Masuk“ฮูหยิน ไปกันเถิดเจ้าค่ะ ใช่ว่าย้ายออกครั้งนี้จะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเสียหน่อย” จื่อถงที่นอนจับไข้ถึงกับฝืนสังขารตัวเองออกมารับใช้เจ้านาย ด้วยเกรงว่านางอาจโกรธเคืองจนเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่อยู่ หากเป็นเช่นนั้นมีหวังแผนการที่วางเอาไว้ได้พังลงตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มแน่
“ข้าจะรอดูว่านางจะอยู่ที่เรือนหลังนี้ได้นานสักเท่าใด”
ทางด้านของหลิวอวี้เหม่ยที่ได้ยินว่าเถียนไฉ่หงย้ายออกจากเรือนหลักไปอยู่ที่เรือนอี้อวิ่นที่ตั้งอยู่ด้านขวาของสวนดอกไม้ได้ยกยิ้มพอใจ โชคดีที่นางยังฉลาดอยู่บ้างที่เป็นคนย้ายออกไปเอง เพราะหากมิเช่นนั้นแล้วข้าวของของนางได้ถูกขนออกจากจวนสกุลหลิงแน่
“ฮูหยิน คนที่เรือนหลักยอมย้ายออกไปง่ายดายแบบนี้นางคงไม่ได้วางแผนอันใดอยู่ใช่รึไม่”
“แน่นอนว่านางย่อมต้องวางแผนเอาคืนข้าอยู่แล้ว และข้าเองจะไม่อยู่เฉยแน่ เรื่องอะไรข้าจะยอมถูกนางเอาคืนอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องในอดีตข้ายังไม่ทันได้แก้แค้นเลยนี่”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องป้องกันเอาไว้ก่อน”
“เรื่องนั้นข้าได้คิดเอาไว้แล้ว ข้าอยากรู้นักว่านางจะมาไม้ไหน” ว่าพร้อมจิบชาอย่างสบายอารมณ์
ระหว่างที่อดีตนายหญิงของจวนกำลังเดินลัดเลาะเที่ยวชมดอกไม้ที่สวนอยู่นั้น นางได้ยินเสียงคนอาเจียนจึงได้แอบดูก็พบว่าเป็นลี่ถิง สตรีแซ่ลี่ที่ลูกเลี้ยงของนางพากลับจวนมาด้วย
ครั้นเห็นอาการของนางเถียนไฉ่หงเหยียดยิ้มร้ายออกมา อาการที่หญิงสาวเผชิญอยู่ตอนนี้มีหรือคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนจะไม่รู้...อาการของคนกำลังตั้งครรภ์ หากแม่นางลี่ถิงผู้นี้ท้องจริงคงเป็นเรื่องยินดีเสียยิ่งกว่าได้ทองพันชั่งเสียอีก
“จื่อถง”
“บ่าวอยู่นี่”
“ไปสืบดูเงียบ ๆ ว่าลี่ถิงผู้นี้ตั้งท้องหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้วัยชราใช้เวลาในการตามสืบและสอดส่องที่เรือนรับรองเพียงไม่กี่วันก็รู้แน่ชัดว่าสิ่งที่นายหญิงของตนคาดการณ์เอาไว้เป็นเรื่องจริง สตรีผู้นั้นตั้งท้องลูกของท่านแม่ทัพหลิงเหยียนไม่ผิดแน่! นางจึงรีบกลับไปที่เรือนอี้อวิ่นเพื่อรายงานเรื่องนี้
ทันทีที่ไฉ่หงได้ฟังคำพูดของสาวใช้คนสนิทนางถึงกับหลุดหัวเราะออกมาด้วยความบ้าคลั่ง ยามคิดว่าเวลาที่จะได้แก้แค้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด
“นายหญิง ท่านหัวเราะทำไมหรือเจ้าคะ”
“ไปเชิญแม่นางลี่มาที่นี่ ข้าอยากจิบชากับนางสักหน่อย” ไม่เพียงไม่ตอบคำถาม นางกลับหันไปสั่งแทน
“เจ้าค่ะ”
