LOGINหลังได้ข้อสรุปว่า หลัวเย่หลัวต้องแต่งงานแทนพี่สาวที่หลบหลีไป อีกหนึ่งเดือน เมื่อขบวนรับตัวเจ้าสาวเดินทางถึงเมืองหลวง พิธีอภิเษกก็ถูกจัดขึ้นทันที เพื่อป้องการเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นใดเกิดขึ้นอีก
วันนี้นครเทียนตู เมืองหลวงแห่งอาณาจักรต้าเฉิง ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงมงคลไปทั่วทั้งพระนคร
ตั้งแต่ประตูเมืองชั้นนอกทอดยาวเข้าสู่พระราชวัง ธงแพรสีชาดและโคมแดงนับหมื่นดวงแขวนเรียงรายอยู่เหนือท้องถนน สายลมอ่อนพัดให้ริ้วแพรพลิ้วไหวรับแสงอรุณ งดงามดุจภาพวาด
เสียงกลองพิธีและเสียงฆ้องดังกังวานเป็นระยะ ขบวนทหารรักษาพระองค์ในชุดเกราะเต็มยศยืนเรียงแถวตลอดสองฟากถนนอย่างเป็นระเบียบ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างแต่งกายด้วยชุดพิธีเต็มยศ ทยอยเข้าสู่พระราชวังตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
วันนี้มิใช่เพียงพิธีอภิเษกของพระอนุชาฮ่องเต้ หากยังเป็นพระราชพิธีสำคัญที่ราชสำนักทั้งแผ่นดินจับตามองเพราะการที่ราชวงศ์หลี่ดองกับจวนติ้งเป่ยโหวย่อมทำให้ ฮ่องเต้หลี่หลงอี้มีรากฐานมั่นคง จนขุนนางเก่ายากจะเขย่าบัลลังก์ได้อีกต่อไป
ต่อให้ก่อนหน้านี้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันคุณหนูรองแห่งจวนติ้งเป่ยโหวหลบหนีออกจากจวน แต่ข่าวคราวล้วนถูกปิดไว้เป็นความลับอย่างแน่นหนา ภายใต้การจัดของชินอ๋องหนุ่มกับฝ่ายติ้งเป่ยโหวรวมทั้งซู่กั๋วกง จึงไม่มีข่าวใดรั่วไหลออกไกลถึงเมืองหลวงทุกสิ่งจบลงแล้วที่ห้องหนังสือของจวนติ้งเป่ยโหวเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ผู้คนทั่วใต้หล้าจึงทราบเพียงว่า ชินอ๋องกำลังจะอภิเษกกับบุตรสาวของติ้งเป่ยโหวตามพระราชโองการเมื่อสามปีก่อน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า เจ้าสาวในวันนี้ได้เปลี่ยนจากคุณหนูรอง เป็นคุณหนูสามแห่งสกุลหลัวแล้ว และต่อให้สุดท้ายภายหน้าความจริงกระจ่างก็ไม่เป็นไรเพราะพระชายาชินอ๋องก็ยังเป็นบุตรสาวติ้งเป่ยโหวกับฮูหยินเอกที่จากไปอยู่ดี ไม่ผิดธรรมเนียม
ภายในพระราชวังหลวง
ท้องพระโรงใหญ่ถูกตกแต่งอย่างสมพระเกียรติ เสามังกรทองคำแกะสลักวิจิตรสะท้อนประกายแสงเทียนนับพันเล่ม พรมแดงปักดิ้นทองทอดยาวจากบันไดพระที่นั่งลงมาจนถึงลานพิธี
เหนือพระที่นั่งสูงสุด หรงไท่เฮาประทับเคียงข้างฮ่องเต้หลี่หลงอี้ ส่วนฮองเฮานั้น จนถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งตั้งแต่ก็ไม่แปลกอันใด ฮ่องเต้เพิ่งครองราชย์สองปี วังหลงมีหรงไทเฮาปกครองนับว่ามั่นคงกว่ารีบแต่งตั้งฮองเฮา
หรงไท่เฮาทรงฉลองพระองค์สีทองปักหงส์เก้าตัว พระพักตร์เปี่ยมสง่าราศี แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายปี หากพระบารมียังคงทำให้ผู้คนมิกล้าสบพระพักตร์โดยตรง
ด้านข้างคือฮ่องเต้หลี่หลงอี้ ผู้ครองราชย์หนุ่มวัยยี่สิบห้าปี ฉลองพระองค์มังกรห้ากรงเล็บสีดำทอง ทอดพระเนตรพิธีเบื้องล่างด้วยพระพักตร์สุขุม สมฐานะโอรสสวรรค์แห่งต้าเฉิง
ขุนนางทั้งราชสำนักต่างคุกเข่าถวายบังคมพร้อมเพรียง
"ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี"
เสียงถวายพระพรดังกึกก้องไปทั่วพระราชวัง ไม่นานนัก ขันทีใหญ่ก็ประกาศเสียงกังวาน
"ถึงฤกษ์มงคล เชิญชินอ๋องหลงเฟยเสด็จ!"
