LOGINไอหมอกสีขาวลอยอวลอยู่เหนืออ่างไม้ขนาดใหญ่ที่โรยด้วยกลีบบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ร่างอรชรที่มีรอยเหมยที่เนินอกนั่งเอนกายพิงขอบอ่าง หลับตาพริ้มรับสัมผัสจากสายน้ำอุ่นที่ช่วยบรรเทาความเมื่อยขบตามร่างกาย โดยเฉพาะที่บั้นเอวซึ่งยังคงมีความรู้สึกปวดร้าวหลงเหลืออยู่จากศึกหนักเมื่อครู่
หลันเอ๋อร์ค่อยๆ ใช้ผ้าไหมเนื้อนุ่มชุบน้ำลูบไล้ไปตามลาดไหล่เนียนของเจ้านาย นางมองเห็นรอยรักจางๆ ที่ประดับอยู่บนผิวขาวผ่องแล้วก็อดที่จะเอ่ยถามด้วยความกังวลไม่ได้
“องค์หญิง ทรงยอมพลีกายถึงขนาดนี้ หม่อมฉันเกรงว่ามันจะคุ้มค่าหรือเพคะ ทั้งเหนื่อยยาก ทั้งต้องรับศึกหนักจากบุรุษดั่งพยัคฆ์เช่นนั้น”
ซ่งซือหนิงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของนางสงบผิดกับสภาพร่างกายที่เพิ่งผ่านพายุสวาทมา
“คุ้มสิ เรื่องเหนื่อยแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับความมั่นคงในภายภาคหน้า การจะมัดใจบุรุษที่กุมอำนาจทหารหรือหัวใจขุนนางไว้ให้มั่น การใช้คำพูดเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ พันธนาการแห่งเนื้อหนังนี่แหละคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น แต่ดึงรั้งได้แน่นหนาที่สุด”
นางยกมือขึ้นวักน้ำลูบหน้า พลางคลี่ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “อีกอย่าง ข้าเองก็เริ่มชักจะสนุกกับการรับบทองค์หญิงเจ้าสำราญนี่แล้วสิ เพิ่งรู้ว่าการร่วมรักกับบุรุษมันก็น่าอภิรมย์ไม่น้อย”
นางปรายตามองนางกำนัลคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างอ่าง แล้วแกล้งเย้าด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “หลันเอ๋อร์ เจ้าเองก็เริ่มโตเป็นสาวสะพรั่งแล้วนะ สนใจจะลองหาบุรุษมาช่วยคลายเหงาสักคนไหมเล่า”
“องค์หญิง! หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่กล้าหรอกเพคะ” หลันเอ๋อร์รีบก้มหน้าลงจนคางแทบชิดอก ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงระเรื่อไปถึงใบหู ท่าทางลนลานขัดเขินแต่ดวงตากลับสั่นไหววูบหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากลองตามประสาแรกรุ่น
องค์หญิงสามหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างชอบใจเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น “เจ้าดูสิ ปากบอกไม่กล้า แต่หน้าแดงก่ำเชียว เอาเถอะ ไว้ข้าจะคอยดูขุนนางหนุ่มๆ ที่หน่วยก้านดีให้เจ้าสักคน เผื่อเจ้าจะเข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงได้สนุกกับหมากกระดานนี้จนแทบลืมความเหนื่อยไปเสียสิ้น”
เสียงหัวเราะขององค์หญิงสามดังกังวานอยู่ภายในห้องสรงน้ำที่ปิดมิดชิด ความลับและความมักใหญ่ใฝ่ถูกถักทอเข้ากับราคะอย่างแยกไม่ออก
**********************
ข่าวคราวความสัมพันธ์อันลึกซึ้งภายในตำหนักเฟิ่งหลัวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว บรรดานางกำนัลและขันทีต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบถึงเสียงครางจากตำหนักเฟิ่งหลัว ยิ่งเมื่อมีรายงานว่ากองหมอหลวงส่งยาห้ามครรภ์ถ้วยใหญ่เข้าไปในตำหนักขององค์หญิงสามกลางดึก เรื่องอื้อฉาวนี้ก็กลายเป็นหัวข้อหลักที่ทุกคนในวังหลังต่างโจษจัน
ภายในตำหนักคุนหนิง ฮองเฮาสกุลเสวียนทรงทอดพระเนตรรายงานจากสายลับพลางแค่นยิ้มหยัน แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
