LOGIN“ไปเอาเอกสารที่บริษัทให้พี่หน่อย”
“เอกสารอะไร?”
“เอกสารเรื่องสัญญาซื้อขายนักเตะของอินทรีเหล็กไงเจอแล้วเอาไปส่งให้ไอ้กี้ด้วย แท้งกิ้วมากน้องชาย อ่อ ก่อนเที่ยงของวันนี้นะ อย่าลืมล่ะ บาย”
ตัดสายทันทีที่สั่งงานจบ ไม่เหลือเวลาให้น้องตั้งตัวหรือกล่าวปฏิเสธ ด้วยรู้ดีว่าหากจิณณวัตรได้ยินชื่อกีรติไม่ว่าเรื่องอะไรย่อมไม่กล้าขัดใจแน่นอน
สัญญาณตัดไปแล้วเหลือทิ้งไว้แต่เพียงความมึนงงในคำพูด และคำสั่งของผู้เป็นพี่ จิณณวัตรวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะข้างตัว ใบหน้าหล่อเหลาคมสัน ดวงตาคมดุเหมือนบิดาเหลือบมองกองเอกสารงานของตัวเองแล้วถอนหายใจ ชายหนุ่มส่ายหน้า หากไม่ลืมเงยมองนาฬิกาเพื่อกะระยะเวลาให้พอเหมาะ ครั้นเห็นว่ายังพอเหลือเวลาอีกโขจึงก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออีกสักครู่ ความเงียบที่แทรกเข้ามาทำให้ชื่อของผู้เป็นหัวข้อสนทนาวนเวียนกลับมาให้เขาอึดอัดใจ
กีรติ… พอพูดถึงพี่ชายข้างบ้านก็พาลให้นึกถึงน้องสาวบุญธรรมของอีกฝ่าย เกือบสามปีในความเป็นจริงแต่เป็นสามสิบปีในความรู้สึกของเขา ทุกครั้งที่เห็นหลังคายังไม่ต้องเห็นบ้านหัวใจก็ร้าวรานจนแทบจะขาดรอน
ลิลลาจะเป็นอย่างไรบ้าง สุขสบายดีหรือไม่ มีรอยยิ้มแย้มสรวลเช่นอดีตบ้างไหม
เขาคิดถึง… คิดถึงช่วงเวลาที่เธอยังเยาว์วัย น่ารัก น่าเอ็นดู แต่แสนจะดื้อเงียบ 17 ปีแล้วที่เขารู้จักมักคุ้นกับครอบครัวของเธอ ทว่าเป็น 17 ปีที่เขาทำตัวร้ายกาจไว้กับ ‘น้องสาว’ จนอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขหลายต่อหลายครั้ง ทว่า… มันคงช้าเกินไป
ชายหนุ่มถอนหายใจเพื่อหยุดความคิดถึงเรื่องของลิลลา ก่อนต่อสายออกไปหาลูกน้องคนสนิทเพื่อสั่งงาน
(“ครับนาย”)
“ฉันจะออกไปธุรกิจสักสี่ห้าชั่วโมงนะ มีอะไรด่วนค่อยโทรตาม”
(“ครับ”)
ชายหนุ่มวางสายจากลูกน้อง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสีดำ เค้าโครงหน้ารูปไข่มีเหลี่ยมกรามตามแบบหนุ่มใต้ทางฝั่งบิดา ดวงตารีเรียวดุดันเหมือนผู้เป็นพ่อเช่นกัน ทว่าจมูกโด่ง ริมฝีปากหยักรูปหัวใจกลับไม่เหมือนทั้งพ่อ และแม่ แต่ไปเหมือนคุณอาชาวเกาหลีของเขาเสียอย่างนั้น จิณณวัตรเครื่องหน้าหล่อเหลาแต่ออกร้ายกาจ ใบหน้าออกแนวดุดันแต่ไม่ถึงกับคมเข้มเช่นพี่ชายคนโต ส่วนพี่ชายคนรองถอดแบบผู้เป็นมารดาออกมาทุกกระเบียดนิ้วทั้งดวงตากลมโต ริมฝีปากบางสวยจนเจ้าตัวบ่นอุบหลายต่อหลายครั้งว่าไม่อยากสวยเหมือนแม่ แต่อยากหล่อเหมือนพ่อ
