LOGINเสียงพิมพ์แป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องจนแทบไม่ได้ยินช่องว่างระหว่างเสียง ภายในห้องปิดของตระกูลโภคินชยกุล มีคนสี่คนซึ่งมีออร่าที่โดดเด่น สามคนเป็นผู้ชายและหนึ่งคนเป็นผู้หญิง แต่ละคนดูไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่เงียบสงบ เงียบจนประสาทการได้ยินสามารถไวต่อเสียงได้ถึงขั้นที่ว่าหากเข็มตกลงพื้น ก็จะได้ยินเสียง
แกร๊ก เสียงหนึ่งดังขึ้น
นิ้วมือเรียวยาวของแชมเปญกดปุ่ม Enter หลังจากนั้นเธอก็หยุดนิ่ง ดวงตาทั้งสองข้างยังคงจ้องมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ การกระทำที่หยุดนิ่งของเธอ ทำให้ผู้ชายทั้งสามคนในห้องอดไม่ได้ที่จะหันสายตา ไปที่ผู้หญิงเพียงคนเดียวในห้องพร้อมกัน แต่ภาพเดียวที่พวกเขาได้รับคือการขมวดคิ้วของเธอ
ขมวดคิ้ว? คือหาไม่เจอ? หรือว่าหาเจอเร็วเกินไป? คือการดูถูก? หรือคือความมั่นใจที่หยิ่งผยอง?
"หาไม่พบ"
แชมเปญพูดประโยคหนึ่ง ดวงตาทั้งหกคู่ที่เหลือก็ขมวดคิ้วตามทันที จากนั้นเจซุสก็ยกมุมปากขึ้นอย่างไม่รีบร้อน เขารู้สึกอยากจะกระโดดขึ้นมาตะโกนเสียงดัง
‘เห็นไหม! ฉันรู้เลย ยัยนี่แค่ทำเป็นเก่งเท่านั้นแหละ จะเป็นไปได้ยังไงกัน...’
"ขอเวลาอีกยี่สิบวินาที" ขณะที่กำลังดีใจ แชมเปญก็พูดแทรกขึ้น ทำให้รอยยิ้มของเจซุสแข็งค้าง ก่อนที่เขาจะหุบปาก
อะไรกัน?
ยี่สิบวินาที?
เกือบสองนาทีหาไม่เจอ แล้วยี่สิบวินาทีนั้นเธอตั้งใจจะกอบกู้อะไร?
แต่ทว่า...รอยยิ้มแห่งชัยชนะบนริมฝีปากของเธอคืออะไร? รอยยิ้มที่หยิ่งผยองท้าทายของผู้กุมอำนาจ
อธิปไม่พูดอะไรมองไปยังคีริน เห็นเพียงสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ในดวงตาสีดำสนิทมีความสนใจและความเอ็นดูปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก...
เสียงแป้นพิมพ์ดังขึ้นอีกครั้ง เติมเต็มและแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่เต็มไปด้วยเสียงพิมพ์แป้นพิมพ์อีกครั้ง ดวงตาสีฟ้าครามของแชมเปญ จ้องตรงไปที่หน้าจอแล็ปท็อปเบื้องหน้า นิ้วมือทั้งสิบเลื่อนไปบนแป้นพิมพ์ มุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
"ฉันสงสัยว่าทำไมถึงหาคนที่มีลักษณะตรงกับที่ฉันอธิบายและคาดเดาไว้ไม่เจอ ฉันไม่กล้าที่จะเชื่อว่าตัวเองอาจจะผิด แต่เมื่อสักครู่หลังจากเจาะเข้าไปในระบบข้อมูล ของสำนักงานความมั่นคงนิวยอร์ก กลับหาตัวเขาไม่พบเลย"
แชมเปญยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดต่อ "ฉันหาลายนิ้วมือไม่เจอ ไม่มีภาพถ่ายในแฟ้มประวัติ และไม่มีใครอายุประมาณยี่สิบเอ็ดถึงยี่สิบสองปี ที่ฉลาดรอบรู้หรือละเอียดรอบคอบ และอาศัยอยู่กับแม่หรือพี่สาวเลย เหตุผลก็เพราะฉันมุ่งความสนใจไปที่การสันนิษฐาน ว่าฆาตกรต้องเป็นคนอายุเกินยี่สิบปี แต่ลืมสิ่งหนึ่งไปคืออาชญากรไม่แบ่งแยกอายุ"
ใช่! เธอได้ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดนี้ไป นักฆ่าที่เปื้อนเลือดตั้งแต่เริ่มมีสติ สันนิษฐานว่าอาชญากรไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีกำลังกายหรือมีฐานะทางการเงิน เธอคิดว่าฆาตกรในครั้งนี้ จะต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงสามารถเดินทางไปก่อเหตุในสถานที่ที่ห่างไกลจากที่ที่ตนอาศัยอยู่ อีกทั้งต้องมีกำลังกายพอที่จะฆ่าคน
เมื่อกดปุ่ม Enter แกร๊ก เสียงหนึ่งดังขึ้น
