LOGINเมื่อได้ยินดังนั้น หลัวเย่หลีจึงหันไปมองชินอ๋องอย่างเชื่องช้า นางเห็นภาพของบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีดำยังคงประทับนั่งอย่างสงบนิ่ง ดวงพระเนตรลุ่มลึกทอดมองนางอย่างสุขุม มิมีทั้งความเย็นชาและความกดดัน หากก็ไม่มีความอ่อนโยนเกินฐานันดรศักดิ์เช่นกัน
หลี่หลงเฟยตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบสงบ แต่หนักแน่นจนทำให้ทุกคนในห้องต่างตั้งใจฟัง
"เปิ่นหวางกลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิม จึงอยากถามเจ้าก่อนคุณหนูสามหลัว เจ้าเต็มใจแต่งให้เปิ่นหวางหรือไม่"
พระองค์ทอดพระเนตรสบดวงตาของเด็กสาวโดยตรง "หากเจ้าไม่ยินยอม เปิ่นหวางจะไม่ฝืนใจเจ้า"
หลัวเย่หลีก้มหน้าลง ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้องหนังสืออีกครั้ง เด็กสาวมิได้รีบตอบคำถาม หากเพียงหลับตาลงชั่วครู่เพื่อข่มความสับสนภายในใจ
นางเข้าใจดีว่า เพียงเอ่ยคำตอบออกมา ชีวิตของตนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หากปฏิเสธ งานอภิเษกย่อมล้มเลิก พระพักตร์ของฮ่องเต้ หรงไท่เฮา ราชวงศ์หลี่ ตลอดจนสองสกุลจะได้รับความเสียหายอย่างมิอาจประเมินได้ รวมถึงทุกชีวิตในจวนแห่งก็คงหนีไม่พ้นโทษขัดพระประสงค์หรงไทเฮากับฮ่องเต้ ประหารสิ้น
แต่หากตอบรับ...
นับจากนี้ นางจะต้องละทิ้งชีวิตอันสงบในฐานะคุณหนูสามแห่งจวนติ้งเป่ยโหว และก้าวเข้าสู่ตำหนักชินอ๋องในฐานะพระชายาย้ายไปอยู่เมืองหลวงชาตินี้คงยากจะหวนคืนเป่ยฉี
หลัวเย่หลีสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
แม้ดวงตาจะยังมีแววหวั่นไหว แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งกว่าก่อน ราวกับตัดสินใจได้แล้ว นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนยอบกายลงอย่างนอบน้อม
"ชินอ๋อง..." น้ำเสียงของเด็กสาวนุ่มเบา หากชัดเจน
"หากการแต่งงานครั้งนี้สามารถรักษาพระพักตร์ของฝ่าบาท หรงไท่เฮา รวมถึงช่วยคลี่คลายวิกฤตของราชวงศ์และทั้งสองสกุลกับรักษาทุกชีวิตในจวนติ้งเป่ยโหวได้"
นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนเม้มริมฝีปากแน่นราวกับรวบรวมความกล้าเป็นครั้งสุดท้าย
"เย่หลียินดีแต่งเข้าตำหนักชินอ๋องแทนพี่รองเพคะ"
สิ้นเสียงของเด็กสาว ภายในห้องหนังสือก็เงียบงันลงอีกครั้ง หลัวหย่งคังหลับตาลงช้า ๆ
ลมหายใจที่อัดอั้นอยู่ในอกค่อย ๆ ผ่อนออกมา สีหน้าซึ่งตึงเครียดมาตลอดทั้งวันคลายลงไม่น้อย แต่ภายในดวงตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความละอายที่มีต่อบุตรสาว
ติ้งเป่ยโหวฟังคำตอบเขา ก้าวเข้าไปประคองหลัวเย่หลีให้ลุกขึ้นด้วยมือตนเอง
"เย่หลีครั้งนี้ ท่านพ่อกับคนทั้งจวนติ้งเป่ยโหวติดค้างเจ้าแล้วจริงๆ"