ครอบครัวของเขาเป็นมาเฟีย บิดามีกิจการบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดทางภาคใต้ ส่วนมารดาเป็นผู้ดีเก่า ทว่าปัจจุบันท่านทั้งสองพักผ่อนอยู่ที่เกาะส่วนตัวในจังหวัดพังงา นานทีปีหนจึงจะมาเยี่ยมเยียนบุตรชายที่เริ่มแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ‘จักรภพ’ ผู้เป็นพี่ชายคนโตทำหน้าที่บริหารงาน KNK Construction ต่อจากบิดา ส่วน ‘เจตพล’ พี่ชายคนรองทำตัวเหมือนไม่ทำงานทำการอะไรเอาแต่ลอยไปลอยมาเป็นพ่อมาลัยไปวันๆ แต่ความจริงอีกฝ่ายกำลังทำงานให้กับองค์กรสีเทาซึ่งเป็นงานลับของบิดาอยู่ ส่วนตัวเขาเองดูแลกิจการด้านบันเทิงหลายแห่ง เขาไม่ชอบงานด้านบริหารที่ต้องใช้หัวคิดมากเช่นพี่คนโต แต่ก็ไม่ชอบเสี่ยงตายกับกระสุนเหมือนพี่คนรอง ดังนั้นงานด้านธุรกิจบันเทิงจึงเป็นสิ่งที่เขาเลือกทำ
จิณณวัตรออกจากคอนโดในเวลา 09.30 น. ชายหนุ่มขับรถตรงไปยังบริษัทของครอบครัวเพื่อรับเอกสารที่เพิ่งโทรแจ้งคนของพี่ชายคนโตให้ช่วยหาไว้ให้ ซึ่งส่วนใหญ่เอกสารไม่ลับเจตพลจะทิ้งกองพะเนินไว้ที่บริษัทของครอบครัว ไม่ได้นำติดตัวไปไหนต่อไหน หรือทิ้งไว้ที่เซฟเฮาส์ของบิดาแต่อย่างใด
ไม่ถึงยี่สิบนาทีรถสปอร์ตสีดำก็เคลื่อนเข้าสู่ลานจอดรถของ KNK Construction ชายหนุ่มก้าวลงจากรถอย่างไม่เร่งรีบ อย่างไรก็เข้ามาบริษัทแล้วก็เลยถือโอกาสจะเข้าไปทักทายพี่ชายคนโตเสียหน่อย เพราะนานแล้วที่ทั้งสองไม่ได้พบหน้ากัน
“สวัสดีครับคุณจิณณะ” ร่างท้วมสวมสูทสีกรมเดินตรงเข้ามาหา สองไม้สองมือเต็มไปด้วยแฟ้มงาน และเอกสารของบริษัท จิณณวัตรยิ้มรับ ก่อนกล่าวทักทายอีกฝ่ายกลับด้วยความคุ้นเคย
“สวัสดีครับคุณจตุพล”
“ผมให้เลขาของคุณเจตหาเอกสารไว้ให้แล้วนะครับ”
ชายหนุ่มยิ้มแย้มตอบรับ ก่อนเอ่ยถามหาพี่ชายคนโตบ้าง
“ขอบคุณครับ วันนี้พี่จักรเข้าบริษัทใช่ไหมครับ”
อีกฝ่ายนิ่งคิดไปชั่วครู่จึงตอบ “เข้าครับ แต่เข้าเที่ยงๆ ครับ คุณจิณณะจะให้ผมโทรแจ้งท่านประธานก่อนไหมครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่จะแวะเอาของให้พี่เจต เลยว่าจะไปทักทายพี่จักร เดี๋ยวไว้วันหลังผมแวะมาใหม่ดีกว่าครับ”
จิณณวัตรกล่าวจบก็เดินนำเลขาคนสนิทของพี่ชายคนโตเข้าบริษัทเพื่อตรงไปยังห้องทำงานของพี่ชายคนรองทันที ชายหนุ่มรับเอกสารของพี่ชายคนรองเสร็จเรียบร้อยก็กลับออกมาขึ้นรถ แล้วขับรถตรงไปยังบ้าน ‘เอื้ออรัญวัฒน์’ ทันที
หลังคาสีเขียวกับตัวบ้านสีขาวร่มรื่นใหญ่โตไม่แพ้บ้านเรือนในบริเวณนี้ ถัดจากบ้านหลังคาสีเขียวสามหลังก็คือบ้านหลังคาสีแดงซึ่งที่นั่นคือจุดหมายของเขา จิณณวัตรขับเคลื่อนรถสปอร์ตคันหรูผ่านประตูรั้วเหล็กใหญ่ของบ้าน ‘ภูวอัศนัย’ ด้วยแววตาเหม่อลอย ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อนเขาก็ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเพราะความทุกข์ทรมานกับภาพความทรงจำในอดีต ชายหนุ่มคิดว่าเมื่อไปอยู่ที่อื่นภาพเหล่านั้นคงเลือนรางลงไปบ้าง ทว่าตรงกันข้ามมันกลับชัดเจนขึ้นในความทรงจำของเขา
‘ทำไมบ้านพี่จักรหลังคาสีเขียวล่ะคะ’ เสียงเจื้อยแจ้วกับดวงตากลมหวานโศกของลิลลาจ้องเป๋งสอบถามหาสาเหตุของสีหลังคาบ้านที่ต่างกันด้วยความสนอกสนใจ
‘ลินจะได้แยกออกไง สีเขียวบ้านพี่ส่วนสีแดงบ้านลิน’ คนตัวเล็กเม้มปากทำสีหน้าครุ่นคิดใหญ่โตก่อนพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ แต่ก็ไม่ลืมแย้งบอกด้วยว่าบ้านหลังคาสีแดงนั้นไม่ใช่บ้านของตน
‘ไม่ใช่บ้านลินนะคะ บ้านพี่กี้ต่างหาก’
คำตอบซื่อๆ กับใบหน้าหวานเชื่อมดวงตาซื่อใสในอดีตเรียกเสียงหัวเราะของจักรภพ เจตพล และกีรติ ยกเว้นเพียงเขาที่ทำเพียงเมียงมองจ้องเขม็งยัยตัวเล็กบางผิวขาวซีดด้วยแววตาอริโดยไร้สาเหตุ
เมื่อก่อน… เขาหวนนึกถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงมีเส้นใยบางๆ กางกั้นไว้ เด็กหญิงตัวเล็กจ้อยผิวขาวละเอียด ดวงหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโตหวานโศกตรึงใจน่ารักน่าเอ็นดูจนพี่ๆ ของเขาลุ่มหลง ตามอกตามใจกันจนเคยตัว กระทั่งลิลลาโตขึ้นเค้าความสวยยังคงมีมาก แต่รูปร่างเริ่มอวบอิ่มขึ้น ผลจากการร่ำเรียนอย่างหนักทำให้หลงลืมดูแลตัวเองไปจนกลายเป็น ‘ยัยอ้วน’ ในที่สุด ทว่าหญิงสาวไม่ได้อวบอ้วนถึงเพียงนั้น หากแต่เขาอยากหยอกล้อ เหตุเพราะชื่นชอบใบหน้ามู่ทู่ของอีกฝ่ายจึงมักขานเรียกยัยอ้วนเสมอมา ฉายาที่เขาเพียงตั้งเล่นๆ กลับส่งผลต่อความมั่นใจของหญิงสาวจนสุดท้ายลิลลากลายเป็นเด็กเงียบขรึม เก็บตัว มีปมในใจเรื่องรูปร่างหน้าตาในที่สุด
