Mag-log inสายลมเอื่อยพัดผ่านศาลากลางอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ปรือคล้ายคนง่วงงุนจากสุราที่วางอยู่ใกล้มือ โดยมีไป๋เมิ่งเทานั่งอยู่เคียงข้าง มือเรียวของเขาหยิบผลองุ่นปอกเปลือกอย่างประณีตส่งถึงริมฝีปากอิ่ม
“ผลผูเถานี้หวานหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“หวานที่สุด” นางตอบกลับแล้วรั้งคอของเขาให้โน้มลงมา ริมฝีปากประกบกันแล้วใช้ลิ้นดันผลองุ่นเข้าไปในปากของขุนนางวัยยี่สิบเอ็ด บุรุษร่างสูงหน้าแดงซ่านกับกิริยาของนางที่แสดงตบตาอย่างสมจริง
นางกำนัลรับใช้รีบเดินออกไปจากบริเวณนั้นเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว ภาพที่ข้าราชบริพารลอบมองจากไกลๆ คือภาพขององค์หญิงเจ้าสำราญที่กำลังรื่นรมย์กับชายบำเรอคนใหม่ ทว่าภายใต้ร่มเงาของศาลานั้น บทสนทนากลับเต็มไปด้วยเรื่องคอขาดบาดตาย
“ตอนนี้ซ่งเล่อคัง เป็นอย่างไรบ้าง” ซ่งซือหนิงเอ่ยถามเสียงเบาหลังจากที่อยู่กันตามลำพัง พลางรับองุ่นเข้าปาก ท่วงท่าดูเหมือนหญิงสาวกำลังออดอ้อนคนรัก
ไป๋เมิ่งเทายิ้มเขินพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่จงใจให้คนภายนอกคิดว่าเขากำลังกระซิบคำหวาน
“ตอนนี้ใต้เท้าจางกำลังสอนเรื่องปรัชญาและการคัดลายมือพ่ะย่ะค่ะ เขาต้องฝึกให้องค์ชาสยสี่มีสมาธิและลายมือที่มั่นคงเสียก่อน หากใจไม่นิ่งพอ การจะสอนเรื่องกลยุทธ์ผังเมืองหรือการวิเคราะห์ภูมิประเทศที่กระหม่อมเตรียมไว้ย่อมไม่เป็นผลดี”
เขาหยุดจังหวะเล็กน้อยเพื่อซับมุมปากให้นางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกล่าวต่อ
“กระหม่อมกับใต้เท้าจางตกลงกันว่าจะค่อยๆ สลับช่วงเวลาแทรกความรู้เข้าไปทีละน้อย การยัดเยียดตำราพิชัยสงครามหรือผังชลประทานให้เด็กเจ็ดขวบในคราวเดียวมีแต่จะทำให้ทรงกดดันเสียเปล่าๆ”
องค์หญิงสามพยักหน้าเบาๆ แววตาฉายความชื่นชมในความรอบคอบ “เจ้าคิดถูกแล้ว การปั้นคนเปรียบเหมือนการก่อกำแพงเมือง หากรากฐานไม่แน่น ต่อให้สร้างสูงเพียงใดก็ล่มสลายได้ง่าย”
ขุนนางไป๋มองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหงส์ของนางหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ความฉลาดและนิ่งสงบของนางช่างดึงดูดใจเขาเหลือเกิน ในใจอยากจะถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นระหว่างนางกับสือซื่ออัน คำร่ำลือเรื่องการปรนนิบัติบนเตียงที่หนาหูทำให้เขารู้สึกรุ่มร้อนอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าเมื่อสบเข้ากับแววตาที่เด็ดเดี่ยว คำถามเหล่านั้นก็จุกอยู่ที่ลำคอ เขาทำได้เพียงข่มความรู้สึกริษยาไว้ภายใต้รอยยิ้ม แล้วก้มหน้าปอกผลไม้ชิ้นต่อไปถวายนางอย่างเจียมตัว
“องค์หญิง กระหม่อมหวังว่า ความสามารถของกระหม่อม จะทำให้พระองค์พึงพอใจไม่แพ้ผู้อื่น...” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว
ซ่งซือหนิงปรายตามองเขาเพียงครู่ ก่อนจะแย้มยิ้มที่ชวนให้คนมองใจสั่น “แน่นอน ไป๋เมิ่งเทา หากงานของเจ้าออกมาดี ข้าย่อมมีรางวัลที่เจ้าต้องคาดไม่ถึงอย่างแน่นอน”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมความกล้าเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูราบเรียบที่สุด
“คืนนั้นที่ฮองเฮากล่าวถึง แม่ทัพน้อยสือไม่ได้ออกมาจากตำหนักของพระองค์จนถึงรุ่งสาง องค์หญิงทรงให้เขาทำหน้าที่อื่นนอกเหนือจากสืบข่าวด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ” คำถามนั้นเต็มไปด้วยความน้อยใจที่แฝงอยู่
องค์หญิงสามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มที่มุมปาก แววตาของนางวาววับอย่างผู้ที่มองทะลุถึงก้นบึ้งของหัวใจชายหนุ่มตรงหน้า นางรู้ดีว่าบุรุษทั้งสามไม่ได้มีเพียงความมักใหญ่ใฝ่สูง แต่ยังมีความเป็นชายที่รักการชิงดีชิงเด่น โดยเฉพาะเมื่อมีเดิมพันเป็นสตรีเช่นนาง และตำแหน่งราชบุตรเขยที่ต้องมีเพียงคนเดียวที่จะได้รับ
“ทำไมหรือ ไป๋เมิ่งเทา เจ้ากลัวว่าแต้มต่อของเจ้าจะน้อยกว่าเขางั้นหรือ” นางขยับกายเข้าไปใกล้จนกลิ่นหอมประจำตัวลอยเข้าแตะจมูกเขา
“หากเจ้าอยากรู้ว่าเขาทำหน้าที่อะไร เช่นนั้นหากคืนไหนเจ้าว่าง เจ้าก็ลองมาหาข้าที่ตำหนักเฟิ่งหลัวดูสิ” คำเชิญชวนที่ตรงไปตรงมาทำเอาไป๋เมิ่งเทาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับคำหนักแน่น แววตาที่เคยฉลาดเฉลียวบัดนี้กลับวูบไหวด้วยความปรารถนา
“กระหม่อมจะไปตามคำเชิญแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เขารีบหยิบขนมชิ้นเล็กส่งให้ถึงปากนางเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นเต้น ซ่งซือหนิงไม่เพียงแต่รับขนมไปทว่านางกลับจงใจงับปลายนิ้วของเขาแผ่วเบา พร้อมกับใช้ลิ้นเรียวแตะสัมผัสปลายนิ้วนั้นอย่างยั่วยวน ดวงตาหงส์จ้องมองเขาด้วยแววตาซุกซนและท้าทาย
ไป๋เมิ่งเทาถึงกับหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู เขาไม่คิดว่าองค์หญิงที่ดูสุขุมเยือกเย็นเวลาหารือแผนการ จะเปลี่ยนเป็นสตรีช่างยั่วยวนได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้ มือที่ป้อนขนมสั่นเทาเล็กน้อยจนเขาต้องรีบชักมือกลับ
“ฮ่าๆ” หญิงสาวหัวเราะร่วน นางเอนหลังกลับไปพิงพนักตามเดิม
“เจ้าดูสิ ข้าแกล้งนิดเดียวเจ้าก็เขินจนเสียอาการเสียแล้ว ขุนนางกรมโยธาผู้แสนเยือกเย็นหายไปไหนเสียล่ะ”
เสียงหัวเราะใสกระจ่างของนางดังกังวานไปทั่วศาลา ทำให้เหล่าข้ารับใช้ที่มองอยู่ไกลๆ ยิ่งมั่นใจว่าองค์หญิงสามกำลังทรงพระสำราญกับชายบำเรอคนโปรดอย่างที่สุด โดยหารู้ไม่ว่าภายใต้เสียงหัวเราะนั้น นางกำลังร้อยเรียงโซ่ตรวนแห่งเสน่หาเพื่อผูกมัดหัวใจของยอดบุรุษไว้กับตัวอย่างแน่นหนาอีกคนหนึ่ง
**********************
แผ่นดินสงบสุขไร้กังวล หน้าที่ในราชสำนักถูกปลดเปลื้อง ยามค่ำคืนอันยาวนานนี้จึงกลายเป็นเวลาที่องค์หญิงใหญ่จะหาความสำราญให้แก่ตนเองร่างอรชรลุกขึ้นจากสระน้ำหยก ผิวพรรณของนางขึ้นสีระเรื่อชวนมองจากความอุ่นของน้ำ มีเพียงผ้าไหมบางเบาผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายทว่ากลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนตา นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายังเตียงหลังใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงนั่งเอนหลังพิงหมอน พลางปรายสายตาคู่หงส์มองสามหนุ่มที่บัดนี้เข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า“พวกท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ให้ข้าปรนนิบัติเถิด” เสียงหวานล้ำแฝงความยั่วเย้าทำเอาใจของบุรุษทั้งสามกระตุกไหวต่อหน้าคนอื่นนางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับที่ปรึกษาผู้ทรงอำนาจทั้งสาม นางคือภรรยาของพวกเขา“พวกข้าต่างหากที่ต้องปรนนิบัติน้องหญิง” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของราชครูหนุ่มฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งเกินพรรณนา เขาทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะช้อนฝ่ามือเรียวงามของนางขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา“หนิงเอ๋อร์... มือคู่นี้ของเจ้าแบกรับสิ่ง
ยามนี้เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำพาแคว้นต้าซ่งก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข คลังหลวงเนืองแน่น และไร้ซึ่งวี่แววของศึกสงครามใดๆ มารบกวนฮ่องเต้น้อยซ่งเล่อคังในวัยสิบแปดชันษา เติบใหญ่ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงปัญญา สุขุม และเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม ยามนี้พระองค์สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีพี่สาวอย่างซ่งซือหนิงคอยอยู่เบื้องหลัง ทรงประกาศยกเลิกม่านไม้ไผ่ทองคำ และคืนอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่พระอนุชาอย่างสง่างามทว่าขุนนางทั้งราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าต่างรู้ดีแก่ใจว่า บุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของแผ่นดินนี้ ก็คือสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยนส่วนทางด้านทิศเหนือ เป่ยเหยียนชินอ๋องยังคงทำหน้าที่ปกครองดินแดนชายแดนอย่างสงบ ทุกๆ ครึ่งปีเขาจะต้องส่งฎีกาแสดงความจงรักภักดีอย่างนอบน้อมที่สุดเข้ามาในวังหลวง พร้อมกับขบวนเครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับยาประทังพิษกู่จากองค์หญิงใหญ่ เขามิกล้ามีความคิดกบฏหรือทรยศหักหลังอีกเลยแม้เพียงเ
กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่รัชศกเทียนอี้ที่ยี่สิบแปด ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเมืองหลวงเร็วกว่าทุกปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นต้าซ่งภายในตำหนักเฉียนชิงอันอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยในวัยห้าสิบเอ็ดชันษา มีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด พระชนมายุที่มากขึ้น ตรากตรำพระวรกายในราชกิจมานานหลายสิบปี ทำให้พระอาการประชวรเรื้อรังเริ่มรุมเร้าจนมิอาจทรงงานได้อย่างเต็มที่ แววตาของโอรสสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปลงตกต่อกิเลสทั้งปวงข้างพระวรกายมีหลี่ฮองเฮาคอยประคองถ้วยยาและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางทอดสายตามองพระสวามีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความห่วงใย“ฝ่าบาท ยามนี้แผ่นดินสงบ ขุนนางก็มีความสามารถช่วยงานราชสำนักอย่างราบรื่น ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข องค์รัชทายาทก็เติบใหญ่ทรงปัญญาพอที่จะแบกรับใต้หล้าได้แล้ว พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด เหตุใดมิปล่อยวางราชกิจ แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อน ณ ตำหนักฤดูร้อนชานเมืองหลวงเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบเล่าเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี พร้อมกับการขยับหมากบนกระดานอำนาจอันเหนือชั้นขององค์หญิงสาม แผนการที่นางเคยวางไว้เพื่อผลักดันยอดที่ปรึกษาอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ไร้ซึ่งข้อครหาใดๆทางด้านฝ่ายบู๊แม่ทัพสือซื่ออันที่ถูกส่งขึ้นเหนือไปปราบกลุ่มกบฏ ได้แสดงความแข็งแกร่งในสนามรบอย่างเกรียงไกร เขาใช้เวลาไม่นานในการกวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ซ้ำยังวางระบบป้องกันชายแดนใหม่จนมั่นคงดั่งปราการเหล็ก ผลงานศึกนี้บีบให้เสนาธิการเฒ่าที่ฝักใฝ่สกุลเฉินและขุนพลอาวุโสขั้วอำนาจเก่าต้องยอมสยบยามที่เขาเลื่อนทัพกลับเข้าสู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าซ่ง กุมตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพทั้งหมดไว้ในอุ้งมืออย่างชอบธรรม ทหารทุกนายพร้อมหลั่งเลือดเพื่อเขา และเขาพร้อมสะบัดดาบเพื่อองค์หญิงสามในขณะเดียวกันไป๋เมิ่งเทาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกรมคลัง สืบทอดอำนาจการบริหารการคลังและภาษีทั้งหมดต่อจากบิดาได้อย่างเบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำแผนการจัดตั้งหน่วยตรวจการพิเศษที่องค์หญิงสามทูลเสนอ ก็ได้รับการอนุม
ในค่ำคืนนี้ จางอวิ๋นเซียวต้องอยู่เฝ้าเวรและจัดเตรียมฎีกาชุดแรกในตำหนักบูรพาเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งข้างกายรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ยามนี้ในตำหนักเฟิ่งหลัวจึงเหลือเพียงเงาร่างของยอดบุรุษอีกสองคนที่พึ่งก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน ในชุดลำลองสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่กำยำแฝงไปด้วยไอสังหารของบุรุษเหล็กผู้ผ่านศึก และ ไป๋เมิ่งเทาในชุดสีครามเข้มที่แทบจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืนทั้งสองมองสตรีเลอโฉมตรงหน้า