สิ้นเสียงประกาศ ทุกสายตาพร้อมใจกันหันไปยังประตูท้องพระโรง
บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์พิธีสีแดงเข้มปักมังกรทองก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทุกย่างก้าวมั่นคงและหนักแน่น สมกับเป็นพระอนุชาร่วมพระราชมารดาของฮ่องเต้ หลี่หลงเฟยยังคงมีพระพักตร์สงบนิ่งดังเช่นเคย
พระองค์มิได้แสดงความยินดีออกทางสีหน้า หากรัศมีแห่งความสูงศักดิ์กลับทำให้เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าลงโดยมิได้นัดหมาย เมื่อชินอ๋องเสด็จมายืนประจำตำแหน่ง เสียงประกาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เชิญพระชายาชินอ๋อง!"
ขบวนเจ้าสาวค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
หลัวเย่หลีในชุดเจ้าสาวสีแดงปักหงส์ทอง เดินช้า ๆ ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีชาด ชายกระโปรงยาวปักดิ้นทองลากผ่านพรมแดงอย่างงดงาม
แม้มองไม่เห็นใบหน้า แต่กิริยาทุกย่างก้าวกลับสงบ สำรวม และอ่อนช้อย สมกับกุลสตรีผู้ได้รับการอบรมจากจวนติ้งเป่ยโหวมาตั้งแต่เริ่มจำความได้
นางประคองพัดมงคลไว้เบื้องหน้า ก้าวเดินตามแม่นมหลวงอย่างไม่รีบร้อน ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสงัด
สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังเจ้าสาวคนงามของชินอ๋อง ขุนนางบางคนลอบพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่อีกฝ่ายสิริโฉมและดูเพรียบพร้อม
"สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของติ้งเป่ยโหว"
"กิริยางดงามนัก"
"แม้อายุยังน้อย แต่สงบกว่าคุณหนูหลายสกุล"
เสียงกระซิบดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเงียบลงทันทีเมื่อขันทีใหญ่ประกาศเริ่มพิธี
หลัวเย่หลีหยุดยืนเคียงข้างชินอ๋อง แม้จะถูกบัดด้วยผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายตาของผู้คนทั่วทั้งราชสำนัก มือเล็กกำด้ามพัดแน่นอย่างไม่รู้ตัว นี่คือครั้งแรกที่นางก้าวเข้าสู่เมืองหลวง
และเป็นครั้งแรกที่ต้องยืนอยู่ต่อหน้าบุคคลสูงศักดิ์ที่สุดของแผ่นดิน หรงไท่เฮาทอดพระเนตรคู่บ่าวสาวเบื้องล่าง ก่อนแย้มพระสรวลบาง ๆ
