LOGINสือซื่ออันในชุดสีดำรัดกุม เคลื่อนไหวเข้ามาในห้องบรรทมในเงามืด ร่างกำยำคุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสูงศักดิ์ เพื่อถวายรายงานก่อนออกเดินทาง
“กระหม่อมต้องเดินทางไปต่างเมือง เพื่อจัดการเรื่องขององค์ชายใหญ่ให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มหนักแน่น ท่าทางเคร่งขรึมผิดกับตอนที่อยู่บนเตียงกับนางเมื่อคืนก่อน
ซ่งซือหนิงวางพู่กันในมือลงพลางเลิกคิ้วขึ้น “พี่ใหญ่เคลื่อนไหวแล้วหรือ เขาจะทำสิ่งใด”
“องค์ชายใหญ่ทรงใช้บารมีของตระกูลเสวียนฝั่งฮองเฮา สั่งเปิดคลังข้าวจากร้านค้าข้าวทั่วราชอาณาจักรพ่ะย่ะค่ะ ทรงมีแผนจะนำข้าวสารจำนวนมหาศาลไปแจกจ่ายให้ราษฎรที่ประสบภัยแล้งทางตะวันตก เพื่อสร้างชื่อเสียงว่าเป็นผู้โอบอ้อมอารีต่อปวงประชา”
ซ่งซือหนิงแค่นยิ้มหยัน แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน “ห่วงแต่จะซื้อใจคน การแจกข้าวก็แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าพยุงปากท้องไปวันๆ แต่ไม่เคยคิดจะแก้ที่ต้นเหตุเรื่องระบบชลประทานหรือการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน วิธีนี้ทั้งสิ้นเปลืองและโง่เขลา แต่ก็ต้องยอมรับว่าราษฎรที่กำลังหิวโหยย่อมจะสรรเสริญเขาเป็นเทพบุตรจุติลงมา”
นางปรายตามองแม่ทัพหนุ่ม แล้วถามถึงแผนการที่เขากำลังคิดจะทำเพื่อนาง “แล้วเจ้าจะจัดการอย่างไร คงไม่ใช่การเผาคลังข้าวหรอกนะ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน”
แม่ทัพน้อยยกยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก “กระหม่อมจะไม่เผาให้เสียของพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมจะวางกำลังดักปล้นขบวนลำเลียงเสบียงเหล่านั้นกลางทาง จากนั้นจะนำข้าวทั้งหมดไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านในนามของเศรษฐีใจบุญนิรนามให้ทั่วถึงทุกครัวเรือน”
เขาเว้นจังหวะพลางสบตาที่เริ่มฉายแววพึงพอใจของนาง “ชาวบ้านจะอิ่มท้องและสรรเสริญสวรรค์ที่ส่งคนมาช่วย แต่สำหรับองค์ชายใหญ่ เขาจะเหลือเพียงความว่างเปล่า ข้าวหายไปแต่ไม่ได้หน้า แถมยังต้องรับผิดชอบต่อตระกูลเสวียนที่ทำข้าวสูญหายมหาศาลอีกด้วย”
ซ่งซือหนิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แววตาฉายความชื่นชมในความเด็ดขาดของเขา
“ร้ายกาจมาก สือซื่ออัน... งานนี้อย่าให้พลาด รอยเท้าเดียวก็ห้ามทิ้งไว้ให้ใครตามสืบมาถึงตัวเจ้าได้ ข้าจะรอฟังข่าวดีอยู่ที่นี่” นางก้าวเข้าไปใกล้พลางจัดคอเสื้อของเขาให้เข้าที่
“กระหม่อมจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ” สือซื่ออัน รับคำด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
แม้จะรับคำสั่งเรียบร้อยแล้วแต่สองเท้ากลับไม่ยอมขยับเขยื้อนออกจากห้องบรรทม สายตาคมกริบของแม่ทัพหนุ่มจ้องมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่มากกว่าแค่ภักดีตามหน้าที่
“ดึกมากแล้ว เจ้าควรเร่งเดินทางไม่ใช่หรือ” องค์หญิงสามเอ่ยถามพลางเลิกคิ้วมองบุรุษที่ยังยืนปักหลักอยู่ราวกับเสาหิน
“กระหม่อมต้องเดินทางไกล อาจมิได้เห็นหน้าพระองค์ไปอีกหลายวัน” เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้จนเงาร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างอรชร