เขามารู้สึกผิดในวันที่สาย เด็กหญิงตัวจ้อยผิวขาวตาหวานโศกกลายเป็นเด็กมีปัญหา เขาอยากขอโทษ และเริ่มต้นใหม่กับเธอ หากก็ช้าเกินไปเมื่อมีผู้ชายอีกคนเข้ามาเสียก่อน
“พี่ขอโทษนะลิน” ขอโทษที่เขามักแสดงทีท่าร้ายกาจต่อเธอ กลั่นแกล้ง ยั่วเย้าให้อีกฝ่ายโมโหจนถูกเกลียดชังในที่สุด ความสัมพันธ์ของเขา และลิลลากลายเป็นอริกันจนไม่แม้แต่จะมองหน้ากันดีๆ ไม่ใช่เขาที่ตั้งท่าเกลียดชังต่อต้าน แต่เป็นลิลลาที่โกรธขึงจนไม่ต้องการคบหาสมาคมกับเขาอีก
ทุกวันนี้เขายังนึกสับสนกับความรู้สึกในวัยเยาว์ของตนเอง หากพอมานั่งทบทวนดีๆ แล้วเขาเพิ่งรู้ตัวเองว่าสาเหตุที่ทำตัวร้ายกาจกับหญิงสาวตั้งแต่เล็กจนโตคงเพราะ… รัก จากที่เคยคิดว่าเมื่อก่อนตนเองคงโกรธที่ถูกแทนที่ เพราะเมื่อลิลลาเข้ามา ตำแหน่งน้องคนเล็กของเขาก็ถูกแย่งไป ทว่าพอมาทบทวนแล้วตำแหน่งนั้นไม่ได้สำคัญสำหรับเขาเลย เพราะทุกวันนี้เขาก็ไม่ได้พิศวาสการตามอกตามใจของพี่ๆ อีกแล้ว หากกลับเอาแต่คิดถึงดวงหน้าหวานกับดวงตากลมโศกคู่นั้นอยู่เสมอ
จิณณวัตรถอนหายใจให้อดีตที่เลวร้ายของตนเอง ความโง่เขลาเพราะคิดว่าอย่างไรเสียลิลลาก็ไม่มีวันไปไหน อย่างไรเธอก็ต้องอยู่ใกล้ตัวเขาเรื่อยไป รวมไปถึงไม่ว่าจะหนียังไงเขาก็มั่นใจว่าจะตามเธอพบ แต่ความมั่นใจในอดีตกลายเป็นหอกแหลมทิ่มแทงหัวใจตนเองจนถึงทุกวันนี้
เขายอมรับว่าตนเองชอบรังแก และแสดงทีท่าร้ายกาจต่อลิลลา ทว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมาเกิดจากความสับสนในหัวใจ ช่วงเวลาที่ลิลลาเข้ามาเป็นสมาชิกของบ้านเอื้ออรัญวัฒน์เขารู้สึกเหมือนถูกเติมเต็มบางสิ่งที่ขาดหายไป ใบหน้าเรียวรูปไข่กับดวงตากลมโตหวานเชื่อมนั้นสะท้อนไปมาในความฝันทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ความเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ยิ่งทะนง และปากแข็งจึงแสดงออกด้วยวิธีที่ตรงข้ามกับความรู้สึก กระทั่งสิ่งที่เขากระทำลงไปส่งผลระยะยาวต่อหัวใจของฝ่ายหญิงซึ่งยิ่งนานมันยิ่งกลายเป็นปมผูกแน่นจนแก้ไขไม่ได้อีกต่อไป
หลังจากจมอยู่กับความรู้สึกผิด และตราบาปในใจจนรถเคลื่อนสู่หน้าประตูรั้วเหล็กสีขาวขนาดใหญ่ ชายหนุ่มจึงบีบแตรเรียกลุงธนูคนสวนของบ้านเอื้ออรัญวัฒน์เพื่อบอกการมาถึงของตน ไม่นานชายสูงวัยก็วิ่งออกมากดรีโมทเปิดประตูให้พร้อมรอยยิ้มอย่างคุ้ยเคย
จิณณวัตรเคลื่อนรถเข้าสู่ตัวบ้านด้วยหัวใจเลื่อนลอย นานแล้วที่เขาไม่ได้มาที่นี่ นานจนกระทั่งแทบหลงลืมไปแล้วว่าครั้งนึงเขาเคยมาที่นี่แทบทุกวัน วิ่งเล่นตรงสวนกว้างด้านซ้ายมือ ปีนป่ายต้นมะม่วงเขียวเสวยด้านขวามือ และเฝ้ามองรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลิลลาใต้เงาของมันอยู่เสมอ
“สวัสดีครับคุณจิณณะ”
จิณณวัตรยิ้มรับพลางยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เขาเคารพรัก “สวัสดีครับลุงนู”
ลุงธนูยกมือรับไหว้ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ดวงตาอบอุ่นเทิดทูนมองอย่างปิติคิดถึง
“สบายดีนะครับ”
“สบายดีครับ แล้วนี่พี่กี้อยู่ในบ้านใช่ไหมครับ”
“อยู่ครับ” เมื่อได้คำตอบร่างสูงโปร่งปราดเปรียวก็เดินนำหน้าคนสวนของบ้านเอื้ออรัญวัฒน์เข้าไปในตัวบ้านเพื่อตรงไปยังห้องทำงานของอีกฝ่ายตามคำสั่ง
“แอ๊” เสียงใสเล็กๆ ดังแว่วมาจากภายในห้องรับแขกทำให้ขาที่กำลังจะก้าวผ่านไปชะงัก จิณณวัตรเดินย้อนกลับไปยังบริเวณดังกล่าวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าอะไร
ร่างกลมป้อม วงหน้าพองกลมพวงแก้มสีชมพูระเรื่อผุดลุกจากที่นอนข้างกันนั้นมีร่างเล็กบางของน้อยเด็กสาวในบ้านเอื้ออรัญวัฒน์นอนหลับตาพริ้มอยู่ วินาทีที่ดวงตารีเรียวดุกร้าวมองสบดวงตากลมโตหวานเชื่อมแสนคุ้นเคย หัวใจข้างในก็เหมือนจะเต้นรุนแรงจนแทบทะลุอก จิณณวัตรตัวแข็งทื่อ ช่วงอกหวิวโหวงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด สายตาคมกร้าวไม่สามารถละไปจากดวงหน้ากลมพวงแก้มสีชมพูได้เลย
“แอ๊” เสียงเรียกไม่เป็นคำนั้นดังขึ้นอีกครั้งพร้อมร่างกลมป้อมเดินตัวเอียงขาไขว้ไปมาเข้ามาหา
ใบหน้าของจิณณวัตรขาวซีด ดวงตาคู่คมอ่อนแสงลงยามทอดมองร่างกลมป้อมที่กำลังเงยหน้ามองตอบตาใส วงหน้ากลมแก้มแดงระเรื่อยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ จมูกรั้นมีแนวโน้มว่าจะโด่งเป็นสันในวันข้างหน้า ริมฝีปากเล็กสีชมพูอ่อน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาเกือบลืมหายใจก็คงเป็นดวงตาหวานเชื่อมระยิบระยับแสนคุ้นจนหัวใจคนมองเต้นระส่ำยิ่งกว่าเดิม ดวงตาที่เหมือนใครอีกคนที่เขาตามมาร่วมสามปี!
