างนั่นแหละ เขาถึงได้เคลื่อนรถออกไป ฉันขึ้นห้องและล้มตัวพยายามจะนอนต่ออีกซักหน่อย แต่เหมือนจะข่มตาหลับไม่ลงอีกแล้ว จน 20 นาทีผ่านไป เสียงเตือนข้อความเข้าดังจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่ข้างตัวChatPeem : ถึงโรงพยาบาลแล้วครับคุณแฟนAi : นี่ทำไมนายต้องเรียกเราคุณแฟนตลอดเลยPeem : ก็เธอเป็นแฟนเรานี่
“เอ่อ ไม่เป็นไร ฉันขอออกไปสูดอากาศที่ระเบียงหน่อย นายอาบก่อนได้เลย” ฉันต้องหนีออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้ฉันออกมาที่ระเบียงเพราะคิดว่า ภีมน่าจะอยากอาบน้ำเปลี่ยนชุด หลังจากที่เรานั่งริมทะเลอยู่ตลอดช่วงเย็น ก็ทำให้รู้สึกเหนียวตัวน่าดูเลย มองไปด้านล่าง คาเฟที่เรานั่งกันตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว แก้วบนโต๊ะจากที่เป็นแก้วกาแฟหรือเครื่องดื่มสมูทที ตอนนี้กลายเป็นค็อกเทลสีสวย บ้างก็เป็นน้ำสีอำพันที่มีน้ำแข็งก้อนกลมขนาดคับแก้วอยู่เพลงที่เปิดก็เปลี่ยนไปด้วย จากเพลงบรรเลงฟังสบายเมื่อช่วงเย็น ตอนนี้กลายเป็นเพลงที่มีเสียงร้อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงรักหวานซึ้ง สลับกับเพลงรักที่ผิดหวัง บรรยากาศดีๆ ด้านนอกทำให้ฉันสามารถลืมความตื่นเต้นไปได้บางส่วนยืนอยู่ไม่นานก็รู้สึกได้ถึงความอุ่นวาบที่ด้านหลัง มืออุ่นกำลังประคองที่เอวฉัน ทำเอาฉันสะดุ้งหันกลับไป ภีมยังคงอยู่ในชุดเดิม นี่เขาไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดหรอกเหรอ“ยืนตากลมตอนนี้ระวังจะไม่สบายเอานะ”“จะกลัวอะไรฉันมีหมออยู่ตรงนี้ทั้งคน” ฉันหันตัวไปเผชิญหน้ากับเขา หลังพิงอยู่ที่ระเบียง โดยที่แขนสองข้างเ
หยดน้ำใสๆ ไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของฉันอย่างไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดกำลังเกิดขึ้นจริงๆ หรือนี่คือความฝันกันแน่นะ ถ้าเป็นฝันฉันก็ยังไม่อยากตื่นเลย“อัยย์ ไม่สิ อย่าร้อง เธอร้องแบบนี้เราไม่สบายใจเลย เธอตกลงมั้ย เราเป็นแฟนกัน แล้วหลังจากนี้เราจะดูแลเธอเอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ได้มั้ยอัยย์ ให้โอกาสเรานะ” ภีมถามย้ำอีกครั้ง ระหว่างที่ยื่นมือมาช่วยปาดน้ำตาออกจากแก้มทั้งสองข้าง อย่างอ่อนโยนฉันไม่สามารถบังคับให้ตัวเองเปล่งเสียงออกมาได้ จึงทำได้แค่พยักหน้าให้เขาช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่ ดวงตาที่เคลือบไปด้วยม่านน้ำตาทำให้ฉันเห็นหน้าเขาอย่างเลือนลาง แต่ก็พอจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างนั้นส่งกลับมาภีมโผเข้ากอดฉันแน่นจนเหมือนจะทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปที่ปอดได้ ตอนแรกฉันคิดว่าจะอดทนจนเขาคลายกอดออก แต่เหมือนเขาจะไม่ยอมปล่อยออกไปง่ายๆ จนฉันต้องเริ่มร้องประท้วงก่อนจะหมดอากาศหายใจ“ภีม…กอดแน่น ไปแล้ว เรา หายใจ ไม่ออก” ฉันพูดได้อย่างตะกุกตะกัก“เราขอโทษ เราดีใจน่ะ ดีใจ