น้ำเสียงของแม่ทัพผู้เกรียงไกรสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลัวเย่หลีรีบส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมยอบกายอีกครั้ง
"ท่านพ่ออย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ"
เด็กสาวกล่าวจบนางก็เผยยิ้มอ่อนโยนส่งให้บิดาแม้รอยยิ้มนั้นจะเจือความฝืดเฝื่อนอยู่ไม่น้อย
"ลูกเป็นบุตรของสกุลหลัว ย่อมมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบต่อเกียรติของวงศ์ตระกูล หากสิ่งที่ลูกทำสามารถแบ่งเบาภาระของท่านพ่อได้ ลูกก็เต็มใจเจ้าค่ะ"
หรงเฟยเยี่ยมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชม ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
"คุณหนูสามหลัว สมแล้วที่ได้รับการอบรมจากจวนติ้งเป่ยโหว" ซู่กั๋วกงหันไปกล่าวกับหลัวหย่งคัง "เจ้ามีบุตรสาวที่ประเสริฐยิ่ง"
หลัวหย่งคังได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนค้อมศีรษะรับคำ จากนั้นสายตาของทุกคนก็ค่อย ๆ หันไปยังบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของห้อง
หลี่หลงเฟยทอดพระเนตรเด็กสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง พระพักตร์ของพระองค์ยังคงเรียบเฉยดังเดิม หากสายพระเนตรกลับอ่อนลงกว่าก่อนเล็กน้อย
พระองค์ลุกขึ้นจากที่ประทับอย่างสง่างาม ชายฉลองพระองค์สีดำปักมังกรเงินพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว
เมื่อก้าวมาหยุดเบื้องหน้าหลัวเย่หลี หลี่หลงเฟยจึงตรัสด้วยพระสุรเสียงสุขุม
"ตั้งแต่ยามนี้เป็นต้นไป เจ้าคือว่าที่พระชายาของเปิ่นหวาง"
หลัวเย่หลีรีบยอบกายลงอีกครั้ง ให้กับบุรุษที่นับจากนี้เขาจะเป็นท้องฟ้าทั้งผืนเป็นพื้นดินปกป้องนางแทนพี่ชายและบิดา"หม่อมฉันน้อมรับพระดำรัสเจ้าค่ะ"
หลี่หลงเฟยพยักพระพักตร์เพียงเล็กน้อย "เปิ่นหวางรับปากต่อหน้าติ้งเป่ยโหวและซู่กั๋วกง"
พระองค์ทอดพระเนตรไปยังหลัวหย่งคัง ก่อนหันกลับมามองเด็กสาวอีกครั้ง
"เมื่อนางแต่งเข้าตำหนักชินอ๋องแล้ว เปิ่นหวางจะให้เกียรติหลัวเย่หลีในฐานะพระชายาเอก จะไม่มีผู้ใดดูหมิ่นหรือรังแกนางได้"
หลัวเย่หลีช้อนสายตาขึ้นมองพระพักตร์ของชินอ๋องอยู่ชั่วครู่ ก่อนก้มหน้าลงอีกครั้ง แม้จะยังไม่รู้ว่าชีวิตเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร
และอาจจะยังไม่รู้ว่าการแต่งงานซึ่งเริ่มต้นจากความรับผิดชอบเพื่อปกป้องทุกชีวิตในจวนติ้งเป่ยโหวครั้งนี้ จะนำพานางไปสู่โชคดีหรือโชคร้าย
แต่เมื่อเอ่ยคำว่ายินยอมออกมาแล้ว นางก็ไม่มีวันหันหลังกลับได้อีก
นับจากวันนี้ หลัวเย่หลีมิใช่เพียงคุณหนูสามแห่งจวนติ้งเป่ยโหว แห่งเป่ยฉี หากแต่เป็นว่าที่พระชายาเอกของชินอ๋อง ผู้เป็นพระอนุชาร่วมพระราชมารดาของฮ่องเต้ และเป็นบุรุษผู้ทรงอำนาจอันดับต้น ๆ แห่งอาณาจักรต้าเฉิง
