LOGIN“สำหรับฉัน... ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงก็พอค่ะ”
น้ำเสียงของแชมเปญอ่อนโยนราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ฟังดูนุ่มนวลแต่ก็แฝงความหวานที่ดึงดูดใจ เธอส่งรอยยิ้มให้กับชายหนุ่มทั้งสามในห้อง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้เจซุส
“อย่ามองฉันแบบนั้นสิคะ เด็กน้อย…จะอายุยี่สิบเจ็ดหรือสิบเจ็ดก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือความสามารถไปได้ไกลแค่ไหนต่างหาก”
“คุณรู้หรือเปล่าว่าในแฟ้มนี้มีอะไรบ้าง ถึงได้กล้าพูดว่าจะจัดการได้ภายในสองชั่วโมง?” หลังจากที่เจซุสสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง จ้องมองหญิงสาวตรงหน้า เขารู้ว่าเธอไม่ได้โกหก เพราะแววตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความหยิ่งผยอง
ความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนกัน? บ้าจริง! เขาไม่มีทางแพ้ผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด เพราะคู่ต่อสู้คนเดียวที่เขายอมแพ้ได้คือ นักล่าเงา เท่านั้น!
สองชั่วโมงงั้นเหรอ? แม้จะไม่กล้ายืนยัน แต่เจซุสก็ทำได้ในเวลาที่จำกัด เพียงแต่เขามีงานค้างมากมายที่ต้องจัดการ จึงต้องการเจรจากับบอสใหญ่สักหน่อย แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้หญิงที่ใจกล้าขนาดนี้ปรากฏตัวขึ้น
“แฟ้มเอกสารนี้หรือคะ? ฉันเห็นตัวเลขเกี่ยวกับเวลา พื้นที่ สถานที่ ชื่อ และภาพถ่ายบางส่วน แม้จะไม่รู้รายละเอียดชัดเจนว่าคืออะไร แต่กล้าพนันได้เลยว่า นี่คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในพื้นที่กว้าง น่าจะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาใช่ไหมคะ? องค์กรของรัฐบาลต้องการขอความช่วยเหลือจากตระกูลโภคินชยกุล และที่โภคินชยกุลยินดีช่วยก็เพราะ ผลประโยชน์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ สัญญามอบให้” เธอหยุดครู่หนึ่ง มองตรงเข้าไปในดวงตาของเจซุส แล้วเอ่ยถาม “ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหมคะ?”
แชมเปญเลิกคิ้วเล็กน้อย พูดช้าๆ แต่น้ำเสียงนุ่มนวลชัดเจน ราวกับว่าเธอรู้สถานการณ์ทุกอย่างเป็นอย่างดี
แน่นอน ทุกสิ่งที่พูดเป็นเพียงการคาดเดา และการคาดเดานั้น ก็ตั้งอยู่บนอัตราส่วนความน่าจะเป็นที่แม่นยำที่สุด
“ทำไมคุณถึงกล้ายืนยันว่านี่คือคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง?” อธิปที่เงียบอยู่นานพลันเอ่ยปากถาม เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ยังมีความระมัดระวังต่อผู้หญิงตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม
แม้สิ่งที่เธอพูดจะถูกต้อง! ครั้งนี้เป็นรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้ข้อแลกเปลี่ยนหลาย อย่างเพื่อขอให้โภคินชยกุลช่วยคลี่คลายคดีฆาตกรรมสามคดี แต่ตามภาพรวมที่เขาเพิ่งดูจากแฟ้มเอกสาร วิธีการก่อเหตุของทั้งสามคดีนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น...สถานที่เกิดเหตุของทั้งสามคดีก็อยู่ห่างกันพอสมควร
อธิปเหลือบมองคีรินหลายครั้ง แต่สิ่งที่ตอบกลับมาคือความเฉยเมยและเงียบขรึม ตามปกติของคีริน มีบางอย่างผิดปกติ หรือจะพูดว่าผิดปกติอย่างมาก ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ บอสใหญ่คงลุกขึ้นยืน แล้วจัดการปล่อยเธอให้คนของพวกเขาจัดการอย่างเย็นชาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่ครั้งนี้บอสใหญ่เพียงแค่จ้องมองหญิงสาวอย่างเคร่งเครียดเพื่อ ตรวจสอบ
ตรวจสอบหรือ?
ตรวจสอบเกี่ยวกับอะไร?
หรือว่า...
