ログインหลินโม่กัดริมฝีปากจนเจ็บ นางรู้ดีว่าถูกเขาฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามที่เขาโอบรัดและไล้สัมผัสผ่านอาภรณ์นั้น ความรู้สึกรัญจวนกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างหยุดไม่อยู่
ไอ้คนหน้าหนา เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าหวั่นไหวจนเสียสมาธิใช่หรือไม่... นางคิดอย่างเจ็บใจปนหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า จังหวะการประลองที่เต็มไปด้วยความจาบจ้วงเช่นนี้ ทำให้นางกระหายที่จะเป็นผู้ชนะเหนือเขามากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
สือถงรุกคืบด้วยความหื่นห่ามและเร่าร้อนในทุกฝีก้าว พละกำลังของเขาเหนือกว่านางจริง ทว่าเขากลับยิ่งถูกหลินโม่ปั่นหัวคืนด้วยกลอุบายเดียวกัน
เมื่อสือถงคว้าเอวนางไว้ หลินโม่กลับไม่ขัดขืน นางใช้นิ้วเรียวไล้ไปตามแนวสันกรามของเขา ก่อนจะบดเบียดร่างกายแนบชิดจนสือถงสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นของยอดอกที่เสียดสีกับแผงอกแกร่ง กลิ่นหอมจางๆ จากผิวกายของนางผสมผสานกับกลิ่นเลือดจางๆ ของการประลองช่างเร้าอารมณ์จนชายหนุ่มแทบคลั่ง
“ท่านเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่... ท่านบอกว่าจะไม่ปรานีข้ามิใช่หรือ? ไฉนร่างกายของท่านจึงสั่นไหวถึงเพียงนี้เล่า?”
หลินโม่กระซิบกระซาบอย่างยั่วเย้า ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใต้คางของเขา นางแสร้งทำเป็นเสียหลัก ซบใบหน้าลงบนแผงอกแกร่งแล้วใช้ปลายจมูกสะกิดลูกกระเดือกของเขาเบาๆ อย่างจาบจ้วง
สือถงคำรามในลำคอ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัดด้วยไฟตัณหาที่พุ่งพล่าน “เจ้ามันนางปีศาจ... คืนนี้ข้าจะกักขังเจ้าไว้ใต้ร่างยันสว่าง!”
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามด้วยความหึงหวงก็ดังลั่นสนั่นลานประลอง
“สือถง! เจ้าคนฉวยโอกาส”
เซี่ยเว่ย ทนดูไม่ไหวอีกต่อไป เขาพุ่งทะยานลงมาจากแท่นหินด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแล่บ หางจิ้งจอกโผล่ออกมาด้วยอารมณ์เดือดดาล กรงเล็บคมกริบกางออกหมายจะกระชากร่างหลินโม่ให้หลุดจากอ้อมกอดของสือถง
ในขณะเดียวกัน จินฝานที่เคยสงบนิ่งก็ยังทนเห็นหลินโม่ถูกชายอื่นลวนลามไม่ไหว เขาขยับกายพริ้วไหวราวกับภูติผี กระบี่ในมือหมุนวนสร้างม่านอาคมปิดกั้นเซี่ยเว่ยไว้ ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลินโม่หวังจะแย่งชิงนางกลับคืนสู่อ้อมอกของตน
ทว่าในจังหวะที่บุรุษทั้งสามกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงร่างเจ้าสาว เสียงกัมปนาทจากใต้ผืนดินก็ดังสนั่น
ครืนนนน!
พื้นศิลาที่เคยสว่างไสวกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงเรืองรองจากหินปราณทั่วลานประลองดับวูบลง พลังงานบริสุทธิ์ของเหมืองศิลาวิญญาณเริ่มแปรปรวนอย่างหนัก ราวกับมีใครบางคนเอามือไปปัดเปลวเทียนเล่น
แรงอัดมหาศาลจากใต้ดินพุ่งเข้าจู่โจมร่างของทั้งสี่กระเด็นออกไปคนละทิศทาง หลินโม่ถูกแรงกระชากของพลังปราณมหาศาลดึงดูดให้ร่วงหล่นลงสู่รอยแยกของพื้นหินที่เปิดออกกว้าง
“หลินโม่!” บุรุษทั้งสามตะโกนเรียกชื่อนางพร้อมกัน
ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่าก่อนที่นางจะร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่า มือแกร่งของใครคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นใครในความดำมืดนั้นก็คว้าข้อมือนางไว้มั่น แล้วกระชากนางเข้าสู่อ้อมกอดที่เย็นเยียบและลึกลับ พร้อมกับเสียงกระซิบที่คุ้นเคยราวกับฝันร้าย
“ในที่สุด เจ้าก็กลับมาหาข้าเสียที หลินโม่...”