จิณณวัตรหยอบกายลง อ้าแขนรอรับร่างกลมป้อมที่กำลังเดินเข้ามาหา หัวใจของชายหนุ่มเต้นรุนแรงถี่เร็วจนเขายังนึกตกใจ
ทำไมกัน ทำไมแค่เห็นใบหน้ากลมแก้มชมพูเขาถึงได้รู้สึกหวิวโหวงที่ช่วงอก ทว่าหัวใจเต้นเร็วจนน่าใจหาย ชายหนุ่มรอกระทั่งร่างกลมป้อมมาถึงตัว ลำแขนแข็งแรงจึงโอบกอดร่างเล็กเข้าหาตัว โอบอุ้มขึ้นยืนด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ตัวเล็กจิ๋วนุ่มนิ่มน่ากอด ใบหน้ากลมแก้มชมพูระเรื่อน่าหยิก ดวงตากลมโตหวานเชื่อมระยิบระยับเหมือนตากวางแสนคุ้นเคย
จิณณวัตรคลี่ยิ้ม ก่อนยื่นหน้าเข้าไปหมายจะหอมแก้มพองกลมให้ชื่นใจ ทว่าเสียงห้าวเข้มที่ดังขัดขึ้นมาทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ
"ไอ้จิณณะ!"
ตอนพิเศษ 4เดทแรก“ทานข้าวก่อนกลับไหม” จิณณวัตรหันไปถามคนที่นั่งข้างๆ ด้วยรอยยิ้มลิลลาหันมองก่อนพยักหน้าตอบรับ “ก็ดีค่ะ พี่กี้กับพี่เจตจะได้มีเวลาคุยกัน”ความจริงเรื่องการมาของเจตพลได้รับความร่วมมือจากคุณลุงปรัชญ์ซึ่งเป็นคุณลุงของสามพี่น้อง ท่านเห็นว่าช่วงนี้เจตพลดูเซื่องซึมจึงอยากให้หลานคืนดีกับเพื่อนจะได้กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม“ลินคิดว่าพี่กี้จะหายโกรธพี่เจตไหม” ความจริงเขาไม่มั่นใจว่ากีรติโกรธหรือไม่โกรธเจตพล แต่ความน้อยใจคงมีอยู่บ้าง ทว่าลิลลากับเห็นต่าง หล่อนมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่าพี่ชายไม่ได้โกรธอะไรเจตพลแม้แต่นิดเดียว“ลินรู้จักพี่กี้ดีค่ะ” เพราะหล่อนมองแววตาของพี่ชายออก“พี่กี้ไม่ได้โกรธพี่เจตหรอกค่ะ พี่เจตก็รู้ดี เพียงแค่สองคนนั้นต้องการเวล
ตอนพิเศษ3ความหนักใจของหลานรัก“แกจะมาโกรธฉันไม่ถูกนะเว้ย”ใบหน้ากลมอิ่มเอียงคอมองการสนทนาของคุณลุงทั้งสองด้วยความสงสัย มือข้างนึงอุ้มเจ้าราฟฟี่เอาไว้แน่น มืออีกข้างเกาแก้มอวบพลางครุ่นคิด“ไอ้กี้ได้ยินที่ฉันพูดไหมวะ” กานต์รักนึกสงสัย เหตุใดเด็กตัวเล็กๆ เช่นตนต้องมานั่งมึนงงกับการสนทนาของผู้ใหญ่ด้วย หากไม่เพราะแม่ถาไปข้างนอก พ่อถาไปทำงาน ป้าสายใจไปตลาด ส่วนชัยต้องไปส่ง เขาก็คงไม่ต้องมานั่งกลางวงสนทนาน่าเวียนหัว“ถ่อ” เจ้าตัวแสบร้องออกมาเป็นคำเมื่อทนไม่ไหว หากสองคุณลุงกลับยังนิ่งเฉย ลุงกี้นั่งอยู่บนโซฟาเขม็งมองหน้าลุงเจตที่ยืนเท้าสะเอวบริภาษราวกับตนเองเป็นผู้ถูกทำร้าย ส่วนเขา… เด็กชายวัยสองขวบเศษนั่งจมปุกอยู่บนพื้นพร้อมราฟฟี่ในอ้อมแขน“ไอ้เหี้ยกี้ มึงได้ยิ