"ได้แล้ว ผู้ต้องสงสัย 99.9% คือคนนี้" แชมเปญพูดไปพลางหมุนหน้าจอแล็ปท็อปให้ทั้งสามคนดูพร้อมกัน
ในภาพเป็นรูปถ่ายในใบประวัติ ชื่อ มาวิส ผมสั้น ผิวขาว สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เรียบตึงไม่มีรอยยับ ใบหน้าแน่วแน่ ดูหล่อเหลา แต่ใบหน้านี้ยังคงมีร่องรอยของความอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่
เขาอายุราวๆ สิบห้าหรือสิบหกปี ดูเหมือนจะเป็นลูกครึ่ง เพราะดวงตาของเขามีสี เขียวมอส ส่วนผมเป็นสี ดำสนิท ในเวลานี้ แชมเปญก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เม้มริมฝีปากเบาๆ
ตาสีเขียว...ผมสีดำ
จริงอยู่ที่เธอรู้ว่าตัวเองเป็นลูกครึ่ง แต่...ตัวตนที่แท้จริงของเธอ เมื่อไหร่ถึงจะได้รู้?
"เด็กที่ยังไม่โตเต็มที่อย่างนี้เนี่ยนะ ที่คุณว่าสามารถลงมืออย่างโหดเหี้ยมในหลายคดีติดต่อกันได้?" อธิปพูดขึ้น
ชายหนุ่มคนนี้พูดน้อยมาก
แชมเปญเหลือบมองอธิปเล็กน้อย มีท่าทีประเมิน จากนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น "การฆ่าคนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่ ขอแค่มีสิ่งเดียว นั่นคือสิ่งนี้" หญิงสาวใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่ศีรษะตัวเอง ความหมายคือแค่มีสมองที่ดี ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
พูดจบแชมเปญก็ลุกขึ้นยืน หันหน้าไปทางคีริน ยิ้มแล้วพูดต่อ "บอสคะ ครั้งนี้ฉันสร้างผลงานใหญ่แล้วนะคะพอจะเมตตาให้ฉันไปอาบน้ำสักหน่อยได้ไหมคะ?"
คีรินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอาการดีใจแม้แต่น้อยที่หาตัวฆาตกรพบ เป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่เชื่อในตัวเธอ แชมเปญมีความสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
ได้ยินเพียงคีรินพูดขึ้นประโยคเดียว “เชิญตามสบาย ห้องของคึณอยู่สุดทางเดินด้านซ้าย”
หลังจากนั้นเธอก็ไม่เกรงใจที่จะกล่าว “ขอบคุณ” แล้วเดินตรงไปที่ประตู ปิดกั้นพื้นที่อันแปลกประหลาดของห้องไว้
ภายในห้องหลังจากแชมเปญออกไป เจซุสก็ได้รับโทรศัพท์ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ได้ครับ ผมรู้แล้ว”
เมื่อวางสายแล้วเจซุสมองไปที่คีริน ผิวปากหนึ่งครั้งจากนั้นก็ยิ้ม “บอสครับ สมแล้วที่เป็นหัวหน้าของเจซุสคนนี้! ท่านรัฐมนตรีของสำนักงานความมั่นคงกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บอกว่าจับฆาตกรได้แล้ว ชื่อของเขาคือมาวิสจริงๆ พวกเขายังบอกขอบคุณบอสสำหรับความช่วยเหลือด้วย อ่า แล้วก็...”
“นายพูดมากตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” คีรินพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ขัดจังหวะบทพูดที่ค้างอยู่ของเจซุส
ก่อนที่เจซุสจะนำแฟ้มประวัติมา ข้อมูลทั้งหมดก็ถูกสำนักงานความมั่นคงกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ส่งมาทางคอมพิวเตอร์ให้เขาแล้ว หลังจากดูเอกสารเหล่านั้นผ่าน ๆ ไปสองนาที ก็พบฆาตกรและส่งรายงานกลับไป
“แต่ถึงจะพูดไปแล้วก็ต้องพูดซ้ำอีกครั้ง บอสครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นใครบางคน มีความเร็วในการพิมพ์ที่รวดเร็วและน่าทึ่งกว่าอธิปเสียอีก แถมยังแม่นยำมากด้วย ผู้หญิงคนนี้...ประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย







