LOGINกันต์ศิตางค์กลับมาถึงบ้านเกือบๆ จะสี่ทุ่มเข้าไปแล้วทั้งบิดาและมารดาของเธอต่างนั่งคอยด้วยความเป็นห่วงถึงแม้จะโทร.ติดต่อกันตลอดก็ตาม รถของเธอยังถูกจอดทิ้งไว้ยังร้านให้บริการเช่าที่จอด ซึ่งกิตติธัชจะให้คนงานของเขาเอามาคืนในวันรุ่งขึ้น
หญิงสาวพาร่างที่โรยแรงกับจิตใจที่ช้ำหนักขึ้นไปยังห้องส่วนตัวทันที ก่อนจะจัดการอาบน้ำเปลี่ยนมาใส่ชุดนอน ระหว่างที่กำลังแต่งตัวอย่างเหม่อลอย อยู่หน้าตู้กระจกเสียงโทรศัพท์ที่เธอลืมปิดเครื่องเมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็ดังขึ้น ผมยาวสยายถูกรวบหยาบๆ ไว้ด้านหลังก่อนที่เธอจะพาร่างอ่อนแรงไปคว้าเจ้าเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าสะพายมากดรับ
“ค่ะ...”
‘จีนัส...จีนัสเหรอ นี่พี่เองนะวันนี้ไปไหนมา’ แค่ได้ยินเสียงหญิงสาวถึงกับตัวชาวาบ นี่เขายังไม่หยุดหลอกหลอนเธออีกเหรอเนี่ย ขนาดจะนอนยังโทร.มาตามรังควานไม่ให้ข่มตาหลับอย่างเป็นสุขได้เลย
เพราะไม่มีรายชื่อของเขาอยู่ในเครื่องเธอจึงไม่รู้ว่านี่เป็นเบอร์โทรศัพท์ของใครไม่อย่างนั้นคงตัดสินใจไม่รับไปเสียตั้งแต่แรกแล้ว
“...”
‘ห้ามวางนะ ไม่งั้นพี่จะโทร.บอกเรื่องของเรากับคุณพ่อคุณแม่คืนนี้เลย...’ ได้ผลมือเล็กที่สั่นงกหยุดชะงัก เธอกลืนน้ำลายคงคออย่างฝืดๆ ผู้ชายคนนี้ช่างสรรหาวิธีการเอาเปรียบเธอได้สารพัดเลยจริงๆ
“มีอะไรรีบพูดมาฉันจะนอน”
‘ไปไหนมา...วันนี้ฉันนั่งคอยเธอที่บ้านทั้งวันเธอหายไปไหนกับไอ้หมอนั่น’
สรรพนามเปลี่ยนไปในทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ จิตใจเขาร้อนรุ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลาที่ก้าวออกจากบ้านเมื่อตอนเย็นแล้ว แต่ด้วยงานที่รอมีอยู่มากมายดังนั้นจึงต้องสะสางให้เสร็จเสียก่อนเพิ่งจะว่างมีเวลาโทร.หาเธอในตอนนี้เอง
“นี่คุณ!! เป็นบ้าอะไรเนี่ยฉันกับคุณไม่ได้เป็นอะไรกันนะฉันจะไปไหนกับใครมันก็เรื่องของฉันเลิกยุ่งซะทีได้ไหม”
‘แต่เธอกำลังอุ้มท้องลูกของฉันอยู่นะจีนัส จะทำอะไรก็ควรห่วงลูกบ้างสิ’
“ฉันไม่ได้ท้อง! หูแตกรึไงบอกตั้งหลายรอบแล้วว่าไม่ได้ท้องไม่เชื่อก็ไปถามคุณหมอดูสิ”
‘ไม่ต้องมาโกหก...เธอกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ คิดจะทำแท้งใช่ไหมแล้วไปสมสุขอยู่กับมัน...อย่าหวังเลย’
กันต์ศิตางค์ถึงกับอึ้งเหวอพูดไม่ออกกับสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมา เขาไม่ยอมรับฟังอะไรจากเธอเลยแม้แต่น้อยเอาแต่คิดเองเออเองทั้งนั้น จากน้ำเสียงที่ตะคอกเอาๆ แสดงให้รู้ว่าเขาจริงจังและกำลังโมโหอย่างหนัก
“คุณนี่มันบ้า!! บ้าชัดๆ ทำไมไม่ยอมฟังกันบ้างฉันไม่ได้โกหกแต่ฉันไม่ได้ท้องจริงๆ”
‘ฟังฉันนะจีนัส...ถ้าลูกท้องเป็นอะไรไปล่ะก็ฉันไม่เอาเธอไว้แน่รวมถึงไอ้เวรชู้รักของเธอด้วย’
“คุณ!!” หญิงสาวหายใจหอบสั่นด้วยความโกรธไม่แพ้กัน ศิลาภินเป็นคนอ่อนโยนอยู่ด้วยแล้วอบอุ่น แต่เวลาเขาเป็นแบบนี้จะกลายเป็นคนละคนไปเลยเธอรู้ดีแก่ใจว่าเขาไม่มีวันยอมง่ายๆ กับเรื่องเธอลูกในท้องที่คิดเอาเองอย่างแน่นอนนอกจากจะต้องหาวิธีให้เขาอ่อนลงกว่านี้เท่านั้น
‘ทำไม...เอาสิจีนัสถ้าตอนฉันกลับไปถึงลูกเป็นอะไรไป เราได้เห็นดีกันแน่ ฉันรักเธอ...รักมากแค่ไหนเธอก็รู้ ฉัน...ไม่เคยรักใครได้เท่าเธอ ชีวิตฉันก็ให้ได้แต่อย่าทำร้ายลูกนะ’
“ถ้าฉันท้องจริงๆ คุณคิดว่าฉันจะชั่วช้าถึงขนาดคิดทำลายเขาได้เลยเหรอ ทำไมคุณไม่ฟังฉันบ้างคุณบอกว่ารักฉัน...แต่ที่คุณทำมันเห็นแก่ตัวทุกอย่างคุณรู้ไหม ความรักของคุณมันมีแต่ทำให้ฉันเจ็บปวด ทรมาน นี่เหรอ...ที่คุณบอกว่ารัก”
‘จีนัส...พี่...’ เสียงเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดสรรพนามก็เปลี่ยนไป ศิลาภินรู้สึกเจ็บจุกกับคำพูดนั้น
ใช่...เขามีแต่ทำร้ายเธอมาตลอด ทั้งๆ ที่ใจเขามันมีแต่เธอแต่ทำไมถึงไม่เคยทำให้เธอมีความสุขได้เลยนะ หรือเขามันเห็นแต่ตัวเอาแต่ได้อย่างที่หญิงสาวว่ามาจริงๆ คนผิดครุ่นคิดหนักถึงขนาดต้องเอามือทาบหน้าผาก
‘พี่ขอโทษ...’ ชายหนุ่มรีบเอ่ยขอโทษเสียงเบาหวิวเมื่อหูได้ยินเสียงกระซิกผ่านทางเครื่องมือสื่อสารที่แนบกับหู กันต์ศิตางค์ร้องไห้อีกแล้ว เธอร้องไห้เพราะเสียใจกับการกระทำของเขาอีกแล้ว
“ดึกมากแล้ว...ฉันง่วง...”
“ครับ...แต่เราต้องคุยเรื่องนี้กันใหม่ให้รู้เรื่อง พี่สัญญาจะไม่พูดเสียงดังกับจีนัสอีก...นะครับ”
จากเสียงตะคอกปาวๆ จนแก้วหูแทบแตก กลายเป็นน้ำเสียงอ่อนโยนนุ่มหู เพราะเขาเองก็ใจสั่นอดเสียใจไม่ได้เมื่อยังได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ เล็ดลอดให้ได้ยิน วันนี้คงต้องรามือไปเสียก่อนไม่อย่างนั้นมีหวังหญิงสาวจะต้องเครียดไปกว่านี้และลูกของเขาอาจได้รับผลกระทบไปด้วย
“งั้นแค่นี้ก็แล้วกัน...” หญิงสาวตอบกลับเสียงห้วน เธอรีบกดวางในทันที กำโทรศัพท์เอาไว้ในมือ คิดทบทวนในสิ่งที่กำลังจะตัดสินใจทำ มีแต่วิธีนี้เท่านั้นเธอถึงเป็นอิสระจากเขาเสียที คือต้องเลือกทางเดินที่เขาไม่มีวันเข้ามาข้องแวะได้ และเธอจะต้องเด็ดขาดกับการตัดสินใจครั้งนี้
เจ้าเครื่องมือสื่อสารถูกยกขึ้นมากดหารายชื่อหนึ่งทันทีเธอกดโทร.ออกด้วยหัวใจที่สั่นเทา กลืนน้ำลายเฮือกแล้วเฮือกเล่า แต่เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น...เพื่อให้ไปพ้นๆ จากเขา เธอ...จะทำ
“พี่พัฒ...” หญิงสาวเรียกชื่อปลายสายด้วยน้ำเสียงเบาสั่นเครือ รู้สึกจุกเมื่อถึงเวลาจะต้องพูดมันออกไปจริงๆ
‘จีนัสมีอะไรหรือเปล่าครับทำไมโทร.มาดึกๆ แบบนี้...หืม’
“จีนัส...จีนัสจะแต่งงานกับพี่พัฒค่ะ...”
‘คระ...ครับ...จีนัสว่าไงนะ’
“จีนัสบอกว่าจะแต่งงานกับพี่พัฒค่ะ” หญิงสาวถอนหายใจยาวๆ เมื่อพูดมันออกไปแล้ว เธอตัดสินใจแล้ว และคิดดีแล้วว่าวิธีนี้จะเป็นการดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด
กิตติธัชเป็นคนดี เวลาแค่ไม่กี่เดือนเธอยังซึมซับได้ถึงความจริงใจของเขาเชื่อว่าสักวันเธอจะรักเขาได้ไม่ยาก อีกประการชายหนุ่มกับครอบครัวของเธอก็เข้ากันได้ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจ ทุกอย่าดูลงตัวไปหมดสำหรับหนทางนี้
‘จีนัส...พี่ดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณครับขอบคุณที่ให้โอกาสพี่’
“ค่ะ...”
‘พักผ่อนนะคนดีพรุ่งนี้พี่จะไปหาแต่เช้าเราจะได้คุยเรื่องนี้กันอีกทีนะครับ’
“เอ่อ...ค่ะ”
‘พี่รักจีนัสครับ รักมากๆ ขอบคุณจริงๆ ที่ยอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพี่ ฝันดีครับคนเก่ง’
“ฝะ...ฝันดีค่ะพี่พัฒ” ใจมันยังสั้นไม่หาย ปากคอมันเลยพลอยสั่นงกไปด้วย มือที่เย็นเฉียบลดโทรศัพท์ลงเมื่อการสนทนาเสร็จสิ้น แล้วร่าวบอบบางก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดอาลัย
จบกันเสียทีชีวิตเก่าๆ ที่แสนจะตรอมตรมอยู่แต่กับความหลัง นับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไปเธอจะลืมมันเสีย แม้มันจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่เธอก็จะพยายามปล่อยทิ้งให้มันเป็นเพียงอดีตที่ขมขื่นและไม่ยอมให้มันมาหลอกหลอนใจได้อีกแล้ว รวมถึงเขาด้วยผู้ชายที่เป็นรักแรก คนเห็นแก่ตัวคนนั้น คนที่หยิบยื่นให้แต่ความเจ็บช้ำน้ำใจเขาก็จะเป็นได้แค่เพียงอดีตเช่นกัน
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