เสียงครวญครางผสานไปกับเสียงคำรามกึกก้อง ยิ่งในจังหวะที่กายอวบอั๋นถูกสลับตำแหน่งให้ขึ้นไปขยับขับอยู่ด้านบน แล้วนางปล่อยผมยาวสลวยสะบัดพลิ้วไปมา แหงนเงยใบหน้าเชิด ห่อปากด้วยความเสียวซ่านสุดชีวิต ช่างเป็นภาพอันงดงามที่กระชากความรู้สึกของบุรุษวัยฉกรรจ์จนสติเขาเตลิดยิ่งนางโยกคลึงบดสะโพกส่ายโยกไหวมิผิดจากที่เขากระทำต่อนาง หลี่หลงเฟยเขากลับยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคดีเหลือเกิน เรือนร่างงามนุ่มนิ่มนี้มีความสุขมอบให้เขาอย่างใจกว้างเขาจึงเอื้อมมือไปยึดที่สะโพกขาวกลมกลึง ก่อนเร่งซอยกระแทกถี่ยิบขึ้นไปหานางเสียเอง ยิ่งเขาอัดกระแทกผลักดันเสยขึ้นไปร่องรักของภรรยาสาวนั้น ก็ยิ่งตอดรัดดูดดึงดุ้นแข็งขึง จนทำให้เขาไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป"โอ้ว…ซี้ด…เมียรักของข้า ท่านพี่เฟยทนไม่ไหวแล้ว ร่องของเมียรักช่างเอามันเหลือเกิน โอ้ว…โอ้ว…"ท่อนลำถูกอัดกระแทกรุนแรงและเร็วรี่"อา…อา…อา…ทะ…ท่านพี่…หลี่หลงเฟย…กรี๊ด…"ทั้งสองกายเกร็ง ร่างกระตุกสั่นไหว ก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักแตกกระจายโดยพร้อมเพรียงกันพระชายาคนงามรู้สึกสุขสมอย่างสุดขีด ร่างอวบอั๋นนั้นสั่นกระตุกถี่ระรัวอย่างเนิ่นนาน ก่อนที่นางจะทิ้งกายลงกอดเกี
"พระชายา…จะช่วยรับทั้งชีวิตของหลี่หลงเฟยเอาไว้ได้หรือไม่?"ดวงตาทรงดอกท้อหวานซึ้งมองประสานกับดวงตาคมเข้มที่ก็หวานซึ้งมิต่างกัน"ที่ยินยอมรั้งอยู่ข้างกายท่านมาสี่หนาว ถามจากใจ…พระสวามีท่านมิแจ้งใจจริงหรือ?"หากจะกล่าวว่าจอมทัพเช่นหลี่หลงเฟยนั้นเป็นบุรุษร้ายกาจ มากมายเล่ห์ คิดวางแผนเดินหมากอย่างรอบคอบเป็นฉากเป็นตอนมาจวบจนถึงบทสุดท้าย ที่ทุกผู้ล้วนสุขสมหวังกันไปทุกทางเกรงว่าภรรยาพยัคฆ์นางคงยืนอยู่เหนือเมฆา เฝ้ามองบุรุษที่ตนแอบรักเล่นบท 'คนเลว' อย่างสนุกสนานมาเสียสี่หนาวเสียแล้ว"เจ้า…อาหลีน้อย…เจ้ามันร้าย…ฮึ…ฮ่า…ฮ่า…แสบกว่าพยัคฆ์ก็ภรรยาพยัคฆ์นี่เอง"…เป็นครั้งแรกที่หลี่หลงเฟยรู้สึกสะใจต่อการถูกสตรีรังแก!...ซึ่งในใต้หล้านี้เกรงว่าจะมีนางเดียวที่ทำได้ นาง…หลัวเย่หลี…พระชายาตัวหอมแห่งตำหนักชินอ๋องผู้นี้เท่านั้น!จากนั้นหลัวเย่หลีนางก็ถูกจอมทัพร้ายกาจรังแกด้วยท่อนลำยิ่งใหญ่ ที่กดกระแทกผลักดันจนใบหน้าสราญนั้นบิดเบี้ยวด้วยความจุกแน่นปนเปไปกับความเสียวซ่านยิ่งเขาเริ่มกดกระแทกท่อนลำแกร่งเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ชนิดเข้าจนลึกสุดก่อนจะถูกถอนออกมาจนเกือบสุด จนปลายหัวหยักเกือบจะหล
แม้หัวใจจะเต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกจากอก แต่นางก็ยังโน้มกายลงไป ประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายคางของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ริมฝีปากลงมาตามลำคอแกร่ง แวะหยุดเหนือแผ่นอกกำยำซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเมื่อระลึกได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเอาใจนางเช่นไร หลัวเย่หลีจึงพยายามทำตามสิ่งที่เพิ่งจดจำมาอย่างเก้กัง แม้ทุกการเคลื่อนไหวยังเต็มไปด้วยความประหม่า แต่ความตั้งใจของนางกลับชัดเจนกว่าสิ่งใดทุกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มแตะแผ่วลงบนผิวกายของเขา หรือปลายลิ้นสัมผัสอย่างระมัดระวัง เสียงครางทุ้มต่ำก็ดังลอดออกมาจากลำคอของหลี่หลงเฟยโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ยิ่งได้ยินเช่นนั้น หลัวเย่หลีก็ยิ่งทั้งอาย ทั้งอยากรู้ว่าตนทำได้ถูกหรือไม่ จึงช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าของพระสวามีเป็นระยะ ราวกับกำลังเฝ้ารอคำชื่นชมจากเขาหลี่หลงเฟยยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คล้ายกำลังปลอบโยนให้คลายความประหม่า"เจ้าก็เพียงใช้ปลายลิ้นแตะทักทายเสียก่อน จากนั้นค่อย ๆ ทำไปตามจังหวะของตนเอง ไม่ต้องรีบร้อน เพียงอ่อนโยนและระวังอย่าให้ฟันโดนก็พอ"แม้พระสวามีจะสอนเพียงครั้งเดียว แต่นักเรียนผู้ตั้งใจอย่างหลัวเย่หลีกลับจดจำ
หลัวเย่หลีในยามนี้ถูกความเสียวซ่านเข้าครอบงำ จนเรือนร่างอวบอิ่มบิดไหวอย่างเร่าร้อน เพลิงราคะที่หลี่หลงเฟยค่อย ๆ จุดขึ้นราวกับกำลังเผาผลาญนางให้หลอมละลาย ริมฝีปากงามเผยอปล่อยเสียงครางแผ่วพร่าไม่ขาดสาย ขณะมือน้อยลูบไล้ไปตามเรือนร่างกำยำของพระสวามีหนุ่มอย่างลืมตัว"อา...หลี่หลงเฟย...หลี่หลงเฟย...""อา...คนดี...เรียกอีก...เรียกข้าว่า 'หลี่หลงเฟย' อีก...ยิ่งเรียกทุกคราวที่ท่านพี่เข้าหาเจ้า ข้าก็ยิ่งชอบ"เพียงได้ยินนางเอ่ยนามตน หลี่หลงเฟยก็ถอนริมฝีปากออก พลางเอ่ยบอกความต้องการด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ ลูบไล้ และขบจุมพิตไปทั่วเรือนกายอวบอิ่ม ราวกับไม่มีส่วนใดของร่างงามที่จะรอดพ้นจากการปรนนิบัติของเขาจากนั้นเขาจึงก้มลงซุกใบหน้าที่ซอกคอขาวผ่อง ไล่จุมพิตและโลมไล้อย่างอ้อยอิ่ง จนหลัวเย่หลีเกร็งกายด้วยความสั่นไหว เสียงครวญครางหวานพร่าหลุดออกจากริมฝีปากอีกครั้ง"อา...อูย...พะ...พอก่อน...หลี่หลงเฟย...พอก่อน...ซี้ด..."ทันใดนั้นหลี่หลงเฟยก็คลายการกักแขนทั้งสองข้างของนางเสียจนหลัวเย่หลีเผลอโล่งใจ คิดว่าพระสวามีผู้ร้ายกาจคงยอมปรานีแล้วทว่าความหวังนั้นกลับอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ เมื่อเขาทรุ
ดวงตากลมโตของหลัวเย่หลีพร่าพรายไปด้วยความอ่อนโยน นางทอดมองพระสวามีด้วยความรักอย่างไม่คิดปิดบัง"เป็นของข้า ด้วยความเต็มใจเถิด อาหลีน้อยของท่านพี่เฟย"สิ้นคำกล่าว หลี่หลงเฟยยกมือขึ้นประคองแผ่นหลังของนางไว้แน่น สายตาคมเข้มทอดมองสตรีตรงหน้าราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาหวงแหนที่สุดหลัวเย่หลีเผยอริมฝีปาก สูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขึ้นโอบลำคอของพระสวามีไว้แน่น พลางซบใบหน้าลงกับบ่ากว้างอย่างไว้วางใจ"อื้อ...ท่านพี่..."หลี่หลงเฟยลูบศีรษะนางเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน"ราตรีนี้ท่านพี่จะมอบความสุขให้เจ้า จะรักเจ้าให้สาสม"คำกล่าวนั้นทำให้หลัวเย่หลีเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความรัก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา แล้วซบกลับลงสู่อ้อมกอดของบุรุษผู้เป็นทั้งพระสวามีและที่พักพิงของหัวใจอีกครั้ง“เจ้ายินยอมหรือไม่อาหลีน้อย”เขาพึมพำถามนางแผ่วเบา ทว่าใบหน้ายังคงซุกไซ้อยู่กับร่องอกอวบอิ่ม ปลายลิ้นตวัดเลียลูบไล้วนเวียนอยู่เหนือฐานทรวงผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะย้อนกลับมาดูดยอดปทุมถันสีแดงก่ำด้วยความกระหาย จนเกิดเสียงแผ่วดัง...จุ๊บ...จ๊าบ...กลิ่นหอมและรสหวานของกายสาวแรกรุ่นยิ่งปลุกเร้าความคลั่งไคล้ ย
หลัวเย่หลีกะพริบตาเรียกสติ ก่อนจะเข้าใจคำถามของอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ นางใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ และในที่สุดก็ได้คำตอบให้กับหัวใจของตนเอง"เชิญกล่าวเพคะ""ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงข้าไม่เคยเอ่ยคำว่ารักกับเจ้า แต่ข้าแสดงออกไม่ชัดเจนหรือ ว่าข้ารักเจ้า ข้ายกย่องเจ้า มีเจ้าเป็นภรรยา เป็นสตรีเพียงผู้เดียวในดวงใจ ข้ารู้ว่าข้าผิดที่ไม่ยอมบอกความจริง ข้าผิดที่รวบรัดเจ้า ข้าผิดทุกทาง แต่ทั้งหมดที่ข้าทำก็เพราะข้ารักเจ้า อาหลีน้อย ข้ามิใช่คนดีก็จริง แต่ความรักที่ข้ามีให้เจ้ามันจริงแท้ที่สุด หรือสี่ฤดูหนาวที่พวกเราเป็นสามาภรรยากันมา เจ้าไม่เคยมองเห็นความรักและความจริงใจของคนเลวผู้นี้เลยหรือ"ดวงตาของจอมทมิฬที่ทอดมองมายังนางในยามนี้ เปี่ยมไปด้วยความรัก หากก็แฝงความน้อยใจอยู่ไม่น้อยหลัวเย่หลีทบทวนทุกสิ่งอีกครั้ง จึงเริ่มเข้าใจว่า ที่ผ่านมานางมิใช่มองไม่เห็น เพียงแต่เพราะเขาเคยเป็นว่าที่อดีตพี่เขยของนาง แม้ลึก ๆ จะเผลอมีใจ แต่ความละอายกลับทำให้นางพยายามบังคับตนเองให้มองข้ามทุกความรู้สึกนั้นมาตลอด"หรือความผิดนี้ เจ้ามิอาจอภัยให้สามีผู้นี้ได้เลย"จะเป็นไปได้อย่างไรกันถึงนางจะมิใช่สตรีเฉลียวฉลาดนัก แต่