ภายในรอยแยกใต้พื้นศิลา แสงสว่างจากหินปราณเริ่มริบหรี่ลง อากาศรอบด้านหนาวเหน็บจนหนักอึ้ง ผิดกับไอความร้อนจากอ้อมกอดที่รัดแน่นรอบเอวของหลินโม่ สัมผัสที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากปลายนิ้วของชายลึกลับไล้ไปตามแนวลำคอระหง ราวกับงูพิษที่กำลังหยั่งเชิงเหยื่อ
“ข้าจำเจ้าได้...” หลินโม่เอ่ยเสียงสั่นพร่าขณะพยายามดิ้นรน แต่แรงโอบรัดนั้นกลับมหาศาลเกินกว่าที่สตรีบอบบางจะต่อต้าน
“เจ้าคือ เฟิ่งอวี้”
“เรียกชื่อข้าได้เต็มปากเต็มคำเช่นนี้ แสดงว่าเจ้ายังไม่ลืมคู่หมั้นที่เจ้าทอดทิ้งไปหาบุรุษไร้น้ำยาพวกนั้นสินะ” น้ำเสียงแหบพร่าดังอยู่ข้างใบหู พร้อมกับลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดจนนางขนลุกซู่
เฟิ่งอวี้ คู่หมั้นในวัยเยาว์ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับข่าวลือว่าเขาตายในสงครามกวาดล้างเผ่ามาร บัดนี้เขากลับมาแล้ว ทว่าร่างที่โอบกอดนางอยู่กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีศาจตนใดที่นางเคยพบ
“โม่เอ๋อร์ เจ้าช่างใจดำนัก... ข้ากลับมาครานี้ ก็เพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของข้า” เฟิ่งอวี้กระชากร่างนางเข้าหาตัวจนทรวงอกอวบอิ่มบดเบียดกับแผงอกแกร่ง
“เฟิ่งอวี้... เจ้ากลายเป็นมารไปแล้ว !”
หลินโม่เบิกตากว้าง เมื่อได้เห็นใบหน้าที่เคยหล่อเหลาดุจหยกสลักของอดีตคู่หมั้นที่บัดนี้กลับขาวซีดไร้สีเลือด นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนกลายเป็นสีแดงสดดุจเลือดนกพิราบ เส้นขนทุกองคาพยพของเขาเป็นสีขาวโพลน แต่ริมฝีปากและเล็บเป็นสีดำสนิทราวสีหมึก
“ฮึ่ก... ท่านเข้ามาลึกมาก... ”หลินโม่สะดุ้งเฮือก เสียงครางกระเส่าดังระงมเมื่อชายหนุ่มบดควงและแทงเสยเน้นย้ำจุดกระสันภายในอย่างป่าเถื่อน ราวกับปีศาจที่หยั่งรู้จุดอ่อนที่ซ่อนลึกในกายของนาง ช่องทางรักของนางถูกยืดขยายจนถึงขีดสุดด้วยความใหญ่โตที่รุกล้ำเข้ามาอย่างไม่ปรานี และในไม่ช้า นางก็รับรู้ได้ถึงความวาบหวามที่กำลังพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครา"เซี่ยเว่ย... ข้า... เร็วอีก..." หลินโม่ร้องขอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าปนหอบหายใจ"ซี๊ดดด... โม่เอ๋อร์... ข้างในเจ้า... บีบรัดข้าแน่นเกินไปแล้ว" เซี่ยเว่ยกระซิบถ้อยคำลามกเร้าอารมณ์ข้างใบหูนาง ขณะที่หวดสะโพกสอบกระแทกเสยถี่ยิบ"ระ... แรงอีก... อย่าหยุด... อ๊ะ... อ๊า...!"หลินโม่ร้องขออย่างไร้ยางอาย สัญชาตญาณดิบในตัวนางเรียกร้องให้เขารุกรานให้หนักหน่วงยิ่งขึ้นฝ่ามือแกร่งของเซี่ยเว่ยบีบสะโพกผายของนางไว้แน่น ก่อนจะโหมแรงกระแทกเข้าใส่กายสาวอย่างดุดัน ความหิวโหยของสัตว์ร้ายในตัวเขารุนแรงดุจพายุที่โหมกระหน่ำ ไร้ซึ่งความอ่อนโยนใดๆ หลงเหลืออยู่ มีเพียงจังหวะที่เน้นย้ำบดขยี้จุดอ่อนของหญิงสาว จนสติสัมปชัญญะของหลินโม่พร่าเลือน นางกรีดร้องครวญครางจนฟังไม่ได้ศัพท์
เซี่ยเว่ยจับมือบางรวบไว้เหนือศีรษะ สายตาแรงกล้าที่กวาดมองร่างกายเปลือยเปล่าของนาง ทำให้หลินโม่ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด มันเป็นความร้อนที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากท้องน้อยจนถึงลำคอ แล้วประจานความอ่อนหัดของนางออกมาทางใบหน้าความรู้สึกวาบหวามที่ใต้สะดือสั่นไหวเหมือนระลอกคลื่นบนผิวน้ำที่ถูกก่อกวนซ้ำ ๆ ราวกับมีอะไรบางอย่างที่กระตุ้นให้ความปรารถนาในตัวนางรั่วไหลออกมาจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้“โม่เอ๋อร์... เจ้าเต็มใจเป็นของข้าหรือไม่” น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงอารมณ์ที่คุกคามอยู่ในคราวเดียวกัน“ข้าเต็มใจ” หลินโม่ตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อได้ฟังคำยินยอมจากปากนาง เซี่ยเว่ยก็ประกบริมฝีปากลงมา จูบนางอย่างดุดันจนลมหายใจของทั้งคู่แทบขาดห้วงจูบที่ตะกละตะกรามบดขยี้กลีบปากอิ่มอย่างไม่ปราณี ก่อนจะสอดแทรกลิ้นร้อนเข้าสำรวจโพรงปากของนางอย่างถือสิทธิ์ หลินโม่โต้ตอบอย่างเร่าร้อน เสียงครางกระเส่าหลุดลอดออกมาท่ามกลางสัมผัสที่แลกเปลี่ยนกันอย่างไม่มีใครยอมใครฝ่ามือหนาที่ร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามสีข้างโค้งเว้าอ่อนหวานของนางด้วยความโหยหา ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปกอบกุมทรวงอกอวบอัด บีบเคล้นจนนางต้องแอ่นอกรับสัมผัสเ
ภายใต้แสงโคมไฟมงคล ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลาย ณ เรือนบูรพา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยในยามค่ำคืนมิอาจกลบกลิ่นกายอันเย้ายวนของเซี่ยเว่ยไปได้เซี่ยเว่ยยืนนิ่งอยู่หน้าตั่งไม้สบสายตามองหญิงสาวที่นั่งพิงหมอนปักลายร้อยบุปผาอยู่บนเตียงตั่ง นึกย้อนไปถึงวันที่เขาต้องกรำศึกแย่งชิงตำแหน่งผู้นำเผ่าจิ้งจอกเก้าหาง อุทิศเลือดเนื้อของตนเองแลกมาด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วนก็เพียงเพื่อวันนี้ วันที่เขาจะได้ยืนอยู่เคียงข้างนางอย่างสง่างาม ไม่ใช่ในฐานะสุนัขรับใช้ที่รอเศษความรัก แต่ในฐานะสามีของนาง“ท่านจ้องข้าเช่นนี้ ราวกับจะกลืนกินข้าเข้าไปทั้งตัว”หลินโม่เอ่ยเบาๆ พร้อมกับยิ้มที่มุมปาก นางวางตำราในมือลงแล้วเอนกายอย่างผ่อนคลาย แม้ในยามปกติเซี่ยเว่ยจะดูเจ้าสำราญและกะล่อนเพียงใด แต่นางกลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา อาจเป็นเพราะความช่างเอาอกเอาใจของบุรุษเผ่าจิ้งจอกที่ทำให้กำแพงในใจของนางพังทลายลงง่ายๆเซี่ยเว่ยหัวเราะในลำคอพลางก้าวเข้ามาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหูนาง“กลืนกินน่ะหรือ? สำหรับเจ้า... ข้าเพียงแค่ปรารถนาจะเชยชิมทีละน้อยจนกว่าจะพอแก่ใจต่างหาก”เขาโน้มตัวลงมา กลิ่นจางๆ ของไม้หอมและไอ