ขณะเดินตามหลังสาวใช้วัยชรามาที่เรือนอี้อวิ่น สมองของนางคิดไปต่าง ๆ นานาถึงความเป็นไปได้ว่ามารดาของท่านแม่ทัพจะรู้เรื่องที่นางตั้งท้องเข้า หากเป็นเช่นนั้นจริงมิใช่ว่านางต้องได้ครึ่งเสียครึ่งหรอกหรือ
“เชิญเข้าไปข้างใน ฮูหยินกำลังรอท่านอยู่”
“ฮูหยิน เรียกข้ามาพบไม่ทราบว่ามีเรื่องใดอยากพูดคุยกับข้าหรือเจ้าคะ” เอ่ยด้วยความนอบน้อม
ท่าทางของนางทำให้เถียนไฉ่หงพึงใจไม่น้อยที่คนตรงหน้ายังรู้จักให้ความเคารพนาง แม้ว่านางจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของหลิงเหยียนก็ตามที
“นั่งก่อนสิ”
“เจ้าค่ะ” ว่าแล้วนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
“เห็นทีวันนี้พวกเราคงมีเรื่องให้พูดคุยกันอีกยาว เจ้าไม่คิดแบบนั้นหรือ” บอกด้วยรอยยิ้มเย็นจนคนที่ได้เห็นถึงกับขนลุกชัน
เถียนไฉ่หงยกยิ้มพอใจ หลังสตรีตรงหน้ารินน้ำชาให้ตัวลี่ถิงที่มองหน้าอยู่ก่อนแล้วได้ส่งยิ้มกลับคืนให้เช่นกัน
“เจ้าไม่ชอบดื่มชารึ” ถามขึ้น เมื่อเห็นว่านางได้ยกชาขึ้นดื่ม การกระทำนี้ย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าแม่นางผู้นี้ตั้งท้องจริง ๆ
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่...”
“กี่เดือนแล้วล่ะ”
หญิงสาวทำหน้าตกใจเมื่อได้ยินคำถามของคนอาวุโสกว่า มิหนำซ้ำท่าทีของนางยังเรียบเฉยราวกับเห็นเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องธรรมดา ถ้าหากเป็นผู้อื่นคงร้อนรนไม่อยากได้สตรีบ้านนอกมาเป็นสะใภ้อีกคนแน่
“ท่านรู้ว่าข้าท้องได้ยังไงกัน ข้าไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครนอกจากท่านแม่ทัพ”
ยิ่งเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของนางยิ่งทำให้เถียนไฉ่หงยิ้มกริ่ม
“หลายวันก่อนข้าบังเอิญเห็นเจ้าอาเจียนอยู่ที่สวนดอกไม้เข้าเลยคิดว่าเจ้าอาจตั้งครรภ์ก็เป็นได้”
“อย่างนั้นเองหรือ”
“เรื่องน่ายินดีแบบนี้ เจ้าจะปิดบังทำไมกัน หากข้าเดาไม่ผิดเด็กในท้องของเจ้าคงเป็นลูกของหลิงเหยียนกระมัง”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นที่จวนสกุลฟู่ดังเข้าหูชินอ๋อง เขาไม่รีรอที่จะมาหาหญิงสาวถึงที่จวน แม้ว่าจะมีงานมากมายให้สะสาง แต่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องของนางมากที่สุด “ท่านอ๋อง มาได้ยังไงกัน” ฟางซินทำหน้าตกใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มยืนกอดอกมองอยู่หน้าเรือนนอน เวลานี้ค่ำมืดแล้ว มีผู้ใดบ้างนอกจากนางที่จะออกมารับแขกเช่นนี้ “ห่างกันยังไม่พ้นวัน ผู้ใดจะรู้ว่าเจ้าจะเนื้อหอมจนพวกแมลงสาปจากตระกูลต่าง ๆ ตามมาตอมถึงที่จวน” “พวกแมลงสาปที่ว่าคงไม่ได้หมายถึง...” “ข้าหมายถึงพวกขุนนางที่ส่งแม่สื่อมาสู่ขอเจ้า”ครั้นได้ยินคำพูดนี้ของคนตรงหน้า นางถอนหายใจราวกับปลงตก “แล้วไม่ดีหรือเจ้าคะ” “นี่เจ้าแกล้งไม่รู้หรืออย่างไร ว่าข้ารู้สึกกับเจ้าเช่นไร” เอ่ยพลางขยับตัวมาประชิดร่างบาง “ข้าขอพูดตามตรง ถึงแม้ตระกูลฟู่จะเป็นตระกูลขุนนาง ทว่าตอนนี้เหลือเพียงข้ากับซานเฉิง ข้าไม่ต้องการแต่งไปเป็นอนุของผู้ใด หากต้องกลายเป็นชายารองของท่าน ข้าขอออกเรือนกับบุรุษที่ได้รักคงดีเสียกว่า” “แล้วใครบอกเจ้า ว่าข้าจะให้เจ้าเป็นแค่ชายารอง” เขายิ้มบอกแล้วรวบเอวนางเข้าส
