Masuk“หากเป็นดังที่เจ้าว่าข้าก็เบาใจ มารดาของเจ้ามีนิสัยเจ้าวิตกกังวลมาตั้งแต่เด็ก ๆ พ่ออย่างข้าถึงต้องคอยเอาใจใส่นางมากกว่าลูกคนอื่น”
“ท่านพ่อจะถามอวี้เหม่ยเรื่องใดหรือขอรับ” ใต้เท้าหลิวแทรกขึ้น
“ระยะนี้สามีเจ้าเป็นยังไงบ้าง เขาดูแลเจ้าดีรึไม่”
“ท่านตาไม่ต้องกังวล ท่านแม่ทัพดูแลข้าเป็นอย่างดี”
“แต่เท่าที่ข้าได้ยินมา เขาพาสตรีกลับจวนมาด้วยไม่ใช่หรือ”
ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของคนชรา หลิวต้าเสวี่ยจ้องหน้าบุตรสาวด้วยความอยากรู้เช่นเดียวกัน
“หูตาของจวนเจิ้งกั๋วกงช่างไวจริงนะเจ้าคะ”
“…”
“ท่านแม่ทัพบอกข้าว่านางไร้ญาติขาดมิตรจึงให้นางมาอาศัยอยู่ที่จวน”
“เท่านี้เองรึ”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ควรไว้ใจหลิงเหยียนมากเกินไป ถึงอย่างไรเขาก็เป็นบุรุษใช่ว่าจะรักมั่นต่อเจ้าคนเดียวเสียเมื่อไร”
“จริงอย่างที่ท่านตาของเจ้าบอก” บิดาของนางเอ่ยอย่างเห็นด้วย
“พวกท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ หากเขามีอนุจริงข้าจะหย่าขาดจากเขา ไม่ยอมใช้สามีร่วมกับผู้ใดเป็นอันขาด” บอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เจิ้งกั๋วกงยกยิ้ม ยามได้ยินคำพูดจากปากหลานสาวของตน นางยังคงเด็ดขาดและยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิด
“แล้วเจ้าจะกลับจวนเมื่อใด”
“วันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ ข้าจากจวนมาหลายวันแล้ว ที่นั่นยังมีเรื่องต่าง ๆ รอให้ลูกกลับไปจัดการ หากเลื่อนออกไปคงไม่ดีแน่”
“เจ้าบอกเรื่องนี้กับแม่เจ้ารึยัง”
“บอกแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี นางจะได้ไม่เป็นห่วง”
“ถูกลดตำแหน่งครั้งนี้ ดูท่าแล้วว่าจะกลับไปรั้งตำแหน่งเดิมได้ยาก หลานตา เจ้าแน่ใจรึว่าจะยังอยากเป็น ฮูหยินจวนแม่ทัพหลิง”
“ไม่ว่าท่านแม่ทัพจะถูกลดตำแหน่งขุนนางหรือถูกปลด ข้าก็จะยังอยู่เคียงข้างเขาในฐานะฮูหยินดังเดิมไม่มีวันเปลี่ยน”
“ทั้งที่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ข้าก็ยังจะถาม ช่างโง่งมนัก” เขาเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ
หลังจากกลับมาถึงจวนสกุลหลิง อวี้เหม่ยที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะมาเยี่ยมลี่ถิงที่เรือนรับรองพร้อมกับขนมกุ้ยฮวาได้หยุดยืนชะงัก เมื่อเห็นผู้เป็นสามีเดินประคองแขนสตรีอื่นด้วยความทนุถนอมและสนิทสนมของทั้งคู่ทำให้นางหวนคิดถึงคำพูดของท่านตาที่เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้าว่าไม่ควรไว้ใจเขา โดยที่ไม่รู้ตัวว่าใบหน้าของตัวเองบึ้งตึงเพียงใดยามที่เห็นทั้งคู่อยู่ใกล้ชิดกัน
ท้ายที่สุดนางเลือกเดินกลับไปที่ห้องครัวพร้อมขนมที่ตนนำมาจึงได้เห็นว่ามีอาหารหลายอย่างถูกจัดแจงในสำหรับจำนวนมากกว่าปกติจึงได้ถามสาวใช้
“สำรับนี้เป็นของใคร”
“ฮะ...ฮูหยิน”
“ข้าถาม เจ้าไม่ได้ยินหรือ”