ยามซวีมาเยือน หุบเขาเหลียงซานถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ท้องฟ้าเหนือศีรษะกระจ่างใสจนเห็นมวลหมู่ดาราพราวระยับ กลิ่นอายป่าไผ่หลังเรือนหอมกรุ่นปนกลิ่นดินยามค่ำคืน บรรยากาศเงียบสงบชวนให้ผ่อนคลายแต่หัวใจของจินฝานกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ ยิ่งพยายามข่มตาลงเท่าใด ภาพหลินโม่ในชุดเจ้าสาวยามที่เขาต้องแบ่งปันนางกับบุรุษอื่นก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นในความนึกคิดเขาถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงและกระโจนขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาเรือนป่าไผ่ ความเย็นจากกระเบื้องดินเผาสัมผัสผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่ผิวกาย ทว่ากลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มภายในอกได้เลยเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?จินฝานขบกรามแน่น การแต่งงานครั้งนี้เดิมทีเป็นเพียงหน้าที่... เป็นพันธะสัญญาเพื่อความอยู่รอดของสำนักเซียนฯ เขาพร่ำบอกตนเอง สาเหตุที่เขารู้สึกหงุดหงิดเช่นนี้ เพียงเพราะสัญชาตญาณดิบของบุรุษที่ไม่อาจยอมรับการแบ่งปันสตรีของตนให้แก่ผู้อื่นได้เท่านั้น...ไม่ใช่ความรัก... ต้องไม่ใช่ความรักอย่างแน่นอน"ถึงกับข่มตานอนไม่หลับเชียวหรือ?"สุ้มเสียงทุ้มต่ำทำลายความเงียบ จินฝานไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เขารู้ดีว่าใครคือแขกที่ไม่ได้รับเชิญ"หึ... เจ้าเองก็ไม่ได้ต่างกับข้า
สายตาของ เซี่ยเว่ย และ จินฝาน แทงสวนกันดุจคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพอีกฝ่าย ความหิวกระหายในอำนาจและการครอบครองหลินโม่เดือดพล่านอยู่ภายในอกเซี่ยเว่ยที่ปกติเป็นคนปากไวกลับนิ่งงันดุจคนเป็นใบ้ ความริษยาแล่นริ้วอยู่ในแววตา ขณะที่จินฝานยังคงรักษาความนิ่งสงบได้ดีกว่า ทว่าความเย็นชาในดวงตาคู่นั้นกลับคมกริบเสียจนอากาศรอบตัวเยือกแข็งสือถงมองอาการของสามีร่วมภรรยาอีกสองคนด้วยรอยยิ้มเหยียดที่มุมปาก เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"หากปล่อยให้พวกเขาประมือกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งสามีรอง เกรงว่าสามวันสามคืนก็คงไม่รู้ผลแพ้ชนะ แถมจวนสกุลหลินคงได้พังยับเยินไปเสียก่อน"ความวินาศสันตะโรจากการปะทะกันคราก่อนยังคงเป็นฝันร้ายของทุกคน ท่านผู้เฒ่าหลินเทียนซือรีบโบกมือห้ามทัพทันที"ไม่ต้องถึงขั้นเลือดตกยางออกหรอก ครั้งนี้... ใช้วิธีจับไม้สั้นไม้ยาวตัดสินกันเถิด เป็นวิธีที่ยุติธรรมที่สุด"เซี่ยเว่ยและจินฝานไม่พอใจกับวิธีชี้ชะตาแบบเด็ก ๆ เช่นนี้ แต่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธคำสั่งนั้น ทั้งสองต่างจ้องมองไปยังไม้สั้นไม้ยาวในมือท่านผู้อาวุโสด้วยความรู้สึกที่กระหายจะเอาชนะอย่างถึงที่