หลายวันมานี้นางอยู่ที่จวนชินอ๋อง หากจะกลับจวนของตนก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ เหตุเพราะชายหนุ่มให้ลูกน้องของเขาตามติดนางทุกฝีก้าว ราวกับว่ากลัวนางจะหนีจากเขาไปเสียอย่างนั้น “พวกท่านทั้งสอง ไม่มีงานทำหรือเจ้าคะ ทำไมถึงได้เอาแต่ตามติดข้า” “เป็นคำสั่งของท่านอ๋อง” เทียนบอกนาง “หากไม่ใช่เพราะท่านอ๋องเป็นคนสั่ง มีหรือข้าจะอยากเสียเวลามาทำเรื่องพวกนี้” น้ำเสียงประชดประชันของเทียนหมิงเอ่ยเหมือนดั่งเคย แม้ปากเขาจะพูดจาเช่นนี้ แต่การกระทำกลับมิใช่คนโฉด จะว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งก่อนนางยังไม่ได้เอ่ยขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเอาไว้ “แม้ท่านจะปากดี แต่ข้าจะทำเป็นไม่ได้ยินก็แล้วกัน เรื่องคราวก่อนต้องขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ มิเช่นนั้นข้าคงไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นเช่นไร บางทีข้าอาจไม่มีหน้ามายืนอยู่ที่เมืองหลวงนี้อีก” ฟางซินถือโอกาสขอบคุณเขา “เรื่องนั้นข้าแค่เดินผ่านไปเห็นเข้าถึงได้ช่วยเจ้าเอาไว้” “พี่เทียนหมิง ในเมื่อนางขอบคุณ ท่านก็รับเอาไว้เถิด ทำไมถึงต้องต่อล้อต่อเถียงด้วยล่ะขอรับ” เทียนอ้ายที่ยืนฟังอยู่พูดแทรกพร้อมกับส่ายหัวระอากับพฤต
ม่านตาของนางสะท้อนกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาด้านใน ทำให้ฟางซินลืมตาตื่นขึ้นมาช่วงเช้าของอีกวันพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ แสนคุ้นเคย “นี่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” “เจ้าตื่นแล้วหรือ” เฉินเฟยหลงถามขึ้น เมื่อเห็นว่าร่างบางนั่งอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง เขาเพิ่งออกไปเอาถังน้ำอุ่นกับยามาให้นาง ที่แขนของฟางซินมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย หากปล่อยทิ้งไว้เกรงว่าอาจเกิดเป็นรอยแผลเป็นได้ ด้วยความเป็นห่วงเขาถึงได้ให้คนไปจัดเตรียมยาไว้ให้ “ท่านอ๋อง ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมหรือ” “เจ้าจำอะไรไม่ได้รึ เมื่อคืนเจ้าเกือบถูกอวี้หลานทำร้าย นางคิดทำให้เจ้าแปดเปื้อน ข้าไม่อยากจะคิดว่าถ้าหากเทียนหมิงไปช่วยเจ้าไม่ทัน จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น” “เมื่อคืน