“สำรับนี้บ่าวได้รับคำสั่งมาจากคนรับใช้คนสนิทของท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ ว่าให้จัดเตรียมให้คนที่เรือนรับรอง”
“หลี่จื้อน่ะรึ”
“เจ้าค่ะ”
ยิ่งเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของสาวใช้ ยิ่งพาลชวนสงสัย หากสาวใช้ผู้นี้พูดเป็นความจริงคงเป็นคำสั่งของท่านแม่ทัพ หลิงแน่ แล้วเขาจะทำแบบนี้ไปทำไมกัน นางได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วเดินกลับเรือนหลักไปโดยที่ไม่ได้พูดอันใดอีก
“เพ่ยอิง”
“นายหญิงมีอันใดจะเรียกใช้บ่าวหรือเจ้าคะ”
“เจ้าให้คนไปจับตาดูคนที่เรือนรับรองที ข้าสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างนางกับท่านแม่ทัพ”
“ฮูหยิน ท่านไปเห็นสิ่งใดเข้าหรือเจ้าคะ”
“ข้าแค่อยากรู้ความจริงก็เท่านั้น ว่าระหว่างที่ข้าไม่อยู่ที่จวนเกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง”
“บ่าวจะรีบให้คนไปสืบดูเดี๋ยวนี้”
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เพ่ยอิงได้กลับมารายงานเรื่องของแม่นางลี่ถิงแก่เจ้านายของตัวเอง
“เจ้าบอกว่ามีเรื่องจะรายงานข้าไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงไม่พูด” อวี้เหม่ยเงยหน้าจากตำรา หลังจากถามสาวใช้คนสนิทที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดเสียที
“พูดมาเถิด หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับท่านมทัพข้าย่อมต้องอยากฟังอยู่แล้ว” เอ่ยขณะที่มือกำม้วนตำราแน่นขึ้น
“สาวใช้ที่เรือนรับรองต่างพูดกันสนุกปากว่าแม่นางลี่เป็นคนรักของท่านแม่ทัพ อีกไม่นานคงจะแต่งนางเป็นอนุเจ้าค่ะ”
“...” เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนไม่ได้เอ่ยอันใด นางจึงพูดต่อไปอีกว่า
“บ่าวให้คนไปถามที่ห้องครัวถึงได้รู้ว่าท่านแม่ทัพสั่งให้หลี่จื้อบอกคนครัวให้เตรียมอาหารดี ๆ ให้นาง วัตถุดิบที่นำมาทำล้วนมีแต่ของราคาแพงทั้งนั้น”
“ฮูหยินแน่ใจหรือเจ้าคะ ว่าอยากฟัง”
“ข้าแค่มาทำหน้าที่สามี”“ไม่สายเกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ อันหรงบอกข้าว่านางได้มอบหนังสือหย่าให้ท่านแล้ว แล้วท่านจะเป็นสามีของนางได้เยี่ยงไร”“ข้าเผาทิ้งหมดแล้ว ที่ผ่านมาข้าสำนึกได้แล้วว่าตัวเองทำผิดต่อนาง”“หากที่ท่านกำลังทำอยู่ตอนนี้เพราะว่าเป็นสงสาร ได้โปรดอย่ามาเหยียบที่นี่อีก กว่าอันหรงจะตัดใจจากท่านได้มิใช่เรื่องง่าย”“ข้าไม่ได้สงสาร แต่เป็นเพราะข้า”“…”“แต่เป็นเพราะข้ารักนาง” ในที่สุดเขาก็เอ่ยมันออกจากปาก แม้จะไม่ใช่ต่อหน้าโจวอันหรงก็ตามที เซียวม่านเหม่ยที่ได้ยินยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบนิ่งตามเดิม“รักงั้นหรือ แต่การกระทำที่ผ่านมาของท่านสวนทางกับคำพูดยิ่งนัก หากผู้ใดเชื่อก็โง่เต็มทนแล้ว”“ข้อนี้ข้ายอมรับผิด อย่างที่เจ้ารู้ว่าข้าปากเสีย แต่อย่างน้อยข้าก็ไม่ใช่คนที่ชอบพูดจาเสแสร้ง ตอนนั้นเป็นเพราะข้ายังไม่รู้ใจตัวเองถึงได้ทำผิดต่อนางซ้ำซาก”“ท่านพูดมาตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ อีกไม่นานอันหรงก็จะแต่งงานออกเรือนไปกับคุณชายเหลียวแล้ว” เซียวม่านเหม่ยพูดปด เพื่อหยั่งเชิงบุรุษตรงหน้าว่าเขาจะมีท่าทีเช่นใด“ขอเพียงแค่ครั้งนี้ ข้าขอพบนางได้หรือไม่” เขาอ้อนวอน“เห็นแก่มิตรภาพอันเก
"หากเจ้าอยากอยู่ที่นี่ ข้าจะไม่บังคับให้เจ้ากลับไปพร้อมข้า เพราะข้าเข้าใจดีว่าเวลาที่ต้องอยู่ห่างไกลจากคนรักนั้นเจ็บปวดเพียงใด" อันหรงเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ เพราะตัวนางก่อนที่จะออกเรือนก็เคยประสบกับความรู้สึกเช่นนี้ นางเป็นทุกข์ที่ไม่ได้เห็นหน้าคุณชายเมิ่ง แต่ผู้ใดจะคิดเล่าว่าแม้ได้อยู่ใกล้แต่ใจกลับยิ่งออกห่างไปไกล ความสัมพันธ์ของนางกับเขาเริ่มต้นจากการผูกมัดที่ผู้ใหญ่เป็นคนมอบให้ ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนักที่นางเผชิญหน้ากับความเย็นชาของเขาจนนาทีสุดท้าย"ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าค่ะ เพราะบ่าวหลงรักเขาอยู่ฝ่ายเดียว ถ้ายังอยู่ที่จวนสกุลเมิ่งต่อรังแต่จะทำให้เขารู้สึกอึดอัด""เจ้าบอกความในใจกับเขาแล้วหรือ ถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา" ลั่วซินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบ“เจ้าค่ะ”เมิ่งลู่หลิงแทบจะฉีกกระดาษที่ฮุ่ยหมิงนำมาให้ทิ้ง เขาไล่ลายตาอ่านตัวอักษรในนั้นซ้ำไปซ้ำมาจนไม่เป็นอันทำงาน“นี่นางถึงกับลงนามใบหย่ามาให้ข้าเชียวหรือ”“คุณชายน่าจะดีใจไม่ใช่หรือขอรับ ที่ฮูหยินจะปล่อยท่านให้เป็นอิสระแล้ว”“ใครบอกนางกันว่าข้าต้องการเช่นนี้”“ฮูหยินคงดูการกระทำของท่านออก ตั้งแต่ท่านกับนางแต่งงานกันท่านไม่เคยสนใจไยดีฮูหย
“พาตัวอนุเสวี่ยมาแล้วขอรับ”“ให้นางเข้ามา”“ท่านพี่ เรียกข้ามามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” เสวี่ยอวี้แสร้งถามด้วยใบหน้าใสซื่อ ทั้งที่ในใจรู้สึกกระวนกระวายยิ่งกว่าผู้ใด“เจ้ามีอะไรจะบอกข้าหรือไม่”“ทำไมท่านถึงได้ถามข้าเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”“ข้าได้ให้โอกาสเจ้าพูดแล้ว แต่เจ้าไม่ปริปากสารภาพเอง”“ข้าทำอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”“เสวี่ยอวี้ เจ้ามันคนสารเลว เจ้ากล้าให้คนใส่ปรอทลงไปในอาหารของข้ากับฮูหยินได้เช่นไร!” อิ่นซูหนี่ตะคอกเสียงดัง ก่อนฟาดฝ่ามือเข้าที่แก้มขวาของหญิงสาวเข้าเต็มแรง จนเกิดรอยแดงเถือก“นี่เจ้าทำบ้าอะไร!” นางตวาดกลับไป แล้วจึงผลักอิ่นซูหนี่จนนางเสียหลักล้มลง“โอ๊ย!”“พอที จับตัวพวกนางทั้งสองเอาไว้” ใต้เท้าหนุ่มสั่งลูกน้อง เพราะไม่อยากให้พวกนางก่อเรื่องวุ่นวายอีก“เจ้าพูดออกมา ว่าผู้ใดเป็นคนสั่งให้เจ้าทำเรื่องเช่นนี้” เขาถามสาวใช้ที่เป็นใส่สารปรอท“ปะ...เป็นอนุเสวี่ยเจ้าค่ะ นางบังคับให้ข้าทำ”“นางบังคับอะไรเจ้างั้นหรือ เจ้าถึงได้กล้าทำร้ายเจ้านายที่เคยช่วยเหลือเจ้าได้ลงคอ” ลั่วซินถามด้วยนำเสียงสั่นเครือ“ถ้าหากข้าไม่ทำตามคำสั่งของนาง นางจะฆ่าคนในครอบครัวข้าเจ้าค่ะ”“ไม่จริงนะเจ้
นับตั้งแต่กลับมาจากงานเลี้ยงเสวี่ยอวี้รู้สึกโกรธเคืองฮูหยินเป็นอันมาก เพราะหญิงสาวเป็นต้นเหตุที่ทำให้นางอับอายต่อหน้าผู้คนในงานเลี้ยงตระกูลเผิง จึงได้คิดลงมือกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ คิดได้ดังนั้นจึงสั่งให้สาวใช้คนสนิทสับเปลี่ยนกำยานที่ตนได้มาจากโจวอันหรงเป็นกำยานที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่นางทำล้วนอยู่ในสายาตาของนายหญิงสกุลเมิ่งที่มีหูตาสอดส่องอยู่ทั่วทั้งจวน“ดูเหมือนว่าตอนนี้อนุเสวี่ยจะเริ่มลงมือแล้วเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นพวกเราใช้โอกาสนี้ชิงลงมือก่อนนาง” สิ้นคำพูด ฮูหยินสาวได้สลบแน่นิ่งลงกับพื้น ทำให้เรื่องนี้รู้กันทั้งจวน เมิ่งลู่หลิงที่ทราบข่าวว่าจู่ ๆ ภรรยาของตนก็หมดสติได้ตรงปรี่มาที่นี่ทันทีด้วยความเร่งรีบ“เกิดอะไรขึ้นกับฮูหยินของข้ากัน” เขาหลุดปากพูดว่า ฮูหยินของข้าได้เต็มปาก โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ“ข้าได้ตรวจสอบอาหารที่ฮูหยินได้รับประทานไปก่อนหน้า พบว่ามีปรอทเจือปนอยู่ปริมาณมาก หนำซ้ำชาที่นางดื่มยังมีเจี๋ยจู๋เถาผสมอยู่จึงทำให้ฮูหยินหมดสติไป”“เป็นฝีมือของใครกัน!” เขาถามเสียงเหี้ยม“แม่นางลั่วซิน กำยานที่จุดอยู่ใช้มานานแล้วหรือยัง” ท่านหมอเสิ่นหันไป
ทันทีที่แขกทุกคนนั่งประจำที่ สายตาหลายสิบคู่ต่างมองมาที่อนุจากสกุลเมิ่งที่แต่งตัวโดดเด่นเกินหน้าทุกคนในงาน ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวฮูหยินเผิงราวกับรู้ใจกันก็มิปาน จนฮูหยินหลิงเป็นคนเอ่ยเปิดเป็นคนแรก“แม่นางทั้งสองเป็นอนุของใต้เท่าเมิ่งใช่หรือไม่”“ฮูหยินหลิงถามเช่นนี้ทำไมหรือเจ้าคะ” ฮูหยินหลิวแสร้งถาม“ดูจากการแต่งตัวของพวกนางทั้งสองทั้งโดดเด่นและเรียบหรูปานนี้ เห็นได้ว่าคงมาจากตระกูลที่ร่ำรวยเป็นแน่ถึงได้แต่งตัวไม่ไว้หน้าเจ้าของงานเช่นนี้”“ข้าว่าท่านกล่าวเกินไปแล้วกระมัง นี่คงเป็นครั้งแรกที่พวกนางได้มางานเลี้ยงของชนชั้นสูง หากจะกล่าวโทษนางจะไม่ดูใจแคบไปหรือเจ้าคะ” ฮูหยินไห่แทรกขึ้น ดูผิวเผินคงเหมือนนางพูดจาปกป้อง แต่ถ้ามองดูดี ๆ คงเข้าใจความหมายว่าหาได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นการตอกย้ำถึงชนชั้นและมารยาทของอนุทั้งสองว่านอกจากจะไม่รู้กาลเทศะแล้วยังไม่ให้เกียรติเจ้าของงานอีกด้วย“ขออภัยที่ข้าโง่เขลานัก” เสวี่ยอวี้ที่รู้ตัวว่าถูกดูแคลนได้เอ่ยขอโทษขอโพยเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งต่างจากอิ่นซูหนี่ที่พยายามเก็บสีหน้าโกรธเคืองเอาไว้“พวกเจ้าอย่าได้ถือสานางทั้งสองเลย ถึงอย่างไรเสียพวกนางก็ได้ชื่อว่าเป็นอนุข
ด้วยความเสียหน้าทำให้เขาหันไปจ้องทุกคนที่เห็นเหตุการณ์เขม็งราวกับจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าผู้ใดกล้าปากพล่อยพูดเรื่องเมื่อครู่ที่เขาถูกฮูหยินหมางเมินออกไปล่ะก็เป็นเรื่องแน่ แล้วจึงเดินขึ้นรถม้าไป“พอข้าทำดีด้วย เหตุใดเจ้าถึงไม่รับไว้” เขากอดอกถาม เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวแล้ว“ท่านน่ะหรือทำดีกับข้า เมื่อใดหรือเจ้าคะ”“เจ้าอย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ไปหน่อยเลย เมื่อครู่ข้าอุตส่าห์ยื่นมือไปให้เจ้าจับ แต่เจ้ากลับเมินเฉยข้าต่อหน้าคนมากมาย”“ที่แท้ท่านก็แค่โกรธที่ข้าทำให้ท่านเสียหน้านี่เอง”“โจวอันหรง ทำไมช่วงนี้เจ้าถึงได้ฝีปากกล้าเช่นนี้”“ปกติข้าก็เป็นคนเช่นนี้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาเป็นเพราะข้าอดทนต่างหากถึงได้ไม่เคยเอ่ยปากพูดขัดใจท่าน”“ก็ดี ข้าจะได้เห็นธาตุแท้ของเจ้า” เขาว่า ขณะเลื่อนสายตาลงไปเห็นหยกห้อยที่เอวของนางเข้า มองปราดเดียวก็รู้ว่าหยกชิ้นนี้ราคาแพงยิ่งนัก สกุลโจวมีหรือจะสามารถซื้อของที่ราคาแพงลิ่วเช่นนี้ให้นาง เพราะแม้แต่เซียวม่านเหม่ยที่เป็นถึงนายหญิงสกุลโจวยังไม่มีของเช่นนี้“หยกนี่ เจ้าได้มาจากที่ใดกัน” เขาเอดถามออกมาไม่ได้“ไม่ใช่เรื่องของท่านเจ้าค่ะ”“ของราคาแพงเช่นนี้ หากไม่ใช่คนที่มีฐานะร่ำรว
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามีเรื่องพูดคุยแค่เดี๋ยวเดียวคงไม่รบกวนท่านกับอนุทั้งสอง” อันหรงปฏิเสธ ทำให้คนที่เอ่ยปากชวนได้แต่เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าหญิงสาวจะกล้าปฏิเสธเขา เหตุเพราะแต่ไหนแต่ไรมานางล้วนฟังคำสั่งของเขาไม่มีอิดออดสักครั้ง“ฮูหยินมีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” เสวี่ยอวี้ถามขึ้นด้วยความอยากรู้
ที่เรือนของฮูหยินสาวจุดกำยานได้ราวเดือนเศษ ซึ่งแน่นอนว่ากำยานนี้ลอกเลียนแบบมาจากของที่อิ่นซูหนี่นำมาให้ เพียงแต่ไม่มีชะมดเช็ดผสมอยู่ ส่วนกำยานที่ได้มาจากอนุอิ่นจริง ๆ ส่วนหนึ่งได้ยกให้อนุเสวี่ยไปแล้ว นางเก็บไว้ที่ตัวเล็กน้อยคิดว่าคงได้ใช้เพียงครั้งเดียว ในเมื่ออยากได้นักตัวนางย่อมสนองให้ตามความต้อง
“เรียนฮูหยินที ว่าข้าขอพบเป็นการด่วน”“เห็นทีจะไม่ได้ ตอนนี้ฮูหยินกำลังคุยกับพ่อบ้านหลงอยู่เจ้าค่ะ”“แต่ข้ามีเรื่องด่วน”“มีเรื่องอะไรงั้นรึ” อันหรงถามขึ้น เพราะได้ยินโหวกเหวกโวยวายจากด้านนอก“อนุอิ่นขอพบเจ้าค่ะ”“ให้นางเข้ามา”“เชิญเจ้าค่ะ” ลั่วซินเอ่ยเชิญ“เป็นแค่สาวใช้แต่บังอาจคิดขัดขวางเจ้านาย
โจวอันหรงเดินลงบันไดพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่วเพื่อหาร่างสูงของสามี ก่อนเห็นชายหนุ่มกำลังพูดคุยกับแม่นางคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ไวเท่าความคิดบัดนี้นางได้ก้าวเท้าเดินมายังที่ ๆ ทั้งสองคนยืนพูดคุยกันอยู่ นางยืนอยู่ข้างหลังสามีโดยที่เขาไม่รู้ตัว พอเห็นสายตาหวานหยาดเยิ้มของสตรีนางนี้ หากผู้ใดไม่รู้เข้าคงคิดว







