Masukภายในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยทรงประทับอยู่เบื้องหลังโต๊ะทรงงาน พระพักตร์ฉายแววเคร่งขรึม
ยามบ่ายคล้อย เสียงสะอื้นร้องไห้งอแงของซ่งเล่อเทียนยังคงดังแว่วระงมอยู่ภายในห้องหนังสือตำหนักเฟิ่งหลัว กระทั่งร่างของจ้าวหรูเยียนก้าวเท้าเข้ามาหวังจะรับโอรสกลับตำหนัก ทันทีที่ดวงตากลมโตที่อาบไปด้วยน้ำตาขององค์ชายหกหันไปเห็นผู้เป็นมารดา เด็กน้อยก็ปล่อยโฮลั่นห้อง ทิ้งพู่กันในมือจนน้ำหมึกกระเซ็นเลอะเทอะ ร่างเล็กวิ่งเข้าไปสวมกอดเอวของจ้าวผินแน่น ซบหน้าลงกับตักของมารดาพลางร้องระงมเสียงสั่นเครือ“เสด็จแม่ ฮือ ลูกไม่เรียนแล้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกเรียนไม่ไหวแล้ว ลูกคัดอักษรน่าเบื่อตั้งมากมาย มือของลูกเจ็บไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ฮือ”จ้าวผินเห็นสภาพลูกชายที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยคราบหมึกและน้ำตาก็ใจหาย แววตาฉายประกายความไม่พอใจ ขยับสายตาปัดมองจางอวิ๋นเซียวและองค์หญิงสามที่ยืนอยู่ด้วยท่าทีเรียบเฉยทว่าก่อนที่สนมจ้าวจะได้เอ่ยปากตำหนิสิ่งใด องค์ชายสี่ที่นั่งอยู่โต๊ะอักษรกลางห้องกลับวางพู่กันลงอย่างสง่างาม เด็กน้อยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความองอาจเกินวัย พลางเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงฉะฉานเจือกระแสสั่งสอนตามประสาพี่ชาย“น้องหก... เจ้าเพิ่งจะมาเรียนได้ไม่กี่
สือซื่ออันยืนกอดอกพิงเสาไม้ สายตาคมปลาบจับจ้องออกไปนอกหน้าต่าง มุ่งตรงไปยังทิศทางของจวนทางตะวันออกอันเป็นที่กักบริเวณขององค์ชายรองอย่างไม่วางตา คิ้วหนาของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันด้วยความอึดอัดใจ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับองค์หญิงสามที่ยังคงนั่งทอดถอนใจอย่างสุนทรีย์อยู่เบื้องหลัง“องค์หญิง ยามนี้จวนจะล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่อแล้ว ทว่าบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออกกลับยังคงมืดมิด ไร้แววของพลุสัญญาณ องค์ชายรองยังคงนิ่งเฉย หรือว่าเขาจะปฏิเสธข้อเสนอ และเลือกที่จะยอมเป็นแพะรับบาป” สือซื่ออันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน แววตาฉายประกายความระแวงว่าแผนการอาจจะคลาดเคลื่อนซ่งซือหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ รอยยิ้มละมุนทว่าลึกล้ำยังคงประดับอยู่บนใบหน้า นางปรายสายตามองแม่ทัพหนุ่มพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ท่านแม่ทัพสือ ใจเย็นๆ ก่อนเถิด การหยิบยื่นหนทางรอดชีวิตให้แก่คนที่กำลังจะจมน้ำตาย ย่อมต้องปล่อยให้เขาได้ดิ้นรนและทบทวนความกลัวของตนเองเสียหน่อย ให้โอกาสเขาได้คิดเถิด ทว่าข้ามั่นใจยิ่งนักว่า อย่างไรเสีย ซ่งหยางเฟยก็ไม่มีวันเลือกความตายเพื่อคนที่หักหลังเขาหรอก” องค์หญิงสามวางถ้
สือซื่ออันในชุดลำลองสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าของซ่งซือหนิงด้วยท่าทีดุดันและร้อนรน ร่างสูงกำยำแผ่กลิ่นอายสังหารออกมาอย่างเข้มข้น หลังจากที่เขาสั่งการให้สายลับที่แฝงตัวอยู่ในตำหนักคุนหนิงของเสวียนฮองเฮา คาบข่าวแผนการอันโฉดชั่วของสองแม่ลูกมารายงานอย่างละเอียด“องค์หญิง เสวียนฮองเฮากับองค์ชายใหญ่ คิดจะใช้อุบายทางการเมือง บีบให้ฝ่าบาททรงส่งพระองค์ออกไปสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นซย่งหนู ซ้ำยังคิดจะลอบส่งคนไปยุยงให้กษัตริย์ซย่งหนูก่อสงครามตามแนวชายแดนเพื่อใช้ความมั่นคงของบ้านเมืองมาเป็นข้ออ้างบีบคั้นฝ่าบาทให้ยอมศิโรราบ แผนการของพวกเขาช่างอำมหิตนัก” แม่ทัพหนุ่มสบถเสียงต่ำด้วยความเดือดดาล นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะซ่งซือหนิงที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะทรงอักษรฟังคำรายงานจนจบ มือเรียวงามพลันกำแน่น นางลอบสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความโกรธ“เสวียนฮองเฮากับซ่งเทียนหรง พวกเจ้าคิดจะผลักข้าลงนรกแดนเถื่อนเพื่อเบิกทางสู่บัลลังก์มังกรอย่างนั้นหรือ ช่างฝันหวานเกินไปแล้ว”ทว่าผู้ที่โกรธแค้นจนแทบกระอักเลือดกลับเป็นสือซื่ออัน แม่ท
