Mag-log in“ข้าเป็นมารแล้วอย่างไร เจ้าไม่มีสิทธิ์รังเกียจสามีที่แท้จริง และโดยชอบธรรมของเจ้า หลินโม่”
ท่ามกลางความมืดมน รอยแยกของผืนดินเริ่มแคบลงทุกขณะ แต่เสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของบุรุษทั้งสามจากด้านบนยังคงดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ
“หลินโม่ ! เจ้าอยู่ที่ไหน?” เสียงของสือถงเต็มไปด้วยความร้อนรน ในยามนี้เขาไม่สงวนท่าทีเยือกเย็นของเจ้าเมืองผู้ครองสองแคว้นโดยสิ้นเชิง
ทันทีทันใด เปลวไฟสีเทาเงินก็ลุกพรึ่บขึ้นมาจากซอกหลืบของเหวลึกเบื้องล่าง
เฟิ่งอวี้หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากอ่อนนุ่มของหลินโม่เป็นเชิงสั่งให้นางเงียบ เขาจงใจประทับจูบลงบนไหล่มนผ่านรอยแยกของชุดเจ้าสาวที่หลุดลุ่ยจากการต่อสู้ สัมผัสนั้นแฝงความหื่นกระหายและประกาศความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย
“ดูสิ... สุนัขรับใช้ของเจ้ากำลังกระวนกระวาย” เขาเอ่ยพลางลูบไล้ต้นแขนขาวเนียนของนางด้วยความจาบจ้วง
“อยากให้ข้ากำจัดพวกมันทิ้งเสียตอนนี้เลย หรือจะให้ข้าแสดงให้พวกมันเห็นว่า ใครที่ควรจะเป็นเจ้าบ่าว คืนเข้าหอของเจ้า”
หลินโม่กัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความรู้สึกสับสนแล่นพล่านดุจคลื่นพายุในใจ นางรู้ดีว่าเฟิ่งอวี้ในยามนี้อันตรายเกินกว่าจะรับมือได้เพียงลำพัง ทว่าท่ามกลางความโกรธแค้น ความรักลึกซึ้งในอดีตที่นางเคยมีต่อเขา คู่หมั้นที่นางเคยเฝ้ารอ กลับสั่นคลอนหัวใจของนางอย่างน่ารังเกียจ
“อย่าทำร้ายพวกเขา”
นางเค้นคำพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แม้ร่างกายจะสั่นสะท้าน
“โอ้ เจ้ารักพวกมันถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
เฟิ่งอวี้แสยะยิ้ม เขาจับปลายคางของนางเชิดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด หลินโม่เห็นความบ้าคลั่งวาวโรจน์อยู่ในดวงตาคู่นั้น มันคือไฟแค้นและตัณหาที่ปะปนกันจนมั่วซั่ว
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องชดเชยให้ข้าอย่างสาสม เสียสละตัวเจ้าให้ข้า แล้วข้าอาจจะเมตตาปล่อยให้พวกมันตายอย่างไม่ทรมาน”
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้โต้ตอบ เฟิ่งอวี้บดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างป่าเถื่อน รสสัมผัสที่รุนแรงและฉาบฉวยนั้น ทำให้หลินโม่รู้สึกราวกับวิญญาณจะแตกสลาย นี่ไม่ใช่การจูบ นี่คือการเหยียดหยามและทิ้งตราบาปแห่งความอัปยศไว้บนร่างกายของนาง
ฝ่ามือข้างหนึ่งของเฟิ่งอวี้ตรึงท้ายทอยของหลินโม่ไว้แน่น ขณะที่มืออีกข้างกระชากสาบเสื้อสีแดงชาดจนฉีกขาด เผยให้เห็นผิวขาวผ่องราวกับน้ำนมที่สั่นระริก
“อยากเห็นนักใช่ไหม?”
เขาเอ่ยด้วยเสียงก้องกังวาน จงใจก้มลงไปบดจูบหลินโม่ ท่ามกลางสายตาของเหล่าสามี จูบนั้นแสนป่าเถื่อนและจาบจ้วง ลิ้นร้อนพยายามแทรกเข้าไปควานหาความหวานของสตรีที่ควรเป็นของตน
เสียงจูบที่ดุเดือดและเสียงครางอู้อี้ที่หลุดรอดจากลำคอของหลินโม่ ช่างเป็นดนตรีที่บาดลึกหัวใจของชายทั้งสาจนถึงขีดสุด
“ไอ้สารเลวเฟิ่งอวี้ !”
เซี่ยเว่ยคำรามลั่น ร่างของเขากลายเป็นเงาสีดำทะมึน พลังปราณสีเลือดระเบิดออกจากตัวจนลานประลองเริ่มพังทลายลง
จินฝานที่ปกติสุขุมเยือกเย็น บัดนี้ดวงตากลับกลายเป็นสีทองอำพันด้วยโทสะ กระบี่ในมือระเบิดพลังเซียนจนเกิดเป็นสายฟ้าฟาดฟันลงมายังร่างของเฟิ่งอวี้
“ถอยห่างจากนาง !”
ในขณะที่สือถงใช้พลังปราณพื้นหินศิลารอบลานประลองแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เพื่อหวังจะสยบศัตรู ทว่าเฟิ่งอวี้กลับสะบัดชายเสื้อสร้างเกราะมารขึ้น ต้านทานแรงปะทะจากพลังของทั้งสามคนเอาไว้
ในจังหวะที่ฝุ่นควันบดบังสายตา เฟิ่งอวี้ก้มลงกระซิบที่ข้างหูหลินโม่ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“นี่เป็นเพียงของขวัญชิ้นแรก ยังมีเรื่องให้เจ้าและพวกมันต้องเจ็บปวดอีกมาก”
เฟิ่งอวี้ผละจากนางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกลายร่างเป็นกลุ่มควันสีดำสนิทถอยร่นกลับเข้าสู่เงามืดที่ก้นบึ้งของเหวลึกใต้ลานประลองที่แตกออก เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตทิ้งท้ายไว้ ก่อนความมืดจะกลืนกินทุกสิ่งจนสิ้น
ซากปรักหักพังของลานประลองยังคงคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและพลังปราณที่แตกสลาย เซี่ยเว่ยพุ่งผ่านกลุ่มควันที่ยังไม่จางหาย โดยไม่ได้ชายตามองสือถงหรือจินฝานที่ยืนคุมเชิงกันอยู่แม้แต่น้อย มือหนาที่สั่นนิด ๆ โอบประคองร่างของหลินโม่ขึ้นมาแนบอก สัมผัสจากปลายนิ้วที่ปัดป่ายรอยแดงฉานบนลำคอระหง
หลินโม่เงยหน้าขึ้นอย่างอ่อนแรง เพื่อมองสบตากับบุรุษที่จ้องมองนางด้วยความห่วงใย ลึกเร้นในแววตาของเขามีไฟโทสะที่ถูกกดทับด้วยความอดกลั้นมาเนิ่นนาน นางรับรู้ได้ถึงความอบอุ่น กลิ่นป่าสนที่คุ้นเคยราวกับเงาของอดีตที่หวนคืน
ขณะที่ปลายนิ้วของเซี่ยเว่ยแตะลงบนผิวของนาง ความคิดในหัวของเขากลับย้อนไปสู่ช่วงเวลาเมื่อสิบปีก่อน
ณ สถานที่เร้นลึกหลังหุบเขาเหลียงซาน
แสงสีทองยามเย็นลอดผ่านหมู่แมกไม้ในป่าวิญญาณ ทอดเงาลงบนร่างจิ้งจอกสีขาวพิสุทธิ์ที่กำลังหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหญ้า ขนสีขาวที่เคยเงางามบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและรอยแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากกระบี่อาคม เซี่ยเว่ยพยายามเค้นพลังปราณเพื่อคืนร่างมนุษย์ ทว่าบาดแผลนั้นสาหัสเกินไป เขาทำได้เพียงนอนนิ่ง ขดตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดและระแวดระวังภัยจากรอบด้าน
มีเสียงฝีเท้าเบาหวิวเหยียบลงบนใบไม้แห้ง ดังใกล้เข้ามา...
หลินโม่ร้องครางเสียงหลง เมื่อรวงรักที่เพิ่งเสร็จสมและยังขมิบตอดตุบ ๆ ถูกลำเอ็นดุดันล่วงล้ำซ้ำสอง"โม่เอ๋อร์... คืนนี้ข้าจะเป็นคนเปิดทางลับให้เจ้าเอง"ไม่เพียงเอ่ยคำหวาน เซี่ยเว่ยยังสอดปลายนิ้วหนาแทรกผ่านเข้าไปในรอยจีบดอกเบญจมาศสีชมพู ที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้ำกรายบุกรุกมาก่อน"อ๊ายยย!"ความอึดอัด คับแน่น และเสียวแปลบที่พุ่งวาบขึ้นมาจากทวารลับ ทำเอาหลินโม่สะดุ้งเฮือก สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สายตาเร่าร้อนสามคู่มองจ้องอยู่ที่รูจีบดอกเบญจมาศของนางที่ถูกนิ้วแกร่งแหวกขยาย ควบคู่ไปกับกลีบเนื้ออวบอูมด้านหน้าที่ขมิบตอดท่อนลำของเซี่ยเว่ยจนเนื้อนวลหุบปลิ้นเผยิบผยาบไม่หยุด"เจ็บหรือไม่?" เซี่ยเว่ยกระซิบถามเสียงแหบพร่าด้วยความคลั่งรัก"มะ... ไม่เจ็บ..."นางบิดเอวส่ายสะโพกตอบรับอย่างทรมานระคนซาบซ่าน สองเต้าอวบอิ่มเด้งกระเพื่อมไหวโยนขึ้นลงตามแรงกระแทกกระทั้นอันดุเดือดของเทพอสูรหนุ่ม ที่หวดสะโพกเข้าใส่ร่องรักของนางอย่างไม่คิดออมแรงเซี่ยเว่ยอาศัยน้ำกามที่ลื่นไหลสาดกระเซ็นออกมาจากช่องทางรักด้านหน้า สอดนิ้วเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งนิ้วเพื่อเบิกทาง ขยับวนคลึงช้า
"ข้ากลับรู้สึกว่า... กาลเวลาช่างเชื่องช้าเหลือทน"เรือลำใหญ่ยังคงลอยเอื่อยไปตามกระแสธาร แสงอัสดงยามเย็นค่อย ๆ ย้อมผืนนภาและผิวน้ำให้กลายเป็นสีทองอำพันอร่ามตาภายหลังผลัดเปลี่ยนกันไปชำระล้างกาย สือถง เซี่ยเว่ย และจินฝาน ต่างออกไปนั่งล้อมวงร่ำสุราอยู่ตรงชานระเบียงเรือ ปล่อยให้หลินโม่ได้มีเวลาส่วนตัวเพื่อตระเตรียมกายใจภายในของเรือล่องลำนี้ มีห้องนอนใหญ่โอ่โถงเพียงห้องเดียว ตั่งเตียงและเครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนถูกจัดวางไว้อย่างกว้างขวาง ประหนึ่งจงใจรังสรรค์ขึ้นเพื่อรับรองคนทั้งสี่โดยแท้ทว่ายิ่งตระหนักรู้ว่าค่ำคืนนี้ตนเองจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด หลินโม่ยิ่งใจเต้นระทึกหวั่นไหว นางทอดกายนอนแช่ในน้ำเย็นฉ่ำอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม หวังดับความกระสับกระส่ายในอก ทว่าผิวกายกลับยิ่งร้อนรุ่มวูบวาบจนไม่อาจสงบใจ ในที่สุดนางจำต้องลุกขึ้นจากอ่าง สวมอาภรณ์แพรบางเบาแนบเนื้อครั้นสายตาเหลือบไปเห็นตำรารักโบราณเล่มนั้น ที่ใครบางคนจงใจนำมาวางไว้บนโต๊ะคันฉ่อง นางก็รู้สึกคันไม้คันมือ อดรนทนไม่ได้ จนต้องหยิบมันขึ้นมาเปิดดูอีกคราทว่าเพียงกวาดสายตาอ่านภาพลีลาและท่วงท่าส
สือถงคลี่ยิ้มพราย พลางสะบัดกางพัดหยกในมืออย่างสง่างาม"ภรรยาคิดถึง มีหรือที่สามีจะไม่รีบมาปรนนิบัติ""ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้นเสียหน่อย" หลินโม่ปรายตามองค้อน"ไม่ต้องเอ่ยปาก สายตาของเจ้าก็ฟ้องความจริงหมดสิ้นแล้ว"เซี่ยเว่ยหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นัยน์ตาสีฟ้าเทาทอดประกายขบขันพลางก้าวเข้ามาแทรก "วันนี้อย่าเพิ่งตั้งท่าวิวาทกันเลย พวกเราตระเตรียมสิ่งที่น่าสำราญใจไว้ให้เจ้าแล้ว"จินฝ่านซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังในอาภรณ์ขาวพิสุทธิ์ คลี่ยิ้มบางที่มุมปากอย่างรู้ทัน"ไปกับพวกเราเถิด""ไปที่ใด?""ล่องเรือ"สามเสียงประสานตอบรับแทบจะเป็นจังหวะเดียวณ แม่น้ำรั่วซี...ผืนวารีกว้างใหญ่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามแนวผา เรือล่องลำใหญ่ลอยเอื่อยช้าไปตามกระแสธาราใสเย็น สองฟากฝั่งโอบล้อมด้วยทิวเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยแมกไม้เขียวขจี ผิวน้ำสะท้อนประกายแดดระยิบระยับดั่งเกล็ดแก้ว ไกลออกไปมีสายน้ำตกเล็ก ๆ ไหลลดหลั่นลงมาจากหน้าผาหิน เสียงน้ำกระทบแก่งหินดังก้องแว่วหวานประดุจทำนองพิณธรรมชาติหลินโม่นั่งเอนกายอยู่กึ่งกลางลำเรือ
ครั้นหวนคืนสู่หุบเขาเหลียงซานได้เพียงสามวัน หลินโม่กลับมีท่าทีผิดแผกไปจากเดิม นางยังคงยิ้มแย้มพูดคุยกับบิดาและท่านปู่เช่นเคย หากแต่ในบางครั้ง หญิงสาวกลับทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเรือนนานนับเค่อ ราวกับมีปัญหากลัดกลุ้มบางประการตกตะกอนอยู่ภายในใจหลินเซียวผู้เป็นบิดาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นก่อนใคร ในยามดวงตะวันคล้อยต่ำ เขารินน้ำชาร้อนกรุ่นส่งให้บุตรสาวด้วยตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน“โม่เอ๋อร์ ช่วงนี้มีเรื่องใดรบกวนจิตใจเจ้าอยู่หรือ?”หลินโม่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจออกมาแผ่วเบา“ท่านพ่อ... ข้ากำลังสงสัยเรื่องหนึ่ง”ท่านผู้เฒ่าหลินเทียนซือซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล เงยหน้าขึ้นจากตำราในมือทันที“เรื่องอันใดเล่า?”หญิงสาวนิ่งคิดลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสารภาพตามตรง“ข้าศึกษาวิชาแพทย์มานานกว่าสิบปี รู้จักตำรับยามากมาย แม้ไม่กล้าบอกว่าตนเองเป็นหมอเทวดา แต่เรื่องร่างกายและชีพจร ข้าย่อมไม่ควรดูผิด”นางหลุบสายตาลงต่ำ พวงแก้มซับสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ยามเอ่ยประโยคถัดมา &ldquo
จินฝานหอบหายใจกระเส่าด้วยความตื่นเต้น แผงอกกว้างกำยำสะท้อนขึ้นลงด้วยแรงกำหนัด ยอดอกของบุรุษสั่นระริก หลินโม่โน้มกายลงไป บดขยี้ตุ่มเนื้อสีชมพูที่บนอกเขาด้วยปลายนิ้วอย่างหยอกเย้า ก่อนจะก้มลงครอบครองด้วยริมฝีปากอุ่น ตวัดปลายลิ้นดูดดึงอย่างเร่าร้อน“โม่เอ๋อร์... อย่าทำแบบนี้...”เสียงครางทุ้มต่ำที่แหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอแกร่ง องคชาตที่ฝังลึกอยู่ในกายสาวพลันเหยียดขยายพองโตแข็งยิ่งขึ้นไปอีก หัวหยักบานร่าที่กดกระแทกย้ำจุดกระสันในส่วนลึกของนางจนเต้นตุบ ๆ ร้อนรุ่มดั่งเปลวไฟ“ท่านพี่... ช่างอ่อนไหวเสียจริง...”นางผละออกจากอกเขา พลางขยับสะโพกกลมกลึงร่อนควงรูดคลึงเป็นวงกลม ปลายนิ้วเรียวกรีดไล้บดขยี้ที่เม็ดเกสรบวมเต่งอย่างจงใจยั่วยวน เพียงชั่วพริบตา รวงสวาทที่บีบรัดตอดหนุบหนับก็หลั่งรินน้ำหวานเหลวใสออกมา อาบชโลมแท่งทวนล่ำสันของชายหนุ่มจนชุ่มโชก“อา... ฮูหยิน... ได้โปรดขยี้สามีให้แหลกลาญเถิด”ใบหน้าหล่อเหลาของจินฝานแดงก่ำไปด้วยแรงกำหนัด เขายกสะโพกขึ้นสู้ สูดปากครางด้วยความเสียวซ่านแทบขาดใจ ยามเมื่อนางโก่งบั้นท้ายขึ้น
หลินโม่แย้มยิ้มหวานหยดย้อย นัยน์ตาดอกท้อทอดประกายล้อเลียน"เรื่องเมื่อกลางวัน ท่านพี่คงได้ยินหมดสิ้นแล้วสินะ""อืม""แล้วท่านคิดเห็นอย่างไร?"จินฝานหยุดฝีเท้าลงตรงหน้านาง ร่างสูงโปร่งโน้มลงมาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบดุจปลายกระบี่ทอดมองลึกเข้ามาในดวงตานาง"ข้าคิดว่า ศิษย์ในสำนักคงมีเวลาว่างมากเกินไปกระมัง"หลินโม่หลุดหัวเราะเสียงใส"อย่าได้คาดโทษพวกนางเลย พวกนางเพียงแต่หวังดีต่อท่าน""ข้ารู้..." จินฝานจ้องมองวงหน้าสวยสะคราญของนางอยู่ชั่วครู่ แววตาพลันทอประกายลึกล้ำดุดันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ"ทว่าเรื่องความลึกซึ้งระหว่างเราสองคน ข้ามิเคยต้องการให้ผู้ใดเข้ามาก้าวก่ายหรือวางแผนแทนข้า"วาจาตรงไปตรงมาอันแฝงความถือสิทธิ์ครอบครอง ทำเอารอยยิ้มของหลินโม่ค่อย ๆ อ่อนละมุนลงฝ่ามืออุ่นหนาของจินฝานเอื้อมออกมา ประคองพวงแก้มเนียนผุดผ่องของนางไว้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม สัมผัสจากปลายนิ้วส่งผ่านกระแสความร้อนผ่าวแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ"โม่เอ๋อร์...""เจ้าคะ?""ข้าไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องแก่งแย่งแข่งขันกับสือ
สือถงคลี่ยิ้มกว้างอย่างมีเสน่ห์ ดวงตาคมกล้าของเจ้าเมืองผู้ปกครองสองแคว้นเยือกเย็นทอประกายลึกล้ำ"คำพูดของฮูหยินเปรียบดั่งอาญาสิทธิ์ ทว่าหากจะให้ข้าลงมือกับยอดดวงใจ ข้าก็จำต้องขอให้เจ้าทำตามกฎเดียวกับที่บังคับพวกข้า... ห้ามใช้อาวุธวิเศษ ห้ามใช้อาคมใดๆ ให้คงไว้เพียงฝีมือและกำลังกายที่ติดตัวมาแต่กำเนิ
ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดพาละอองปราณให้พริ้วไหวราวกับเกสรดอกไม้ต้องแสงจันทร์ หลินโม่นั่งทอดกายอยู่บนแท่นหินหยกที่เย็นเยียบ ทว่าความสูงส่งของนางกลับแผ่ซ่านไอความร้อนแรงออกมาโดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มทั้งสามที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของนาง ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนจนน่ากักขังไว้ในกรงทองเสียจริงหลินโม่ลอบกลืนน้ำลาย
หลินโม่ในวัยเด็กก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกเย็นชื้น มือเล็กถือตะกร้าสมุนไพรที่เพิ่งเก็บได้ นางชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นก้อนขนสีขาวปุกปุยที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหน้า เมื่อนางสืบเท้าเข้าไปใกล้ จิ้งจอกน้อยก็ขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีชาดที่พร่าเลือนจ้องมองนางด้วยความหวาดระแวง และพร้อมจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้"เจ้าจิ้งจอกน
หลินโม่กัดริมฝีปากจนเจ็บ นางรู้ดีว่าถูกเขาฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามที่เขาโอบรัดและไล้สัมผัสผ่านอาภรณ์นั้น ความรู้สึกรัญจวนกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างหยุดไม่อยู่ไอ้คนหน้าหนา เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าหวั่นไหวจนเสียสมาธิใช่หรือไม่... นางคิดอย่างเจ็บใจปนหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มิอาจปฏิเสธได้