ใบหน้าหล่อเหลาของสือถงบิดเบี้ยวด้วยความสุขสมปนทรมาน เสียงหายใจกระเส่าดังระงมสอดประสานกับเสียงเนื้อบดขยี้เนื้ออย่างเร่าร้อน ฝ่ามือหนาฉุดสะโพกผายของนางขึ้นสูง แล้วโถมกายกระแทกกระทั้นเข้าลึกจนสุดทาง น้ำเชื้อร้อนระอุพุ่งทะลักเข้าสู่กายสาวอย่างรุนแรงหลินโม่กระตุกเกร็งสุดตัว รู้สึกราวกับสายฟ้าแล่นปราดผ่านร่าง เมื่อปราณวิญญาณเข้มข้นแผ่ซ่านไปตามเส้นชีพจรดุจกระแสน้ำหลาก เติมเต็มความว่างเปล่าในกายนางให้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจร่างกายที่อ่อนล้ากลับฟื้นคืนเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษเพศที่อบอวลอยู่ภายในทำให้ผิวพรรณของนางเปล่งประกายเย้ายวน ราวกับดอกไม้ที่ได้รับน้ำค้างในยามเช้าทว่า ในเวลาเดียวกันณ วังมารอันหนาวเหน็บและไร้ซึ่งแสงตะวัน เฟิ่งอวี้กลับสะท้านกายราวถูกคมหอกทิ่มแทงที่กลางอก เมื่อพลังปราณแห่งสายเลือดของเทพบรรพกาลที่ถ่ายเทผ่านกู่แฝดวิญญาณ แผ่ซ่านเข้ามาในร่างของเขาจนสั่นเทิ้มเขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะอย่างขมขื่น“หลินโม่... ในที่สุด เจ้าก็ทรยศต่อความรักของข้าจนได้... เจ้ากล้าบำเพ็ญคู่กับพวกมัน เพื่อสืบสายเลือดทายาทแห่งซานซิงอย่างนั้นหรือ?”เฟิ่งอวี้กำหมัดแน่น คว
“ยังมีหน้ามาแก้ตัว หากเจ้าไม่ก่อไฟ จะมีควันได้อย่างไร !”หลินเทียนซือมือไม้สั่นระริก ปลายไม้เท้าชี้หน้าหลานสาวด้วยความขุ่นเคือง"ท่านประมุขหลิน..."สุ้มเสียงนุ่มลึกแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังแทรกขึ้นอย่างถูกจังหวะจินฝานในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ
ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดพาละอองปราณให้พริ้วไหวราวกับเกสรดอกไม้ต้องแสงจันทร์ หลินโม่นั่งทอดกายอยู่บนแท่นหินหยกที่เย็นเยียบ ทว่าความสูงส่งของนางกลับแผ่ซ่านไอความร้อนแรงออกมาโดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มทั้งสามที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของนาง ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนจนน่ากักขังไว้ในกรงทองเสียจริงหลินโม่ลอบกลืนน้ำลาย
หลินโม่นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังตั้งตรง มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อไว้แน่น ความหยิ่งผยองของบุรุษทั้งสามทำให้นางสะอิดสะเอียน ทว่านางก็รู้ดีว่า หากนางไม่จัดการกับความโอหังของพวกเขาเสียแต่เนิ่น ๆ ชีวิตหลังจากนี้ของนางคงไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น"หากพวกท่านอยากได้พลังปราณจากข้า"หลินโม่เอ่ยขึ้น เสียงของนางกั
ภายในถ้ำศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวบไปด้วยมนต์ขลังแห่งราคะ ละอองปราณสีม่วงอ่อนลอยฟุ้งดุจม่านหมอกเย้ายวน แสงเรืองรองจากหินปราณส่องกระทบผนังถ้ำที่ประดับด้วยลวดลายเถาวัลย์แกะสลักรูปอสุรีนับร้อยกำลังเริงรัก ขับเน้นให้บรรยากาศดูอาถรรพ์และดิบเถื่อนในคราเดียวกันบนแท่นหินหยกที่สั่นไหวไปตามจังหวะเร้าอารมณ์ ร่า




![สองขุนศึกขย่มนางพญาไม่อิ่มรัก (3p) – [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