ตอนพิเศษ2ปัญหาของคุณลุงรุ่งเช้าร่างสูง ใบหน้าหล่อเหลาติดหวานเล็กๆ คล้ายมารดาเดินผิวปากสบายใจพร้อมหอบผักผลไม้จากจังหวัดจันทบุรีเข้ามาในบ้าน ทว่าเพียงก้าวขายังไม่ทันพ้นประตู สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างของเพื่อนที่ไม่ได้พบหน้ามาเป็นเดือนนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาในห้องรับแขก“คุณเจต!” เจตพลสะดุ้ง ก่อนหันไปยกมือไหว้ป้าสายใจ“สวัสดีครับป้าสายใจ” ชายหนุ่มมองรอบกาย ก่อนขมวดคิ้วแน่น“ทำไมบ้านเงียบจัง เมื่อคืนไอ้จิณณะไม่ได้ค้างที่นี่หรือครับ แล้วลินละ ปกติต้องออกมารับผมด้วย”ปกติถ้าเขาจะมามักจะโทรมาถามว่าพี่ชายของลิลลาอยู่ด้วยไหม แต่เมื่อวานนี้ได้ยินว่าหลานคิดถึงเขาเลยตรงดิ่งกลับกรุงเทพฯ ทันทีโดยไม่ถามว่ากีรติอยู่หรือไม่“อ่อ วันนี้
ตอนพิเศษ 1เริ่มต้นความสัมพันธ์หลังจากได้รับโอกาสจากทั้งลิลลา และกีรติ จิณณวัตรก็ทำหน้าของพ่อ และ (ว่าที่) สามีอย่างดีที่สุด เขายังคงขับรถไปกลับไซต์งานที่ปทุมธานี-กรุงเทพฯ ทุกๆ วันเพื่อมาพบลูกชาย และร่วมทานมื้อเย็นกับลิลลา ความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกดี จิณณวัตรเรียนรู้ที่จะอดทน เอาใจคนอื่นมาใส่ใจตน และที่สำคัญเขารู้จักยอม ยอมในทุกๆ เรื่องที่ทำให้คนที่เขารักมีรอยยิ้ม ทุกวันนี้ลิลลาพูดคุยกับเขามากกว่าแค่คำว่า ค่ะ หล่อนอาจไม่ได้ชวนคุย ไม่ได้ยิ้มหัวร่าเริงเหมือนสาวๆ คนอื่นที่เคยเข้าหาเขา แต่สำหรับจิณณวัตรเพียงแค่หล่อนยิ้มให้ ไม่ต้องหวานหยดย้อย ไม่ต้องฉอเลาะ เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าชาย“วันนี้พี่กลับเร็วนะ วันสุดท้ายแล้ว ลินกับลูกอยากได้อะไรไหมครับ”ครบสองสัปดาห์สำหรับช่วงเวลาของการลงโทษจากบิดาแล้ว แต่
“ไอ้จิณณะ” ใบหน้าของ‘พี่เมีย’ ไม่ได้ยิ้มหัว หากก็ไม่บึ้งตึงจนจิณณวัตรทำตัวไม่ถูก แต่ไหนแต่ไรมากีรติเดาใจยากยิ่งกว่ายากเสียอีก มีไม่กี่คนที่รู้ใจกันดี หนึ่งในนั้นก็คือเจตพล หากเขาไม่ใช่เจตพลจึงไม่รู้จะเริ่มยังไง“ครับพี่กี้”กีรติเห็นสายตาที่จิณณวัตรมองไปรอบๆ ห้องก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายมองหาใคร“ลินไปคุยกับหมอ”สายตาที่กำลังกวาดมองรอบๆ ถูกดึงกลับมาที่ร่างคนป่วยอีกครั้ง“อ่อ ครับ”บรรยากาศระหว่างทั้งสองเริ่มอึดอัดขึ้นมาทีละนิด กระทั่งคนที่นอนมองตาไม่กะพริบกระแอมเสียงดัง“อะแฮ่ม”จิณณวัตรสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนถาม“พี่กี้อยากได้อะไรไหมครับ”กีรติส่ายหน้า มองเข้าไปในดวงตาคู่คมของอีกฝ่ายพักใหญ่ ก่อนถอนหายใจออกมา เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี
บทที่ 19 ให้โอกาสรุ่งเช้าลิลลาตื่นแต่เช้าตรู่ช่วยปาริมาทำอาหารเช้าไปเยี่ยมกีรติที่โรงพยาบาล หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จจิณณวัตรก็อาสาพาหญิงสาวไปส่ง และตั้งใจจะไปเยี่ยมพี่ชายของหญิงสาวด้วย บิดามารดาเห็นว่าเป็นการดีที่ลูกชายจะได้ทำคะแนนจึงช่วยกันสนับสนุน ส่วนกานต์รักปู่กับย่าอาสาจะช่วยดูแลให้จนกว่าทั้งคู่จะกลับ“ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะลิน ป้าสายใจก็อยู่ รักไม่งอแงหรอกจ๊ะ”ใบหน้ากลมพองในอ้อมแขนของปาริมาพยักหงึกหงักตอบรับ ในมือมีกล้วยผลโตที่ถูกแทะไปแล้วเกินครึ่ง“เห็นไหม เจ้าตัวแสบเห็นด้วยกับย่า” ไม่รู้เพราะกำลังห่วงกินหรือเพราะเห็นด้วยกับย่าจริงๆ กันแน่ หากลิลลาก็คลายกังวลใจได้ กานต์รักเป็นเด็กเลี้ยงง่าย หากมีคนที่แกคุ้นตาอยู่ใกล้ๆ ต่อให้แม่ไม่อยู่ แกก็ไม่งอแงง่ายๆ“คุณลินไม่ต้องห่วงค่ะ ป้าจะช่วยดูแลคุณรักเอง” ป้าสายใจช่วยส
บทที่ 3 กานต์รัก“ไอ้จิณณะ!”ใบหน้ากลมพองที่ห่างไปแค่คืบต้องห่างไกลออกไปอีกมากโข เมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวฉับๆ เข้ามาแย่งร่างน้อยในอ้อมอกของเขาไป ใบหน้าของพี่ชายข้างบ้านถมึงทึงดุดันราวกับจงอางหวงไข่ ชายหนุ่มก้าวถอยหลังด้วยเกรงใจในตัวเพื่อนพี่ชายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก่อนยกมือไหว้ด้วยใบหน้าเจื่อนสี“สวัสดี
บทที่ 2 กงเกวียนกำเกวียนใบหน้าหล่อร้ายกับดวงตาสีดำสนิทเหม่อลอยจดจ้องมองเพดาน และแสงไฟสลัวที่กำลังกะพริบไปตามเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มรอบด้าน ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดส่งผ่านเข้าไปในความรู้สึกของผู้ชายที่เหมือนจะมีเพียงร่างกายแต่ไร้วิญญาณเกือบสามปีแล้วที่เขากลายเป็นคนไม่มีหัวใจ ตั้งแต่คืนนั้น คืนที่เขาปล่อ
(ต่อ)“ลินอยู่ที่นี่สบายดีค่ะ”สบายที่ว่าคือจิตใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะได้พบเขาโดยบังเอิญหรืออาจพบคนที่รู้จักเขา กลัว… หล่อนรู้ตัวเองดีว่าหวาดกลัวการพบกันในวันข้างหน้าอย่างที่สุด“ตามใจเรา” ในที่สุดกีรติก็พ่ายแพ้จนต้องล้มเลิกความต้องการของตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่เขาก็ไม่อาจแน่ใจ แต่
บทที่ 1 ฝันร้ายสามปีต่อมาตึก ตึก ตึกเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินดังก้องในโสตประสาทจนร่างบอบบางที่นอนนิ่งบนเตียงสั่นเกร็ง ร่างกายแข็งค้างทว่าสั่นเทาจากความหวาดกลัว ดวงตากลมโศกหลับแน่น กัดริมฝีปากจนเลือดซิบ มือที่แนบข้างลำตัวกำเข้ากันจนเส้นเลือดปูดโปน หัวใจเต้นแรง และเร็วจนลมหายใจเข้าออกแทบขาดห้วง กลัว…