เสียงครวญครางผสานไปกับเสียงคำรามกึกก้อง ยิ่งในจังหวะที่กายอวบอั๋นถูกสลับตำแหน่งให้ขึ้นไปขยับขับอยู่ด้านบน แล้วนางปล่อยผมยาวสลวยสะบัดพลิ้วไปมา แหงนเงยใบหน้าเชิด ห่อปากด้วยความเสียวซ่านสุดชีวิต ช่างเป็นภาพอันงดงามที่กระชากความรู้สึกของบุรุษวัยฉกรรจ์จนสติเขาเตลิดยิ่งนางโยกคลึงบดสะโพกส่ายโยกไหวมิผิดจากที่เขากระทำต่อนาง หลี่หลงเฟยเขากลับยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคดีเหลือเกิน เรือนร่างงามนุ่มนิ่มนี้มีความสุขมอบให้เขาอย่างใจกว้างเขาจึงเอื้อมมือไปยึดที่สะโพกขาวกลมกลึง ก่อนเร่งซอยกระแทกถี่ยิบขึ้นไปหานางเสียเอง ยิ่งเขาอัดกระแทกผลักดันเสยขึ้นไปร่องรักของภรรยาสาวนั้น ก็ยิ่งตอดรัดดูดดึงดุ้นแข็งขึง จนทำให้เขาไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป"โอ้ว…ซี้ด…เมียรักของข้า ท่านพี่เฟยทนไม่ไหวแล้ว ร่องของเมียรักช่างเอามันเหลือเกิน โอ้ว…โอ้ว…"ท่อนลำถูกอัดกระแทกรุนแรงและเร็วรี่"อา…อา…อา…ทะ…ท่านพี่…หลี่หลงเฟย…กรี๊ด…"ทั้งสองกายเกร็ง ร่างกระตุกสั่นไหว ก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักแตกกระจายโดยพร้อมเพรียงกันพระชายาคนงามรู้สึกสุขสมอย่างสุดขีด ร่างอวบอั๋นนั้นสั่นกระตุกถี่ระรัวอย่างเนิ่นนาน ก่อนที่นางจะทิ้งกายลงกอดเกี
"พระชายา…จะช่วยรับทั้งชีวิตของหลี่หลงเฟยเอาไว้ได้หรือไม่?"ดวงตาทรงดอกท้อหวานซึ้งมองประสานกับดวงตาคมเข้มที่ก็หวานซึ้งมิต่างกัน"ที่ยินยอมรั้งอยู่ข้างกายท่านมาสี่หนาว ถามจากใจ…พระสวามีท่านมิแจ้งใจจริงหรือ?"หากจะกล่าวว่าจอมทัพเช่นหลี่หลงเฟยนั้นเป็นบุรุษร้ายกาจ มากมายเล่ห์ คิดวางแผนเดินหมากอย่างรอบคอบเป็นฉากเป็นตอนมาจวบจนถึงบทสุดท้าย ที่ทุกผู้ล้วนสุขสมหวังกันไปทุกทางเกรงว่าภรรยาพยัคฆ์นางคงยืนอยู่เหนือเมฆา เฝ้ามองบุรุษที่ตนแอบรักเล่นบท 'คนเลว' อย่างสนุกสนานมาเสียสี่หนาวเสียแล้ว"เจ้า…อาหลีน้อย…เจ้ามันร้าย…ฮึ…ฮ่า…ฮ่า…แสบกว่าพยัคฆ์ก็ภรรยาพยัคฆ์นี่เอง"…เป็นครั้งแรกที่หลี่หลงเฟยรู้สึกสะใจต่อการถูกสตรีรังแก!...ซึ่งในใต้หล้านี้เกรงว่าจะมีนางเดียวที่ทำได้ นาง…หลัวเย่หลี…พระชายาตัวหอมแห่งตำหนักชินอ๋องผู้นี้เท่านั้น!จากนั้นหลัวเย่หลีนางก็ถูกจอมทัพร้ายกาจรังแกด้วยท่อนลำยิ่งใหญ่ ที่กดกระแทกผลักดันจนใบหน้าสราญนั้นบิดเบี้ยวด้วยความจุกแน่นปนเปไปกับความเสียวซ่านยิ่งเขาเริ่มกดกระแทกท่อนลำแกร่งเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ชนิดเข้าจนลึกสุดก่อนจะถูกถอนออกมาจนเกือบสุด จนปลายหัวหยักเกือบจะหล
แม้หัวใจจะเต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกจากอก แต่นางก็ยังโน้มกายลงไป ประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายคางของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ริมฝีปากลงมาตามลำคอแกร่ง แวะหยุดเหนือแผ่นอกกำยำซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเมื่อระลึกได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเอาใจนางเช่นไร