“ฉันกล้าพนันค่ะ! ก็แค่นั้น!” แชมเปญตอบคำถามของอธิป ก่อนจะยักไหล่เล็กน้อยและยิ้มให้อีกฝ่าย หญิงสาวหันไปหาคีริน เอียงศีรษะเล็กน้อย “บอสใหญ่คะ ฉันแค่พูดตามที่คิดเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจว่าจะให้ฉันเข้าร่วมในคดีนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณค่ะ” แชมเปญกล่าวพร้อมกับมุมปากที่แย้มยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ลักยิ้มข้างแก้มซ้ายปรากฏและหายไปต่อหน้าสายตาของคีรินอย่างรวดเร็ว
“เงื่อนไข…” คีรินเม้มริมฝีปากบาง พลางหมุนปากกาในมือเป็นวงกลมตามจังหวะที่เป็นระเบียบ นิ้วเรียวยาวของเขายังคงเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ
มีบางอย่างทำให้แชมเปญตาลาย ดวงตาสีฟ้าสวยหรี่ลงเล็กน้อย เขากำลังใช้การสะกดจิตระดับสูง! นี่คือการสะกดจิตที่แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เพราะไม่ค่อยถูกนำมาใช้และให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมาก จึงแทบไม่มีใครสังเกตการมีอยู่ของมันได้
เสียงทุ้มต่ำและเสียงเคาะมือที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอนั้น คือสิ่งที่นำพาจิตใจของผู้ที่เผชิญหน้าให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความระมัดระวังลง รวมถึงปากกาที่หมุนวนอยู่ในมือของเขา ก็ทำให้การมองเห็นสูญเสียความตื่นตัวต่อสิ่งเหล่านั้น แล้วค่อยๆ จมดิ่งสู่การสะกดจิตอย่างไม่รู้ตัว
ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นคนที่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาอย่างลึกซึ้ง เกรงว่าเธอคงไม่สามารถตั้งสติไว้ได้นานขนาดนี้ คีรินเป็นคนเช่นไรกันแน่? สุดท้ายแล้วเขาคือคนแบบไหน เธอไม่อาจมองทะลุความคิดได้แม้แต่น้อย
น่ากลัวจริงๆ
ในชีวิตของแชมเปญ นี่เป็นครั้งแรกที่มีความรู้สึกเช่นนี้ หญิงสาวเม้มปาก ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร และต้องการอะไรกันแน่ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็รู้ว่าเขาจะไม่ฆ่าเธอ เพราะถ้าเขาต้องการคงไม่ปล่อยให้เข้ามาในห้องนี้
แชมเปญเงยหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ เลิกคิ้วมองคีรินแล้วกล่าวเสียงดัง “เงื่อนไขง่ายมากค่ะ ปล่อยฉันไป”
เมื่อพูดจบ ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน จากนั้นเจซุสก็ยิ้มเล็กน้อย “ทำไมเราต้องปล่อยคุณไป ในเมื่อเราสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง?”
แชมเปญมองไปยังชายหนุ่มที่เธอติดป้ายว่าเป็น 'ของปลอมอายุสิบเก้า' พลางยิ้ม “แต่ความสามารถของคุณไม่รวดเร็วเท่าฉัน ในขณะที่...ถ้าฉันเดาไม่ผิดคดีนี้สำคัญมาก”
เสียงเคาะนิ้วยังคงสม่ำเสมอ คีรินยังคงรักษาความเงียบตามปกติของเขา กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่หญิงสาวตรงหน้ายังคงสามารถมีสติอยู่ได้
ดี! เธอเป็นคนที่มีสติปัญญาแข็งแกร่ง พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าคนสนิทที่อยู่รอบกายเขาเลย
คีรินหยุดเคาะมือ ประสานมือไว้ด้านหน้า ดวงตาสีดำหรี่ลงเล็กน้อย เผยแววตาที่ทั้งห่างเหินและลึกลับ เขามองไปยังเจซุส ชายหนุ่มคนนี้อายุเท่าเขาแต่มีนิสัยเหมือนเด็ก ทว่าในยามที่ต้องจริงจัง ก็จะจริงจังจนน่าประหลาดใจ
เช่นเดียวกับตอนนี้ คีรินโค้งริมฝีปากเล็กน้อย เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ มองตรงไปข้างหน้า ดูเหมือนเขาไม่ต้องการยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ 'เรื่องส่วนตัว' ของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาทั้งสองคนที่อยู่เบื้องหน้า แต่เลือกที่จะสวมบทบาทเป็นเพียงผู้ชม ทำหน้าที่เป็นคนนอกที่มองเข้าไปและตัดสินเท่านั้น
ใช่!
เขาต้องการตรวจสอบความสามารถของนักสังหารไร้เงาให้ชัดเจน เจซุสเองก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้น คีรินก็หลับตาลง ปล่อยให้เรื่องราวภายนอกดำเนินไป
“ผมกับคุณจะร่วมกันจัดการคดีนี้ ถ้าใครทำสำเร็จก่อน คนนั้นก็ชนะ”
“ผู้ชนะจะได้อะไรคะ?”
“ยื่นเงื่อนไขหนึ่งข้อให้กับผู้แพ้”
“ได้ค่ะ ฉันตกลง”
ริมฝีปากบางของคีรินเผยรอยโค้งขึ้น
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย







