Mag-log in"ข้ากลับรู้สึกว่า... กาลเวลาช่างเชื่องช้าเหลือทน"เรือลำใหญ่ยังคงลอยเอื่อยไปตามกระแสธาร แสงอัสดงยามเย็นค่อย ๆ ย้อมผืนนภาและผิวน้ำให้กลายเป็นสีทองอำพันอร่ามตาภายหลังผลัดเปลี่ยนกันไปชำระล้างกาย สือถง เซี่ยเว่ย และจินฝาน ต่างออกไปนั่งล้อมวงร่ำสุราอยู่ตรงชานระเบียงเรือ ปล่อยให้หลินโม่ได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อตระเตรียมกายใจภายในของเรือล่องลำนี้ มีห้องนอนใหญ่โอ่โถงเพียงห้องเดียว ตั่งเตียงและเครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนถูกจัดวางไว้อย่างกว้างขวาง ประหนึ่งจงใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรับรองคนทั้งสี่โดยแท้ทว่ายิ่งตระหนักรู้ว่าค่ำคืนนี้ตนเองจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด หลินโม่ยิ่งใจเต้นระทึกหวั่นไหว นางทอดกายนอนแช่ในน้ำเย็นฉ่ำอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม หวังดับความกระสับกระส่ายในอก ทว่าผิวกายกลับยิ่งร้อนรุ่มวูบวาบจนไม่อาจสงบใจ ในที่สุดนางจำต้องลุกขึ้นจากอ่าง สวมอาภรณ์แพรบางเบาแนบเนื้อครั้นสายตาเหลือบไปเห็นตำรารักโบราณเล่มนั้น ที่ใครบางคนจงใจนำมาวางไว้บนโต๊ะคันฉ่อง นางก็รู้สึกคันไม้คันมือ อดรนทนไม่ได้ จนต้องหยิบมันขึ้นมาเปิดดูอีกคราทว่าเพียงกวาดสายตาอ่านภาพลีลาและท่วงท่าส
สือถงคลี่ยิ้มพราย พลางสะบัดกางพัดหยกในมืออย่างสง่างาม"ภรรยาคิดถึง มีหรือที่สามีจะไม่รีบมาปรนนิบัติ""ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นเสียหน่อย" หลินโม่ปรายตามองค้อน"ไม่ต้องเอ่ยปาก สายตาของเจ้าก็ฟ้องความจริงหมดสิ้นแล้ว"เซี่ยเว่ยหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นัยน์ตาสีฟ้าเทาทอดประกายขบขันพลางก้าวเข้ามาแทรก "วันนี้อย่าเพิ่งตั้งท่าวิวาทกันเลย พวกเราตระเตรียมสิ่งที่น่าสำราญใจไว้ให้เจ้าแล้ว"จินฝ่านซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังในอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ คลี่ยิ้มบางที่มุมปากอย่างรู้ทัน"ไปกับพวกเราเถิด""ไปที่ใด?""ล่องเรือ"สามเสียงประสานตอบรับแทบจะเป็นจังหวะเดียวณ แม่น้ำรั่วซี...ผืนวารีกว้างใหญ่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามแนวผา เรือล่องลำใหญ่ลอยเอื่อยช้าไปตามกระแสธาราใสเย็น สองฟากฝั่งโอบล้อมด้วยทิวเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจี ผิวน้ำสะท้อนประกายแดดระยิบระยับดั่งเกล็ดแก้ว ไกลออกไปมีสายน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาหิน เสียงน้ำกระทบแก่งหินดังก้องแว่วหวานประดุจทำนองพิณธรรมชาติหลินโม่นั่งเอนกายอยู่กึ่งกลางลำเรือ
ครั้นหวนคืนสู่หุบเขาเหลียงซานได้เพียงสามวัน หลินโม่กลับมีท่าทีผิดแผกไปจากเดิม นางยังคงยิ้มแย้มพูดคุยกับบิดาและท่านปู่เช่นเคย หากแต่ในบางครั้ง หญิงสาวกลับทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเรือนนานนับเค่อ ราวกับมีปัญหากลัดกลุ้มบางประการตกตะกอนอยู่ภายในใจหลินเซียวผู้เป็นบิดาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นก่อนใคร ในยามดวงตะวันคล้อยต่ำ เขารินน้ำชาร้อนกรุ่นส่งให้บุตรสาวด้วยตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน“โม่เอ๋อร์ ช่วงนี้มีเรื่องใดรบกวนจิตใจเจ้าอยู่หรือ?”หลินโม่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา“ท่านพ่อ... ข้ากำลังสงสัยเรื่องหนึ่ง”ท่านผู้เฒ่าหลินเทียนซือซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล เงยหน้าขึ้นจากตำราในมือทันที“เรื่องอันใดเล่า?”หญิงสาวนิ่งคิดลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสารภาพตามตรง“ข้าศึกษาวิชาแพทย์มานานกว่าสิบปี รู้จักตำรับยามากมาย แม้ไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นหมอเทวดา แต่เรื่องร่างกายและชีพจร ข้าย่อมไม่ควรดูผิด”นางหลุบสายตาลงต่ำ พวงแก้มซับสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ยามเอ่ยประโยคถัดมา &ldquo
จินฝานหอบหายใจกระเส่าด้วยความตื่นเต้น แผงอกกว้างกำยำสะท้อนขึ้นลงด้วยแรงกำหนัด ยอดอกของบุรุษสั่นระริก หลินโม่โน้มกายลงไป บดขยี้ตุ่มเนื้อสีชมพูที่บนอกเขาด้วยปลายนิ้วอย่างหยอกเย้า ก่อนจะก้มลงครอบครองด้วยริมฝีปากอุ่น ตวัดปลายลิ้นดูดดึงอย่างเร่าร้อน“โม่เอ๋อร์... อย่าทำแบบนี้...”เสียงครางทุ้มต่ำที่แหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอแกร่ง องคชาตที่ฝังลึกอยู่ในกายสาวพลันเหยียดขยายพองโตแข็งยิ่งขึ้นไปอีก หัวหยักบานร่าที่กดกระแทกย้ำจุดกระสันในส่วนลึกของนางจนเต้นตุบ ๆ ร้อนรุ่มดั่งเปลวไฟ“ท่านพี่... ช่างอ่อนไหวเสียจริง...”นางผละออกจากอกเขา พลางขยับสะโพกกลมกลึงร่อนควงรูดคลึงเป็นวงกลม ปลายนิ้วเรียวกรีดไล้บดขยี้ที่เม็ดเกสรบวมเต่งอย่างจงใจยั่วยวน เพียงชั่วพริบตา รวงสวาทที่บีบรัดตอดหนุบหนับก็หลั่งรินน้ำหวานเหลวใสออกมา อาบชโลมแท่งทวนล่ำสันของชายหนุ่มจนชุ่มโชก“อา... ฮูหยิน... ได้โปรดขยี้สามีให้แหลกลาญเถิด”ใบหน้าหล่อเหลาของจินฝานแดงก่ำไปด้วยแรงกำหนัด เขายกสะโพกขึ้นสู้ สูดปากครางด้วยความเสียวซ่านแทบขาดใจ ยามเมื่อนางโก่งบั้นท้ายขึ้น
หลินโม่แย้มยิ้มหวานหยดย้อย นัยน์ตาดอกท้อทอดประกายล้อเลียน"เรื่องเมื่อกลางวัน ท่านพี่คงได้ยินหมดสิ้นแล้วสินะ""อืม""แล้วท่านคิดเห็นอย่างไร?"จินฝานหยุดฝีเท้าลงตรงหน้านาง ร่างสูงโปร่งโน้มลงมาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดุจปลายกระบี่ทอดมองลึกเข้ามาในดวงตานาง"ข้าคิดว่า ศิษย์ในสำนักคงมีเวลาว่างมากเกินไปกระมัง"หลินโม่หลุดหัวเราะเสียงใส"อย่าได้คาดโทษพวกนางเลย พวกนางเพียงแต่หวังดีต่อท่าน""ข้ารู้..." จินฝานจ้องมองวงหน้าสวยสะคราญของนางอยู่ชั่วครู่ แววตาพลันทอประกายลึกล้ำดุดันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ"ทว่าเรื่องความลึกซึ้งระหว่างเราสองคน ข้ามิเคยต้องการให้ผู้ใดเข้ามาก้าวก่ายหรือวางแผนแทนข้า"วาจาตรงไปตรงมาอันแฝงความถือสิทธิ์ครอบครอง ทำเอารอยยิ้มของหลินโม่ค่อย ๆ อ่อนละมุนลงฝ่ามืออุ่นหนาของจินฝานเอื้อมออกมา ประคองพวงแก้มเนียนผุดผ่องของนางไว้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม สัมผัสจากปลายนิ้วส่งผ่านกระแสความร้อนผ่าวแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ"โม่เอ๋อร์...""เจ้าคะ?""ข้าไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องแก่งแย่งแข่งขันกับสือ
ครั้นหลินโม่หวนคืนสู่หุบเขาไท่ซาน บรรยากาศของสำนักกระบี่เซียนที่เคยเคร่งครัดเงียบสงัดดั่งลานหินผา พลันกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เหล่าศิษย์ในสำนักต่างรู้แจ้งแก่ใจว่า สตรีผู้มาเยือนไม่ใช่แขกธรรมดาสามัญ หากแต่เป็นฮูหยินของเจ้าสำนักจินฝาน ทั้งยังเป็นยอดดวงใจของบุรุษผู้ทรงอำนาจอีกสองอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ จินฝ่านผู้มีสันดานดุจพญาเหยี่ยวเจ้าเล่ห์และหวงแหนสิทธิ์ในตัวนางยิ่งกว่าสิ่งใด จึงวางค่ายกลอารักขาความปลอดภัยของนางอย่างรัดกุมนับแต่เกิดเรื่องของหลิวหรูเยียน แม้นางจะสำนึกบาป ยอมปลงผมบวชชีถือศีลภาวนาเฝ้าวิหารพระพุทธรูปทองคำบนยอดเขาสูงไปแล้ว ทว่าจินฝานก็ยังไม่ยอมให้ศิษย์สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือนเฉียดกรายเข้าใกล้หลินโม่ตามลำพังแม้แต่ก้าวเดียว เขาคัดเลือกเฉพาะศิษย์หญิงที่มีครอบครัวแล้วหลายคนมาคอยปรนนิบัติดูแลนางอย่างใกล้ชิดเดิมทีเซียนกระบี่หนุ่มหลงคิดว่า แผนการอันแยบยลนี้จักทำให้ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น ทว่าเขากลับประเมินความหวังดีของสตรีมีเหย้ามีเรือนต่ำเกินไป"ฮูหยินเจ้าคะ ท่านต้องดื่มน้ำแกงชามนี้ให้หมดนะเจ้าคะ"หลินโม่ในชุ
“ยังมีหน้ามาแก้ตัว หากเจ้าไม่ก่อไฟ จะมีควันได้อย่างไร !”หลินเทียนซือมือไม้สั่นระริก ปลายไม้เท้าชี้หน้าหลานสาวด้วยความขุ่นเคือง"ท่านประมุขหลิน..."สุ้มเสียงนุ่มลึกแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังแทรกขึ้นอย่างถูกจังหวะจินฝานในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ
หลินโม่ในวัยเด็กก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกเย็นชื้น มือเล็กถือตะกร้าสมุนไพรที่เพิ่งเก็บได้ นางชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นก้อนขนสีขาวปุกปุยที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหน้า เมื่อนางสืบเท้าเข้าไปใกล้ จิ้งจอกน้อยก็ขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีชาดที่พร่าเลือนจ้องมองนางด้วยความหวาดระแวง และพร้อมจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้"เจ้าจิ้งจอกน
“ข้าเป็นมารแล้วอย่างไร เจ้าไม่มีสิทธิ์รังเกียจสามีที่แท้จริง และโดยชอบธรรมของเจ้า หลินโม่” ท่ามกลางความมืดมน รอยแยกของผืนดินเริ่มแคบลงทุกขณะ แต่เสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของบุรุษทั้งสามจากด้านบนยังคงดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ“หลินโม่ ! เจ้าอยู่ที่ไหน?” เสียงของสือถงเต็มไปด้วยความร้อนรน ในยามนี้เขาไม่
หลินโม่กัดริมฝีปากจนเจ็บ นางรู้ดีว่าถูกเขาฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามที่เขาโอบรัดและไล้สัมผัสผ่านอาภรณ์นั้น ความรู้สึกรัญจวนกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างหยุดไม่อยู่ไอ้คนหน้าหนา เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าหวั่นไหวจนเสียสมาธิใช่หรือไม่... นางคิดอย่างเจ็บใจปนหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มิอาจปฏิเสธได้







