Masukคืนนั้นทั้งคืนความสับสนคืบคลานเข้ามาเยือน เสียจนกว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็เกือบจะเช้าเข้าไปแล้ว กันต์ศิตางค์ตื่นขึ้นมาด้วยความหม่นหมองใจ แต่ก็ยังพยายามทำตัวให้เป็นปกติเพื่อคนในบ้านจะได้ไม่เกิดความสงสัย แค่เรื่องที่ศิลาภินมาหาเมื่อวานกับที่เธอต้องหลบลี้หนีหน้ากลับมาค่ำมืดดึกดื่นก็ทำให้บิดาและมารดาคลางแคลงใจพอสมควรอยู่แล้ว
“อ้าวตื่นแล้วเหรอลูก...เป็นอะไรมากไหมหน้าตาดูไม่ดีเลยนะ” เมื่อเดินลงมาด้านล่างก็พบว่าชนชาติกับจิตนารีกำลังนั่งดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์กันอยู่อย่างสบายใจ
“ไม่นี่คะ...เมื่อวานหนูไปหาหมอ หมอบอกว่าพักผ่อนไม่เพียงพอเลยให้ยามากินไม่ได้เป็นอะไรมากมายหรอกค่ะ”
“อืม...ดีแล้วล่ะ จีนัส...ถ้าลูกมีเรื่องไม่สบายใจก็คุยกับพ่อกับแม่บ้างนะลูกอย่างเก็บเอาไว้คนเดียวรู้ไหม”
“ค่ะ...ขอบคุณค่ะคุณแม่” หญิงสาวกล่าวเสร็จก็มานั่งรวมกับทั้งคู่ที่โซฟารับแขก เธอไม่รู้ว่าควรพูดเรื่องของกิตติธัชเลยหรือรอให้เขามาเจรจาด้วยตัวเองดีกว่าไหม สำหรับก้าวแรกของการเริ่มชีวิตใหม่มันยังสับสนปนเปเหลือเกิน
“คือ...”
“หืม...มีอะไรเหรอ จะพูดอะไรก็พูดมาสิจ๊ะอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้”
“ค่ะ...คือพี่พัฒเขา...ขอหนูแต่งงานค่ะคุณแม่...คุณพ่อ” หญิงสาวก้มหน้าเม้มปากแต่สายตาเหลือบมองบุพการีที่ยิ้มแก้มแทบปริก่อนจะเอ่ยถามเธอ
“ตายจริง...ลูกแม่ขายออกแล้วเหรอเนี่ย...”
“คุณแม่คะ...”
“ฮะๆ ดีใจออกหน้าออกตาไปไหมคุณยังกะเขามาขอตัวเองแน่ะ” ชนชาติผสมโรงด้วยความยินดีไม่น้อยไปกว่ากัน การที่บุตรสาวจะกำลังจะได้เริ่มต้นใหม่กับใครสักคนที่ตัวเขาเองก็เห็นว่าเหมาะมันเป็นเรื่องที่ดีจริง “คุณล่ะก็...แม่ล้อเล่นจ้ะ แล้วเราบอกเขาไปว่ายังไงล่ะ”
“หนู...หนูตอบตกลงไปแล้วค่ะ อีกเดี๋ยวพี่พัฒคงจะมาคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกที”
“ดี...ให้มันได้อย่างนี้สิ ผมว่าวันนี้จะไม่เข้าสวนแล้วนะคุณก็เข้าครัวเถอะทำกับข้าวรอว่าที่ลูกเขยกัน” ชนชาติดูจะตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน ถึงขนาดออกปากจัดเตรียมการต้อนรับการมาของชายหนุ่มเป็นอย่างดี
ในขณะที่ตัวกันต์ศิตางค์เองยังรู้สึกสับสนและตื่นเต้นอยู่ในขณะเดียวกัน
“ดีจนเหมือนได้แต่งเองเชียวนะคะคุณ แหม...เมื่อกี้ฉันยังเห็นนั่งหงิกหน้างออยู่เลยตอนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์น่ะ”
“อ๋อ...ข่าวสะเทือนใจน่ะคุณ นักศึกษาที่กำลังเดินกลับหอสองคนถูกไอ้พวกสารเลวมันรุมโทรมแล้วฆ่าตายคนหนึ่งอีกคนก็หายสาบสูญยังหาไม่เจอ ตำรวจเขาสันนิษฐานว่าคงเป็นฝีมือพวกค้ามนุษย์น่ะ นังหนูคนที่ตายคงขัดขืนเลยถูกฆ่าปิดปาก ส่วนอีกคนคงถูกนำไปขายที่ไหนสักแห่ง เฮ้อ!! คนเราสมัยนี้ใจคอโหดเหี้ยมเสียจริง” ชนชาติกล่าว