หลัวเย่หลีจึงพยายามทำตามสิ่งที่เพิ่งจดจำมาอย่างเก้กัง แม้ทุกการเคลื่อนไหวยังเต็มไปด้วยความประหม่า แต่ความตั้งใจของนางกลับชัดเจนกว่าสิ่งใดทุกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มแตะแผ่วลงบนผิวกายของเขา หรือปลายลิ้นสัมผัสอย่างระมัดระวัง เสียงครางทุ้มต่ำก็ดังลอดออกมาจากลำคอของหลี่หลงเฟยโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ยิ่งได้ยินเช่นนั้น หลัวเย่หลีก็ยิ่งทั้งอาย ทั้งอยากรู้ว่าตนทำได้ถูกหรือไม่ จึงช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าของพระสวามีเป็นระยะ ราวกับกำลังเฝ้ารอคำชื่นชมจากเขาหลี่หลงเฟยยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คล้ายกำลังปลอบโยนให้คลายความประหม่า"เจ้าก็เพียงใช้ปลายลิ้นแตะทักทายเสียก่อน จากนั้นค่อย ๆ ทำไปตามจังหวะของตนเอง ไม่ต้องรีบร้อน เพียงอ่อนโยนและระวังอย่าให้ฟันโดนก็พอ"แม้พระสวามีจะสอนเพียงครั้งเดียว แต่นักเรียนผู้ตั้งใจอย่างหลัวเย่หลีกลับจดจำ
หลัวเย่หลีในยามนี้ถูกความเสียวซ่านเข้าครอบงำ จนเรือนร่างอวบอิ่มบิดไหวอย่างเร่าร้อน เพลิงราคะที่หลี่หลงเฟยค่อย ๆ จุดขึ้นราวกับกำลังเผาผลาญนางให้หลอมละลาย ริมฝีปากงามเผยอปล่อยเสียงครางแผ่วพร่าไม่ขาดสาย ขณะมือน้อยลูบไล้ไปตามเรือนร่างกำยำของพระสวามีหนุ่มอย่างลืมตัว"อา...หลี่หลงเฟย...หลี่หลงเฟย...""อา...คนดี...เรียกอีก...เรียกข้าว่า 'หลี่หลงเฟย' อีก...ยิ่งเรียกทุกคราวที่ท่านพี่เข้าหาเจ้า ข้าก็ยิ่งชอบ"เพียงได้ยินนางเอ่ยนามตน หลี่หลงเฟยก็ถอนริมฝีปากออก พลางเอ่ยบอกความต้องการด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ ลูบไล้ และขบจุมพิตไปทั่วเรือนกายอวบอิ่ม ราวกับไม่มีส่วนใดของร่างงามที่จะรอดพ้นจากการปรนนิบัติของเขาจากนั้นเขาจึงก้มลงซุกใบหน้าที่ซอกคอขาวผ่อง ไล่จุมพิตและโลมไล้อย่างอ้อยอิ่ง จนหลัวเย่หลีเกร็งกายด้วยความสั่นไหว เสียงครวญครางหวานพร่าหลุดออกจากริมฝีปากอีกครั้ง"อา...อูย...พะ...พอก่อน...หลี่หลงเฟย...พอก่อน...ซี้ด..."ทันใดนั้นหลี่หลงเฟยก็คลายการกักแขนทั้งสองข้างของนางเสียจนหลัวเย่หลีเผลอโล่งใจ คิดว่าพระสวามีผู้ร้ายกาจคงยอมปรานีแล้วทว่าความหวังนั้นกลับอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ เมื่อเขาทรุ