หลังจากถูกเรียกตัวมาในห้องอักษรกลางดึก ทว่าสายตาที่ทอดมองนางกลับมิใช่สายตาที่มองเจ้านาย หากแต่เป็นสายตาของบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาอันแรงกล้า“แผนอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มงดงามปานล่มเมืองผุดพรายบนใบหน้า แสงเทียนสาดสะท้อนดวงตาคู่หงส์ให้ดูระยิบระยับชวนหลงใหล นางยื่นม้วนแผนการบนโต๊ะให้แก่บุรุษทั้งสองได้อ่านสือซื่ออันก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันแผ่ซ่านจนองค์หญิงสามสัมผัสได้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบรับม้วนกระดาษไปคลี่ดูอย่างละเอียด ในขณะที่ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาขนาบอีกข้างหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองข
ซ่งซือหนิงก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ลากไปกับพื้น นัยน์ตาคู่หงส์จ้องมองรายชื่อขุนนาง ทหาร และเสนาบดีขั้วต่างๆ ที่ถูกเขียนเชื่อมโยงกันยามนี้จางอวิ๋นเซียวได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาเอกประจำตำหนักบูรพา คุมรากฐานทางปัญญาและการปกครองฝ่ายบุ๋นเคียงข้างองค์รัชทายาทซ่งเล่อคังเป็นที่เรียบร้อย อนาคตตำแหน่งราชครูแห่งแผ่นดินย่อมอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าซ่งซือหนิงรู้ดีว่าแผ่นดินที่มั่นคง มิอาจค้ำจุนไว้ได้ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว นางจำเป็นต้องผลักดันยอดบุรุษอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายงานของตน เพื่อสร้างระบบสามขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์ให้แก่น้องชายของนางอย่างเบ็ดเสร็จสายตาของนางเลื่อนไปตกอยู่ที่ชื่อแรก สือซื่ออัน“ซื่ออัน...” ซ่งซือหนิงพึมพำแผ่วเบาตลอดสองปีหลังจากวังหลังสงบสุข เขามีชื่อเสียงจากการกวาดล้างกบฏและกุมกำลังทหารรักษาพระองค์อันแข็งแกร่ง ทว่าในโครงสร้างกองทัพใหญ่ของแคว้นต้าซ่ง บารมีของเขายังคงถูกทับและคานอำนาจอยู่ลึกๆ โดยเสนาธิการเฒ่าที่ภักดีต่อสกุลเฉิน ขุนพลอาวุโสผู้เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าในสนามรบที่คอยขัดแข้งขั
ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาในตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติ เมื่อเห็นว่าภายในห้องบรรทมมีเพียงซ่งซือหนิงและนางกำนัลคนสนิทที่ไว้วางใจ เขาจึงรีบคุกเข่าลงถวายรายงานทันที“ทูลองค์หญิง สิ่งที่กระหม่อมไปตรวจสอบมานั้น ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากพ่ะย่ะค่ะ” เขาเริ่มด้วยน้ำเสี
ในอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านในศาลาริมน้ำ ท่าทางดูผ่อนคลายประหนึ่งสตรีที่ใช้ชีวิตไปกับความรื่นรมย์วันต่อวัน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสนมจางเฟย และองค์หญิงเจ็ด บุตรuวัยสิบหกชันษา“แหม องค์หญิงสามช่างมีความสุขเสียจริงนะเพคะ” จางเ
บรรยากาศภายในตำหนักเฟิ่งหลัววันนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก จิบชาพลางทอดสายตามองดูจางอวิ๋นเซียวที่กำลังสอนซ่งเล่อคัง คัดลายมือและอธิบายหลักปรัชญาอย่างใจเย็นอยู่ห่างๆภาพของพี่สาวที่เฝ้าดูน้องชายเรียนหนังสือช่างดูอบอุ่นและธรรมดา หากแต่เบื้องหลังนั้นคือการห
เช้าวันต่อมา ข่าวคาวจากตำหนักเฟิ่งหลัวก็กลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มไปทั่ววังหลัง เมื่อข่าวลือที่หลุดลอดออกมาจากปากนางกำนัลและขันทีเวรยามระบุว่า ค่ำคืนที่ผ่านมาองค์หญิงสามมิได้เรียกหาที่ปรึกษาเพียงคนเดียวดังเช่นทุกครั้ง ทว่ากลับมีทั้งจางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทา ก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมพร้อมกัน และไม่ม







![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)