“ตายจริง...ทำไมโหดเหี้ยมอำมหิตกันแบบนี้คะ แล้วนี่แสดงว่ายังจับคนร้ายกันไม่ได้เลยสิคะคุณ”
“ยัง...แถมมันอาละวาดในแถบจังหวัดเรากับจังหวัดใกล้เคียงด้วยสิคุณ ตำรวจเขาบอกว่าคงเพราะมันชำนาญพื้นที่รู้ทางหนีทีไล่ดี”
“จริงเหรอคะ...จีนัสลูกต้องระวังตัวให้ดีนะลูกเกิดโชคร้ายไปเจอแบบนั้นเข้าแม่คงกลั้นใจตายแน่ๆ” คนเป็นแม่เอามือทาบอกแล้วหันมาบอกกับบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง
“หนูไม่เคยออกไปไหนดึกๆ ดื่นๆ คนเดียวอยู่แล้วนี่คะคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ อีกอย่างตอนกลางคืนหนูแทบไม่ได้ออกไปข้างนอกเลยนะคะ”
“อืมจ้ะ...ดีแล้วล่ะลูก”
ทั้งสามยังนั่งคุยกันต่อกันพักหนึ่งตามประสาครอบครัวก่อนจะแยย้ายกันไปทำหน้าที่เพื่อเตรียมตัวต้อนรับว่าที่สมาชิกใหม่ของบ้าน การมาของกิตติธัชไม่ได้นานเกินรอ และเป็นเวลามื้อเช้าของคนที่บ้านหลังนี้พอดี แม้จะตื่นเต้นตั้งแต่ได้รีบร้อนจนดูเสียมารยาทยังเลือกมาในเวลาเหมาะสมเหมือนทุกๆ ครั้ง
การสนทนาก็เป็นไปโดยปกติทุกคนดูยิ้มแย้มแจ่มใสกันมากขึ้น เหลือแต่กันต์ศิตางค์เท่านั้นที่ยังนั่งรับประทานเงียบๆ คอยตอบคำถามและยิ้มให้กับการพูดคุยของทุกคนบ้างเป็นบางครั้ง
เรื่องการแต่งงานชายหนุ่มกล่าวบอกกับผู้ใหญ่คร่าวๆ ว่าเป็นความประสงค์ของตนกับหญิงสาวและตนก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับการได้ดูและเธอไปตราบนานเท่านาน ส่วนเรื่องพิธีและการสู่ขออย่างเป็นทางการนั้นคงต้องหาฤกษ์หายามรวมถึงให้ผู้ใหญ่มาจัดการทุกอย่างให้สมเกียรติที่สุด
สรุปว่าวันนั้นกิตติธัชก็กลับบ้านไปในตอนสายๆ ด้วยหัวใจที่พองโตคับแน่น ทั้งชนชาติและจิตนารีไม่ได้คัดค้านเรื่องนี้และยินดีด้วยซ้ำที่เขาจะได้มาเป็นสมาชิกในครอบครัวคนใหม่ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาคิดเอาไว้ตั้งแต่แรก
ชายหนุ่มได้ปรึกษาหารือเรื่องนี้กับอากร ผู้เป็นบิดาตั้งแต่เช้าตรู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นอันว่าทางด้านผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาให้ต้องปวดหัว และตัวเขากับว่าที่เจ้าสาวก็ดูจะไปกันได้ดี
กิตติธัชมั่นใจเหลือเกินว่า แม้วันนี้การตัดสินใจของกันต์ศิตางค์อาจเป็นแค่เพราะเธอยังสับสนในอะไรบางอย่าง ไม่ได้มาจากความรักที่มีล้นพ้นเหมือนกับเขา
แต่สักวันหนึ่งเธอจะต้องได้เห็นความจริงใจ ความรัก ความปรารถนาดีที่เขามอบให้ และเมื่อนั้นใจเธอคงจะเอนเอียงมาทางเขาบ้าง อย่างน้อยตอนนี้หญิงสาวก็ไม่ได้รังเกียจถึงขนาดปฏิเสธไมตรีต่อกัน
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