“หึ... ช่างเป็นแม่เป็นลูกที่เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ คนแม่ใช้รูปโฉมล่อลวงฝ่าบาทจนหลงมัวเมา ส่วนคนลูกก็ทำตัวแพศยาไม่เว้นแต่ละวัน ปล่อยให้นางบ้าผู้ชายไปเถิด ยิ่งนางมัวเมาในกามราคะ บัลลังก์ของลูกชายข้าก็ยิ่งมั่นคงขึ้นเท่านั้น”
ขณะเดียวกันที่ตำหนักของหวงกุ้ยเฟย บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด พระสนมเอกมองบุตรีที่นั่งจิบชาด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนพลางถอนหายใจยาว
“ซือหนิง ข่าวลือเรื่องเจ้ากับแม่ทัพน้อยสือนั่น เจ้าจะปล่อยให้มันคาวไปถึงไหนกัน ถึงขนาดต้องเรียกยาป้องกันบุตรเข้าไปกลางดึก เจ้าไม่คิดถึงชื่อเสียงของตัวเองบ้างหรือ” หลี่เวินอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงตักเตือนมากกว่าตำหนิ
องค์หญิงสามวางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น แววตานิ่งสงบไร้ร่องรอยความขัดเขิน
“เสด็จแม่เพคะ ลูกบอกแล้วว่านั่นเป็นเพียงการหารือเรื่องลับและแนวทางการสอนน้องสี่เท่านั้น”
หวงกุ้ยเฟยมองลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรี นางเป็นแม่ย่อมรู้ดีว่าลูกของตนไม่ได้โง่เขลาจนคุมตัวเองไม่ได้ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำว่าหารือนั้น นางเองก็ไม่อยากจะซักไซ้ให้ลูกต้องลำบากใจ
“เอาเถิด แม่รู้ว่าเจ้าโตแล้ว และเจ้าก็มีแผนการของเจ้าเสมอ” หลี่เวินอวี้ เอื้อมมือไปกุมมือบุตรสาวเบาๆ
“อะไรที่เป็นความสำราญของเจ้า แม่จะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่อย่าให้มันเกินงามจนกลายเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงตัวเองในอนาคต ทำแต่พอดีเถิดนะซือหนิง แม่ไม่อยากเห็นเจ้าถูกผู้คนประณามไปมากกว่านี้”
ซ่งซือหนิง ยิ้มรับคำของมารดาด้วยความอ่อนโยน “ลูกทราบแล้วเพคะเสด็จแม่ ลูกจะระมัดระวังให้มากกว่านี้” นางรับคำอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยแผนการ
**********************
เมื่อพายุอารมณ์อันเร่าร้อนเริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของขุนนางหนุ่มที่ยังคงกกกอดร่างระหงไม่ยอมห่าง ซ่งซือหนิงที่นอนทอดกายอยู่บนตั่งหญิงงามก็เริ่มขยับตัวลุกขึ้น นัยน์ตาคู่หงส์ที่เคยพร่าเลือนบัดนี้กลับคืนสู่ความแจ่มใสและเฉียบคมดังเดิม นางปรายสายตามองไป๋เมิ่งเทาที่ยามนี้ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบสุขสม“เอาเถอะ เต็มอิ่มแล้วก็ลุกขึ้นเสียที ใต้เท้าไป๋” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงกระแสสั่งการทำให้ไป๋เมิ่งเทาต้องยอมผละอ้อมแขนออกอย่างแสนเสียดายซ่งซือหนิงใช้ปลายนิ้วเขี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเขาเบาๆ“เล่อคังยังรอเจ้าอยู่ ปล่อยให้ใต้เท้าจางสอนอยู่คนเดียวเสียนาน หากเจ้าไม่รีบกลับไป ทำหน้าที่ที่ข้ามอบหมายให้เสร็จสิ้น ข้าจะโกรธเอาได้นะ”“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทายกยิ้มกว้าง แววตาไม่มีความหม่นหมองอีกต่อไป เขาก้มลงจุมพิตที่หลังมือเรียวสวยของนางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะลุกขึ้นจัดการสวมเสื้อผ้าชุดขุนนางให้เข้าที่เข้าทางท่วงท่าในการก้าวเดินออกจากห้องบรรทมของเขาเต็มไปด้วยความเบิกบานใจและภาคภูมิอย่างปิดไม่มิด ดั่งคนหลังสู้ฟ้าที่เพิ่งได้รับราง