ดวงตากลมโตของหลัวเย่หลีพร่าพรายไปด้วยความอ่อนโยน นางทอดมองพระสวามีด้วยความรักอย่างไม่คิดปิดบัง"เป็นของข้า ด้วยความเต็มใจเถิด อาหลีน้อยของท่านพี่เฟย"สิ้นคำกล่าว หลี่หลงเฟยยกมือขึ้นประคองแผ่นหลังของนางไว้แน่น สายตาคมเข้มทอดมองสตรีตรงหน้าราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาหวงแหนที่สุดหลัวเย่หลีเผยอริมฝีปาก สูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขึ้นโอบลำคอของพระสวามีไว้แน่น พลางซบใบหน้าลงกับบ่ากว้างอย่างไว้วางใจ"อื้อ...ท่านพี่..."หลี่หลงเฟยลูบศีรษะนางเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน"ราตรีนี้ท่านพี่จะมอบความสุขให้เจ้า จะรักเจ้าให้สาสม"คำกล่าวนั้นทำให้หลัวเย่หลีเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความรัก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา แล้วซบกลับลงสู่อ้อมกอดของบุรุษผู้เป็นทั้งพระสวามีและที่พักพิงของหัวใจอีกครั้ง“เจ้ายินยอมหรือไม่อาหลีน้อย”เขาพึมพำถามนางแผ่วเบา ทว่าใบหน้ายังคงซุกไซ้อยู่กับร่องอกอวบอิ่ม ปลายลิ้นตวัดเลียลูบไล้วนเวียนอยู่เหนือฐานทรวงผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะย้อนกลับมาดูดยอดปทุมถันสีแดงก่ำด้วยความกระหาย จนเกิดเสียงแผ่วดัง...จุ๊บ...จ๊าบ...กลิ่นหอมและรสหวานของกายสาวแรกรุ่นยิ่งปลุกเร้าความคลั่งไคล้ ย
หลัวเย่หลีกะพริบตาเรียกสติ ก่อนจะเข้าใจคำถามของอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ นางใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ และในที่สุดก็ได้คำตอบให้กับหัวใจของตนเอง"เชิญกล่าวเพคะ""ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงข้าไม่เคยเอ่ยคำว่ารักกับเจ้า แต่ข้าแสดงออกไม่ชัดเจนหรือ ว่าข้ารักเจ้า ข้ายกย่องเจ้า มีเจ้าเป็นภรรยา เป็นสตรีเพียงผู้เดียวในดวงใจ ข้ารู้ว่าข้าผิดที่ไม่ยอมบอกความจริง ข้าผิดที่รวบรัดเจ้า ข้าผิดทุกทาง แต่ทั้งหมดที่ข้าทำก็เพราะข้ารักเจ้า อาหลีน้อย ข้ามิใช่คนดีก็จริง แต่ความรักที่ข้ามีให้เจ้ามันจริงแท้ที่สุด หรือสี่ฤดูหนาวที่พวกเราเป็นสามาภรรยากันมา เจ้าไม่เคยมองเห็นความรักและความจริงใจของคนเลวผู้นี้เลยหรือ"ดวงตาของจอมทมิฬที่ทอดมองมายังนางในยามนี้ เปี่ยมไปด้วยความรัก หากก็แฝงความน้อยใจอยู่ไม่น้อยหลัวเย่หลีทบทวนทุกสิ่งอีกครั้ง จึงเริ่มเข้าใจว่า ที่ผ่านมานางมิใช่มองไม่เห็น เพียงแต่เพราะเขาเคยเป็นว่าที่อดีตพี่เขยของนาง แม้ลึก ๆ จะเผลอมีใจ แต่ความละอายกลับทำให้นางพยายามบังคับตนเองให้มองข้ามทุกความรู้สึกนั้นมาตลอด"หรือความผิดนี้ เจ้ามิอาจอภัยให้สามีผู้นี้ได้เลย"จะเป็นไปได้อย่างไรกันถึงนางจะมิใช่สตรีเฉลียวฉลาดนัก แต่