ข้าแค่เดินไปส่งแม่นางโม่วหลันที่เรือนรับรอง ไม่ได้เจอท่านหญิงอวี้หลานเหมือนที่ท่านเอ่ย” “นางสมรู้ร่วมคิดกับอวี้หลานเพื่อทำร้ายเจ้า แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่มีวันให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” “เป็นเพราะนางไม่ได้เป็นพระชายาของท่าน นางถึงได้คิดมาทำร้ายข้าเช่นนี้” ฟางซินกล่าวโทษเขากลาย ๆ เพราะได้ยินมาบ้างว่าเขาไปขอยกเลิกพ
ตั้งแต่นางกลับจวนมาได้กำจัดหมิ่นเยว่เป็นคนแรก โดยการโบยนางเสร็จก็ขายนางไปเป็นทาสที่หอนางโลมใกล้ชายแดน เมื่อจัดการเรื่องภายในจวนเข้าที่เข้าทางแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเอาคืนสองแม่ลูกนั่น ฟางซินสั่งให้บ่าวรับใช้ทั้งชายหญิงไปรื้อค้นเรือนนอนของพวกนางจนเละเทะไม่เหลือชิ้นดี "นี่พวกเจ้าทำอะไร!" ลู่จิ่งอี้ที่เข้ามาเห็นพอดีได้ถามขึ้นเสียงดัง "พวกเราแค่ทำตามคำสั่งคุณหนู หลีกไป!" เอ่ยจบได้ผลักนางจนล้มลงไปอีกทาง ไม่นานนักฟางซินได้เดินเข้ามา "ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะสั่งให้คนมาทำลายห้องนอนของข้า หลานข้า บอกข้าสิว่าเจ้าไม่ได้เป็นคนสั่ง" ลู่จิ่งอี้เอ่ยทันทีที่เห็นร่างบาง "ใครหลานเจ้ากัน" ว่าพลางตบหน้าของสตรีย่างวัยชราสองที ในอดีตนางเคยถูกตบเช่นนี้ หากนางจะเอาคืนบ้างก็ถือว่าสมควร "เจ้ากล้าตบหน้าข้าหรือ" "มากกว่าตบข้าก็ทำได้" "นี่เจ้าคิดจะทำอะไร" "ส่งเสื้อผ้าให้นางเสีย แล้วไล่ให้ไปอยู่ที่ท้ายจวน ที่ ๆ ข้าเคยอยู่ จำไว้ถ้าไม่ครบสามวันอย่าได้ให้อาหารนางกับลูก ไม่เว้นแม้แต่หมั่นโถว ใครขัดคำสั่งข้า ข้าจะไม่ละเว้นแ
“เรื่องนี้ข้าเป็นพยานได้นะขอรับ ว่าแม่นางฟู่เป็นคนลงมือตบตีท่านหญิง” “ข้าไม่ได้ถามความเห็นเจ้า” “เรียนท่านอ๋อง กัวกงกงมาขอรับ” “เขามาที่นี่ทำไมกัน” “เรื่องนี้เห็นบอกว่าเกี่ยวกับการพระราชทานสมรสของท่านกับท่านหญิง” ฟู่ฟางซินกับเทียนอ้ายที่เดินตามหลังมาได้ยินประโยคนี้เข้า จากที่จะขอเข้าพบชายหนุ่ม ฟางซินตัดสินใจเดินกลับห้องของตัวเองแทนพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย แม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าไม่ช้าหรือเร็ว เขากับท่านหญิงก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี แต่ทำไมหัวใจของนางถึงได้รู้สึกหน่วงเช่นนี้กัน “ท่านพี่ ร้องไห้ทำไมหรือขอรับ” ซานเฉิงเข้ามาเห็นพี่สาวร้องได้จึงได้เอ่ยถามด้วยความเป้นห่วง ก่อนใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาให้ “พี่แค่คิดถึงจวน พวกเรากลับจวนกันดีหรือไม่” นางโกหกน้องชาย “ขอรับ” ฟู่ฟางซินเก็บข้าวของบางส่วนกลับจวนไปพร้อมกับบอกให้เทียนอ้ายส่งของที่เหลือกลับมาให้นางทีจวนภายหลัง กลับจวนครั้งนี้มีคุณชายเทียนอ้ายมาส่ง นางกับน้องชาย ลี่ผิงและจื่อหรงที่ขอติดตามมาด้วยได้เดินทางมาถึงที่จวนสกุลฟู่ที่บัดน
ทันทีที่ท่านหญิงอวี้หลานทราบข่าวเข้าว่าชินอ๋องอาศัยอยู่กับสตรีคนหนึ่ง ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยแม้แต่เฉียดเข้าใกล้หญิงใด ถึงแม้จะให้สตรีปรนนิบัติบนเตียง แต่ไม่เคยยกพวกนางเหล่านั้นขึ้นเป็นสนมหรือชายารอง “ท่านหญิง เหตุใดท่านถึงร้อนใจนักล่ะเจ้าคะ” “เจ้าจะไม่ให้ร้อนใจได้อย่างไร ข้าได้ยินมาว่าท่านอ๋องให้สตรีนางหนึ่งมาอยู่ที่นั่นด้วย” จนกระทั่งลงจากรถม้าที่หน้าจวนชินชินอ๋องจึงได้รีบสาวเท้าเดินขอเข้าพบว่าที่สามีเป็นการด่วน ทว่าระหว่างทางกลับได้พบสตรีนางหนึ่ง หน้าตาของนางดงามหมดจรด “เห็นทีคงเป็นเจ้ากระมัง” นางว่าพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ฟางซิน “ท่านพูดเรื่องอะไรกัน” “ข้าคือว่าที่พระชายาของชินอ๋อง คิดว่าเจ้าคงได้ยินมาบ้างว่าอีกไม่นานข้ากับท่านอ๋องจะแต่งงานกัน” “ที่แท้ท่านคือท่านหญิงอวี้หลาน” “รู้ก็ดีแล้วนี่ แล้วทำไมถึงยังหน้าด้านมาอยู่ที่นี่อีก ข้าถามบ่าวในจวนแล้วเจ้าเป็นลูกสาวของใต้เท้าฟู่ ในเมื่อฮ่องเต้คืนจวนให้เจ้าแล้ว ทำไมถึงไม่กลับไปเสียที” “ท่านรู้จักข้าด้วยอย่างนั้นหรือ” “ในเมืองหลวงนี
โจวอันหรงตั้งใจมอบปิ่นหยกสีขาวสะอาดตานำไปมอบให้สามีที่จะเข้าพบองค์ฮ่องเต้ในวันรุ่งขึ้น แต่ดันเห็นอนุอิ่นและชายหนุ่มพูดคุยหยอกล้อกันอยู่ผ่านทางหน้าต่างที่เปิดกว้างอยู่ มิวายต้องให้บ่าวรับใช้ไปรายงาน“เรียนนายท่าน ฮูหยินขอพบขอรับ”“ให้นางเข้ามา” พอได้ยินเสียงแว่วมาจากด้านใน นางถึงได้ถือวิสาสะเดินเข้า
หญิงสาวเดินนำร่างสูงมาจนถึงเรือนเดิมที่อาศัยอยู่ก่อนที่จะไปออกรบที่ชายแดน “ตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าท่านพี่จะกลับมาข้าได้ให้บ่าวรับใช้มาซ่อมแซมเรือนของเราแล้วเจ้าค่ะ” “เจ้ายังคงเป็นคนรอบคอบไม่เปลี่ยน หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว” “ลำบากอะไรกัน เป็นท่านแม่ทัพต่างหากที่
เวลาได้ผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า หลิวอวี้เหม่ยมองไปทั่วทั้งฝ่ามือของตัวเองที่บัดนี้รอยบอบช้ำจากการถูกน้ำร้อนลวกหายดีแล้ว “ฮูหยิน!” เสียงเรียกของสาวใช้ดังขึ้นทำให้นางหลุดจากภวังค์ “มีอะไรงั้นหรือ” “คือว่า แฮ่ก ๆ ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวในจวนบอกว่าเห็นขบวนรถม้าก
ท่ามกลางสงครามเขตชายแดนทางทิศใต้ งานแต่งงานระหว่างแม่ทัพหลิงเหยียนกับหลิวอวี้เหม่ยถูกจัดขึ้นด้วยความเรียบง่าย ดวงตะวันยังมิทันคล้อยลงดินและคู่บ่าวสาวยังมิทันได้เข้าห้องหอเสียด้วยซ้ำ แต่ทั้งคู่จำต้องแยกจากกันไกลนับพันลี้ “อวี้เหม่ย จงฟังให้ดีใบหย่านี้ข้ามอบให้เจ้าไว้เผื่อเกิดเหตุ