“ขอกระหม่อมร่วมเตียงกับพระองค์อีกสักครา เพื่อเป็นแรงใจในการทำงานใหญ่ครั้งนี้ได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งซือหนิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยกยิ้มละมุน นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือคมดาบที่สำคัญที่สุด มือเรียวเอื้อมไปกุมมือหยาบกร้านของเขาไว้แล้วจูงนำไปยังเตียงนอนหลังใหญ่
“เห็นแก่ความทุ่มเทของเจ้า ข้าจะให้รางวัลตามที่เจ้าขอ”
เมื่อร่างของทั้งสองทอดตัวลงบนฟูกนุ่ม แม่ทัพน้อยสือเริ่มต้นอย่างอ่อนหวานผิดกับบุคลิกที่แข็งกร้าว เขาโน้มลงประทับจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าหยกงามชิ้นนี้จะแตกสลาย
ใบหน้าคมเลื่อนลงไปอย่างอ้อยอิ่ง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดซอกคอขาวระหง ขณะที่ริมฝีปากของเขาพรมจูบอย่างทะนุถนอม ลิ้นร้อนลากลำคอลงไปที่เนินอกแล้วสะบัดอาภรณ์ออกไปอย่างเร่งรีบ
ทุกสัมผัสสร้างความซ่านสยิวไปทั่วสรรพางค์กายจนซ่งซือหนิงเผลอครางออกมาเบาๆ ในลำคอ ทว่าความอ่อนโยนนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อความโหยหาและความปรารถนาที่ต้องจากไกลทำให้คนตัวโตนั้นควบคุมไม่อยู่ จังหวะการเล้าโลมเปลี่ยนเป็นดุดันและเร่าร้อนขึ้นตามอารมณ์ที่ปะทุ
สือซื่ออันพลิกกายขึ้นทาบทับบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างหนักหน่วงจนนางแทบหายใจไม่ทัน ฝ่ามือใหญ่ลูบล้วงที่เนินสวาทอย่างเอาแต่ใจ เขาจงใจทิ้งรอยประทับแห่งความเป็นเจ้าของไว้ที่เนินอกของนาง การเคลื่อนไหวของเขาทั้งรวดเร็วและทรงพลังราว ความรุนแรงที่แฝงไปด้วยความเสน่หานั้นทำเอาสตรีใต้ร่างถึงกับต้องจิกเล็บลงบนไหล่แกร่งเพื่อระบายความรัญจวน
เนิ่นนานกว่าพายุสวาทจะสงบลง สือซื่ออันผละออกไปเพื่อเตรียมตัวเดินทาง ทิ้งให้องค์หญิงนอนหอบหายใจอยู่บนเตียงด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง
ร่างกายของนางรู้สึกล้าไปหมด โดยเฉพาะที่บั้นเอวที่ถูกมือหนาบีบเค้นและแบกรับน้ำหนักของเขามานานจนรู้สึกปวดร้าว
“พระองค์พักผ่อนเถิด กระหม่อมจะรีบไปรีบกลับพ่ะย่ะค่ะ” เขากระซิบสั่งลาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะหายวับไปกับเงามืด
“แม่ทัพน้อยผู้นี้ ทำข้าปวดเอวไปหมดแล้ว” นางพึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่พอใจออกมา
**********************
ภายในห้องทรงอักษรยามสาย เสียงของไป๋เมิ่งเทา ยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ ขุนนางหนุ่มกรมโยธากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจสั่งสอนองค์ชายสี่ด้วยแบบจำลองคันกั้นน้ำอย่างเต็มกำลัง โดยมีจางอวิ๋นเซียวคอยสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าบทเรียนผังเมืองในวันนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและองค์ชายสี่กำลังสมาธิแน่วแน่ ขุนนางหนุ่มจึงปลีกตัวออกมาเงียบๆ เพื่อปล่อยให้ที่ปรึกษาไป๋ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทางด้านศาลาริมสระบัวอันร่มรื่น ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งหญิงงาม โดยมีจางอวิ๋นเซียวที่เพิ่งเดินมาสมทบ และสือซื่ออัน นั่งขนาบข้างคอยปรนนิบัติและอารักขาอย่างใกล้ชิด“เรื่องพี่รองข้าให้คนคอยจับตาไว้หมดแล้ว ปล่อยให้เขาเสพสุขในกองนารีไปก่อน” ซ่งซือหนิงเอ่ยเสียงเรียบพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะปรายสายตาหงส์ไปทางแม่ทัพน้อย“แล้วทางด้านองค์ชายใหญ่ที่ยังแสร้งทำตัวเป็นขุนนางใจซื่อ ร่วมทุกข์ร่วมสุขลำบากตรากตรำกับชาวบ้านเล่า ยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง”สือซื่ออันค้อมหัวลงเล็กน้อยก่อนจะรายงาน “ทูลองค์หญิง สายข่าวของกระหม่อมส่งสาส์นลับมาว่า... ยามนี้องค์ชายใหญ่กำลังนั่งไ