ณ ตำหนักพำนักของหวงกุ้ยเฟย หลี่เวินอวี้ประทับนั่งอยู่บนตั่ง ใบหน้าที่ยังคงความงดงามตามกาลเวลาทอดมอง องค์หญิงสาม ลูกสาวคนโปรดที่กำลังนั่งรินชาให้อย่างนอบน้อมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย“ซือหนิง แม่ได้ยินข่าวลือจากเหล่านางกำนัลว่า จ้าวผินไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อของเจ้าถึงห้องทรงพระอักษร เพื่อทูลขอให้องค์ชายหกมาร่วมเรียนกับเล่อคังที่ตำหนักของเจ้า เรื่องนี้เป็นความจริงงั้นหรือ” หวงกุ้ยเฟยตรัสถามด้วยน้ำเสียงกังวลซ่งซือหนิงคลี่ยิ้มบางเบา นางวางกาน้ำชาลงก่อนจะเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ปะทะคารมทั้งหมดในห้องทรงพระอักษรให้พระมารดาฟังอย่างละเอียดไม่มีตกหล่น รวมถึงเงื่อนไขการเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงที่นางใช้บีบคั้นจนจ้าวผินต้องกล้ำกลืนยอมรับกลับไปเมื่อได้ฟังทั้งหมด หลี่หวงกุ้ยเฟยก็ถอนหายใจยาว แววตาฉายประกายความระแวดระวังในฐานะสตรีที่อาบน้ำร้อนในวังหลังมาก่อน“ซือหนิง เจ้าช่างใจกล้านัก แม้เจ้าจะใช้คำพูดต้อนจ้าวผินจนมุมทว่าแม่ก็ยังคงอดกังวลมิได้ จ้าวผินนางเป็นสตรีหน้าเนื้อใจเสือ ละโมบโลภมากและเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก การที่นางพยายามส่งองค์ชายหกเข้ามาแทรกแซ
ภายในห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยทรงประทับอยู่เบื้องหลังโต๊ะทรงงาน พระพักตร์ฉายแววเคร่งขรึมทว่าแฝงความเหนื่อยล้าจากราชกิจ ยามนี้เบื้องหน้าคือพระสนมจ้าวที่กำลังคุกเข่าลงบนพื้น ดวงหน้าของนางแสร้งทำเป็นอัดอั้นและกังวล หวังจะใช้จริตมารยาหญิงหว่านล้อมโอรสสวรรค์“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องกังวลใจเกี่ยวกับองค์ชายหก อยากจะกราบทูลขอความเมตตาจากพระองค์ยิ่งนักเพคะ” จ้าวหรูเยียนเอ่ยเสียงสั่นเครือฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยละพระเนตรจากฎีกาพลางตรัสถาม “เจ้ามีเรื่องอันใดก็ว่ามาเถิด มิต้องอ้อมค้อม”เมื่อได้รับอนุญาต จ้าวผินจึงรีบดำเนินตามแผนการทูลทันที“ฝ่าบาท ยามนี้องค์ชายสี่ช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ทั้งที่แต่ก่อนเอาแต่เล่นสนุก ทว่ายามนี้กลับทรงกลายเป็นดั่งนักปราชญ์น้อยที่ขุนนางทั้งราชสำนักต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ หม่อมฉันในฐานะมารดาขององค์ชายหก เห็นเช่นนั้นแล้วก็ปรารถนาอยากให้บุตรชายของตนได้เจริญรอยตามพี่ชายของเขาบ้างเพคะ ยามนี้องค์ชายหกยังขาดคนขัดเกลาปัญญา หม่อมฉันจึงอยากจะกราบทูลขอ ให้องค์ชายหกได้เข้าไปร่วมเรียนกับองค์ชายสี่ โดยมีใต้เท้าจางอวิ๋นเ
ภายในห้องบรรทมขององค์หญิงเจ็ดซ่งฉีเยว่ ร่างบอบบางนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานเก่า ทว่าดวงตาของนางมิได้จับจ้องที่เงาสะท้อนของตนเอง หากแต่ลอยล่องไปไกลในส่วนลึกของความคิด ถ้อยคำของจ้าวผินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าดั่งเสียงกระซิบเตือนความแค้น“องค์หญิงเพคะ ทรงดื่มน้ำแกงอุ่นๆ เสียหน่อยเถิดเพคะ จะได้ผ่อนคลายความเครียดลงบ้าง”ผิงเอ๋อร์นางกำนัลคนสนิทที่เติบโตมาพร้อมกับนาง ค่อยๆ วางถ้วยกระเบื้องลงบนโต๊ะ ใบหน้าของนางกำนัลเต็มไปด้วยความวิตกกังวล หลังจากที่ลอบสังเกตเห็นท่าทีเหม่อลอยและแววตาที่เปลี่ยนไปของผู้เป็นนายตั้งแต่กลับมาจากตำหนักหลันฮวาซ่งฉีเยว่ถอนหายใจยาว นางละสายตาจากกระจกแล้วหันมามองคนสนิท“ผิงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าคำพูดของจ้าวผินในวันนี้ มีสิ่งใดเชื่อถือได้บ้างหรือไม่”ผิงเอ๋อร์ได้ฟังก็หน้าเสีย รีบคุกเข่าลงข้างตั่งนอน ทุบขาให้องค์หญิงเจ็ดเบาๆ พลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันขอทูลตามตรง ยามนี้พวกเราอยู่ในตำหนักท้ายวัง แม้จะไม่ได้อยู่อย่างหรูหราสุขสบายดั่งตำหนักอื่น ทว่าอ