หลังจากที่ร่างสูงกำยำของสือซื่ออันลับตาไป ซ่งซือหนิงยังคงนั่งอยู่ที่ตั่งหญิงงามกลางศาลาที่ปิดด้วยม่าน นางไม่ได้ลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยไปกว่าเดิม นัยน์ตาคู่หงส์ปรายมองไปยังมุมหลังเสาอย่างรู้เท่าทัน รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอิ่มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ออกมาเถอะ เจ้าจะยืนดูจนจบเลยหรืออย่างไร”สิ้นเสียงนุ่มนวลเงาร่างโปร่งในชุดขุนนางเต็มยศก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังเสา ไป๋เมิ่งเทาดูขัดเขินเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองตรงมายังองค์หญิงสามกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นแห่งความปรารถนา“ข้าสั่งให้เจ้าไปเตรียมบทเรียนเรื่องผังเมืองให้เล่อคังมิใช่หรือ เหตุใดจึงตามข้ามาที่นี่” ซ่งซือหนิงเลิกคิ้วถามพลางเอนกายลงยังตั่งไม้ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างนางช้าๆ เขาไม่ปิดบังความรู้สึกของตนเองอีกต่อไป เอ่ยสารภาพตามตรงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความน้อยใจ“ทูลองค์หญิง กระหม่อมเพียงแต่อยากอยู่กับพระองค์ตามลำพังบ้างพ่ะย่ะค่ะ” เขาช้อนสายตาขึ้นมองนาง“หลายวันมานี้พระองค์ทรงใส่พระทัยแต่ราชครูจาง ทั้งเรื่องสั่งสอนองค์ชายสี่และเรื่องแผนการในวังหลัง แม้แต่ครั้งก่อนที่กระ
จางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทาได้ร่วมกันสอนทฤษฎีการจัดการผังเมืองตามแผนการที่ซ่งซือหนิงวางไว้ ในขณะที่องค์หญิงสามและแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน เดินออกไปนั่งชมบรรยากาศที่ศาลาในอุทยานเล็กของตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยกันตามลำพังสือซื่ออันป้อนขนมให้นางแล้วยกจอกน้ำชาป้อนถึงริมฝีปาก ยังคงประคองนิ้วมือระหงของนางเอาไว้ แววตาของเขาที่เคยดุดันยามอยู่ต่อหน้ากองทัพทหารหลวง บัดนี้กลับฉายแววหวานล้ำและเปี่ยมไปด้วยความกระหายที่ยากจะควบคุม รสสัมผัสจากการที่นางงับปลายนิ้วของเขาเมื่อครู่ ยังคงแผ่ซ่านซึมลึกจนหัวใจแกร่งเต้นระรัว“องค์หญิง” สือซื่ออันกระซิบเรียกเสียงพร่า ร่างหนากำยำขยับเข้าใกล้ตั่งหญิงงามจนเงาร่างของเขาโอบล้อมตัวนางไว้เกือบทั้งหมด“ยามนี้ไม่มีใครมาขัดขวางการหารือลับของเราแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ซ่งซือหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายรอยยิ้มยั่วเย้าอันเป็นเอกลักษณ์ นางใช้พัดจีบในมือแตะลงบนอกแกร่งของเขาเบาๆ “เจ้าเพิ่งกลับมา เหน็ดเหนื่อยมิใช่หรือ แม่ทัพน้อยสือ เหตุใดจึงดูมีเรี่ยวแรงล้นเหลือถึงเพียงนี้”“ความเหน็ดเหนื่อยของกระหม่อม มลายหายไปสิ้นตั้งแต่ได้เห็นพระพัก
ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งหญิงงาม ในมือถือพัดจีบเล่มบาง นัยน์ตาคู่หงส์ทอดมองไปยังเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจที่โต๊ะอักษรตัวใหญ่ องค์ชายสี่ซ่งเล่อคังในวัยเยาว์กำลังนั่งตัวตรง ท่าทางพินิจม้วนคัมภีร์ตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีจางอวิ๋นเซียวในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตานั่งอยู่เคียงข้าง ท่วงท่าของขุนนางหนุ่มดูสุขุมนุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยเมตตา“คุณธรรมของผู้ปกครอง ดั่งลม... ส่วนราษฎร ดั่งยอดหญ้า ยามลมพัดผ่าน ยอดหญ้าย่อมลู่ตาม” จางอวิ๋นเซียวเอ่ยประโยคปรัชญาโบราณด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะละสายตามามองศิษย์ตัวน้อย“องค์ชายสี่ ข้อความในบทคัมภีร์นี้ หากมองในแง่การปกครองแผ่นดิน พระองค์ทรงมีความเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายสี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตฉายแววฉลาดเฉลียวเกินวัย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอาจารย์และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน“เรียนอาจารย์จาง ผู้อื่นอาจมองว่าข้อความนี้หมายถึงราษฎรต้องสยบยอมต่ออำนาจของผู้ปกครอง แต่ข้ากลับเห็นต่าง”“โอ... ทรงเห็นต่างอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นทำให้จางอว
ภายในตำหนักคุนหนิง แจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงหลายชิ้นถูกปัดกวาดลงไปกองแตกกระจายอยู่บนพื้นด้วยโทสะของเจ้าของตำหนัก เหล่านางกำนัลและขันทีต่างคุกเข่าหมอบกราบกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสวียนเฟิงเหยายืนอยู่กลางห้อง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธแค้นจนแทบกระอักเลือด ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างงดงามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความอัปยศอดสู เสียงตวาดแผดลั่นดังสะท้อนไปทั่วผนังห้อง“นังแพศยา แม่ลูกสารเลว พวกมันกล้าดีอย่างไรกล้าใช้แผนต่ำช้าหน้าซื่อใจคดเช่นนี้มาตลบหลังข้า” นางขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโป่งความเจ็บปวดจากการถูกฮ่องเต้หักหน้าต่อธารกำนัลยังไม่เท่ากับความอัปยศที่ต้องถูกสั่งกักบริเวณถึงหนึ่งเดือน อำนาจในวังหลังที่พระนางเคยถือครองอย่างมั่นคง บัดนี้หลุดลอยไปอยู่ในมือของหวงกุ้ยเฟยอย่างสมบูรณ์แบบ เพียงเพราะผ้าอักษรโลหิตจอมปลอมสองผืนนั้นหลังจากระบายโทสะจนเหนื่อยหอบ เสวียนฮองเฮาทรุดตัวลงนั่งบนแท่นประทับอย่างหมดแรง แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย พลันเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและหวาดระแวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก
ข้อความในผ้าไหมสีขาวที่เขียนด้วยโลหิต ถูกอ่านโดยฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟย ทั้งสองผืนเขียนข้อความเดียวกันเอาไว้ แต่ว่าลงชื่อต่างกัน[หม่อมฉัน ขอตั้งจิตอธิษฐานต่อทวยเทพและบรรพชน ขอขจัดปัดเป่าภัยพิบัติอุทกภัยให้หมดไปจากบ้านเมือง ขอให้ราษฎรตงหัวร่มเย็นเป็นสุข และขอให้พลานามัยของฝ่าบาทสมบูรณ์แข็งแรงอายุยืนหมื่นๆ ปี... หม่อมฉันยินดีอุทิศโลหิตและสละอายุขัยของตนเองคนละสิบปีเพื่อแลกกับพรข้อนี้ ..... ซ่งซือหนิง / หลี่เวินอวี้]“นี่... นี่พวกเจ้า...” ฮ่องเต้ทรงพระหัตถ์สั่นเทา พระเนตรแดงก่ำด้วยความซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่แท้การที่ซ่งซือหนิงโวยวายขัดขวางไม่ให้เปิดกล่อง และการที่หวงกุ้ยเฟยรีบออกมารับผิดแทน เพราะพวกนางต้องการปกปิดความลับเรื่องที่พวกนางแอบกรีดเลือดเขียนขอพรสละอายุขัยตนเองเพื่อแผ่นดินและเพื่อพระองค์ เพราะกลัวว่าพระองค์จะทรงเป็นกังวลและห้ามปราม“โธ่... ลูกรัก สนมรักของข้า” ฮ่องเต้ทรงโผเข้าไปโอบกอดหวงกุ้ยเฟยและองค์หญิงสามไว้ในอ้อมกอดอย่างแนบแน่นด้วยความรักและสงสารจับใจ“พวกเจ้าช่างโง่เขลานัก เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ อายุขัยของพวกเจ้ามีค่าสำหรับข้ายิ่งกว่าสิ่งใด”เสวียนฮองเฮาเบิกตากว้างจน