วันต่อมา ณ ตำหนักเฟิ่งหลัวที่ห้องทรงอักษรจางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทายังคงร่วมมือกันสั่งสอนองค์ชายสี่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในวันนี้ไป๋เมิ่งเทาเริ่มนำเอาตำราผังเมืองฉบับย่อและสูตรคำนวณแบบลัดมาให้องค์ชายสี่ได้ฝึกคิดวิเคราะห์ต่อยอดจากการปั้นดินเหนียวเมื่อครั้งก่อนพัฒนาการของเด็กน้อยช่างรวดเร็วจนอาจารย์ทั้งสองลอบสบตากันด้วยความพึงพอใจ ยิ่งสายลับจากตำหนักคุนหนิงมองว่านี่คือการเล่นสนุกเท่าใด หมากตัวนี้ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้นในขณะเดียวกัน ณ ห้องโถงส่วนพระองค์ขององค์หญิงสาม บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอันน่าตื่นเต้น สือซื่ออันในชุดรัดกุมสีดำสนิทเพิ่งก้าวเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าตั่งประทับของซ่งซือหนิง หลังจากที่เขาได้รับรายงานด่วนจากสายลับที่ส่งไปเฝ้าจับตาจวนลับนอกวังเมื่อคืนนี้“ทูลองค์หญิง เมื่อคืนนี้องค์ชายรองซ่งหยางเฟย ได้ลอบเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงมาเงียบๆ ก่อนกำหนด โดยไม่รอให้เขื่อนที่ชานเมืองสร้างเสร็จสิ้นพ่ะย่ะค่ะ” สือซื่ออันเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบฉายประกายดุดันซ่งซือหนิงที่กำลังเอนกายละเลียดชิมผลไม้ในจานชะงักมือไปเล็กน้อย นัยน์ตาคู่หงส์หร
ในขณะเดียวกัน ณ เส้นทางหลวงนอกเมืองหลวง ขบวนรถม้าหรูหราคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวท่ามกลางองครักษ์ฝีมือดีกลุ่มเล็กๆภายในรถม้าคันนั้นปรากฏร่างขององค์ชายรองซ่งหยางเฟย ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าติดแววเจ้าเล่ห์และเย่อหยิ่ง เขากำลังเอนกายพิงหมอนอิงสวมอาภรณ์เนื้อดีพลางหมุนถ้วยเหล้าในมือเล่นด้วยท่าทางสำราญใจตามกำหนดการเดิม ซ่งหยางเฟยจะต้องอยู่ควบคุมการสร้างเขื่อนกั้นน้ำชานเมืองให้เสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะเดินทางกลับมารายงานผล ทว่าด้วยนิสัยรักความสะดวกสบายและคิดว่าตนเองวางหมากคุมกรมโยธาไว้เบ็ดเสร็จแล้ว เขาจึงแอบละทิ้งหน้าที่และเดินทางกลับมาก่อนกำหนดโดยไม่รอให้เขื่อนสร้างเสร็จในเดือนหน้า และไม่รอให้มีราชโองการเรียกตัวกลับไป“เรียนองค์ชาย เรากำลังจะเข้าสู่เขตเมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ จะให้คนไปแจ้งที่ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนสนิทเอ่ยถามข้างรถม้า“ยังไม่ต้อง” ซ่งหยางเฟยกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ เรื่องที่มาถึงเมืองหลวงคนรู้น้อยก็ยิ่งดี“เสด็จแม่ยามนี้กำลังถูกเสด็จพ่อกักบริเวณอยู่ หากข้าโผล่หัวเข้าวังหลวงตอนนี้มีแต่จะทำให้เสด็จพ่อทรงพระพิโรธเพิ่มขึ้นเปล่
วันเวลาหมุนผ่านไป บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรของตำหนักเฟิ่งหลัวยังคงเต็มไปด้วยความตั้งอกตั้งใจของศิษย์และอาจารย์ ทว่าเครื่องมือที่อยู่บนโต๊ะอักษรตัวใหญ่ในวันนี้กลับแปรเปลี่ยนไป มีทั้งถาดไม้ขนาดใหญ่ ดินเหนียวสีน้ำตาลเข้มเนื้อละเอียด และถังน้ำใบเล็กวางเรียงรายอยู่ไป๋เมิ่งเทาในชุดลำลองขุนนางสวมปลอกแขนผ้าดิบกำลังช่วยซ่งเล่อคังปั้นแต่งก้อนดินเหนียวในถาดไม้ช้าๆ โครงสร้างของก้อนดินถูกก่อตัวขึ้นเป็นรูปแนวกำแพงยาว มีส่วนโค้งเว้าและส่วนค้ำยันที่แปลกตา โดยมีจางอวิ๋นเซียวนั่งอยู่เคียงข้างคอยจดบันทึกและช่วยอธิบายประกอบตำรา“องค์ชายสี่ ทรงทอดพระเนตรตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทาเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางใช้ไม้สลักชิ้นเล็กกดลงบนตัวเขื่อนจำลอง“การใช้ดินเหนียวปั้นเป็นโครงสร้างเช่นนี้ จะทำให้พระองค์เห็นทิศทางของแรงดันน้ำได้ชัดเจนที่สุด หากเราทำแนวกำแพงตรงๆ ยามที่กระหม่อมเทน้ำลงไป แรงกระแทกจะทำให้ตรงกลางพังทลาย แต่หากพระองค์ปรับให้มันโค้งรับแรงน้ำดั่งคันธนูเช่นนี้...”ขุนนางหนุ่มวักน้ำจากถังเล็กๆ เทลงไปในถาด สายน้ำไหลเอ่อเข้าปะทะกับแนวคันดินโค้ง ทว่าคันดินเหนียวนั้นกลับยังคงรูปอ
ภายในห้องบรรทม สือซื่ออันอุ้มร่างอรชรเดินไปที่เตียงบรรทมด้วยความปรารถนาที่ยากจะระงับ ร่างระหงนอนทอดกายบนเตียงตั่งหลังใหญ่ที่ปูลาดด้วยฟูกหนานุ่ม ดวงตาคมปลาบคู่ตรึงแน่นอยู่บนดวงหน้าสะสวยไม่ยอมละสายตานางเอนกายมองแม่ทัพหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทีเกียจคร้านทว่าเปี่ยมด้วยจริตยั่วเย้า ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามขอบอาภรณ์เบาๆ เป็นสัญญาณเชิญชวน“หากยังมัวแต่จ้องมองเช่นนี้ ข้าคงจะหลับก่อนพอดี สือซื่ออัน” เสียงนุ่มหวานเอ่ยเย้าแม่ทัพน้อยไม่ได้เอ่ยคำใดตอบโต้อีก เขาทรุดตัวลงทาบทับ แขนแกร่งทั้งสองข้างยันค้ำสกัดทางหนีของนางเอาไว้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันคละเคล้ากับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านคุกคามประสาทสัมผัสของซ่งซือหนิงทันที ฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านจากการจับอาวุธค่อยๆ เอื้อมไปแกะสายรัดเอวผ้าไหมของนางออกช้าๆ ก่อนจะแยกสาบเสื้อคลุมตัวนอกให้แยกออกจากกัน เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและเอี๊ยมตัวในสีหวานสือซื่ออันก้มลงประทับจุมพิตที่ซอกคอขาวระหง ลากไล้ริมฝีปากอุ่นร้อนขึ้นมาจนถึงติ่งหูแผ่วเบา สลับกับขบเม้มเน้นย้ำรอยรักเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ขนอ่อนทั่วร่างของซ่งซือหนิงลุกเกรียว นางครางแผ่วในลำคอ ม
หลังจากที่ห้องทรงอักษรเริ่มบทเรียนใหม่อันเคร่งเครียด ทางด้านซ่งซือหนิงก็ปลีกตัวมายังห้องสรงน้ำท้ายตำหนักเฟิ่งหลัวร่างระหงแช่กายลงในน้ำอุ่นอย่างผ่อนคลาย โดยมีหลันเอ๋อร์คอยปรนนิบัติอยู่ข้างอ่าง มือเรียวของนางกำนัลสาวใช้ผ้าไหมเนื้อนุ่มชุบน้ำขัดผิวให้ผู้เป็นนายอย่างเบามือ ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นรอยเหมยสีเข้มเด่นชัดที่ประทับอยู่ตามลาดไหล่เล็ก ก็อดที่จะขมวดคิ้วแล้วบ่นอุบอิบออกมาไม่ได้“องค์หญิงเพคะ ใต้เท้าไป๋ครานี้ช่างดูใจร้อนและรุนแรงนัก ดูสิเพคะ ทำรอยฝากไว้บนผิวเนียนๆ ของพระองค์ตั้งหลายจุด ดีที่เป็นใต้ร่มผ้า หากเป็นที่คอ หม่อมฉันคงต้องใช้แป้งผัดหน้าพอกทับอยู่ตั้งนานสองนานกว่าจะปิดมิด” หลันเอ๋อร์บ่นกระปอดกระแปดด้วยความเสียดายผิวพรรณอันไร้ตำหนิของนายหญิงซ่งซือหนิงที่หลับตาพริ้มรับความสบายจากน้ำอุ่น ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาคู่หงส์ฉายแววราบเรียบ นางยกมือขึ้นลูบรอยสีชาดที่ไหล่ตนเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องลมฟ้าอากาศ“เรื่องแค่นี้น่ะ ข้าไม่ถือสาหาความอะไรหรอก” มุมปากอิ่มยกยิ้มจางๆ“ผู้ชายก็เป็น







