LOGIN"ข้าได้ยินข่าวว่าลีลี่ฟื้นคืนสติแล้ว หัวใจของข้าร้อนรุ่มจนไม่อาจทนอยู่นิ่งได้ จึงต้องรีบเดินทางมาดูให้เห็นกับตาว่านางปลอดภัยดีแล้วจริงหรือไม่"
แม่ทัพจางเว่ยเสวียนยิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจ ตอบกลับด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบพระทัยไท่จือที่ทรงเมตตาและห่วงใยบุตรสาวของกระหม่อมถึงเพียงนี้พะย่ะค่ะ ลีลี่นางดูเหมือนจะหายดีแล้ว"
จางลีลี่ย่อกายคารวะตามธรรมเนียมอย่างอ่อนช้อย ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองบุรุษตรงหน้าเล็กน้อย ชายหนุ่มรูปงาม กิริยาสุภาพเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ทั้งยังแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยอย่างจริงใจเช่นนี้ ยังมีอีกหรือ
"ลำบากไท่จือแล้วเพคะ...หม่อมฉันทำให้ไท่จือต้องเป็นห่วง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาละมุนละไม รอยยิ้มเอียงอายปรากฏตรงมุมปากตามบทบาทของสาวน้อยโง่งมผู้เปราะบาง
ไท่จือหมิงเฉิงขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือไปกุมมือบางไว้อย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นอบอุ่นและนุ่มนวล
"เจ้าฟื้นขึ้นมาได้ก็ดีแล้ว... ต่อจากนี้ ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดีที่สุด ไม่ให้ใครหรือสิ่งใดมาทำร้ายเจ้าได้แม้แต่น้อย ข้าสัญญา"
คำพูดหวานหูและท่าทีอ่อนโยน ทำให้ลีลี่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยบุรุษที่จะมาเป็นสามีในอนาคตก็ดูเป็นคนดีและพึ่งพาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
สายฝนเย็นชืดกระหน่ำลงบนพื้นหินเบื้องหน้า เสียงหยดน้ำกระทบกระเบื้องบนหลังคาดังซ่าๆ สลับกับเสียงฟ้าคำรามต่ำ ทว่าร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มกลับยังคงนั่งคุกเข่าเหยียดตรงอย่างสงบนิ่ง ไม่ยอมไหวติงแม้แต่น้อย
หลัวเหวินเฉิงองค์ชายแปดผู้มีใบหน้าหมดจดดั่งหยกเนื้อดี ยามนี้หยาดน้ำฝนเกาะแพรวพราวบนเรือนผมและกรอบแว่นตาสายตาเนื้อใส ดวงตาคู่คมภายใต้เลนส์แก้วฉายแววบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความแค้นเคืองหรือความโป้ปด มีเพียงความงงงวยและหวาดกลัวอย่างคนซื่อ
เขาคือองค์ชายผู้เกิดจากสนมชั้นล่างผู้ไร้พรรคพวก ต่างจากไท่จือหมิงเฉิงที่มีฮองเฮาและตระกูลฝั่งมารดาหนุนหลังอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยนิสัยฉลาดแต่ซื่อตรง รักการอ่านหนังสือและไร้ซึ่งพิษภัย เหวินเฉิงจึงตกเป็นแพะรับบาปในวังหลวงแห่งนี้อยู่เสมอ
และครั้งนี้ก็เช่นกัน...ฎีกาลับลับเล่มสำคัญของกองทัพที่หายไปจากหออักษร กลับถูกพบใต้หมอนในห้องนอนของเขาอย่างไร้สาเหตุ
"เหวินเฉิง เจ้าลูกเนรคุณ ข้าเพียรสั่งสอนให้เจ้าเป็นคนดีแต่เจ้ากลับลักลอบขโมยฎีกาสำคัญของแผ่นดิน"
เสียงกึกก้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของฮ่องเต้หลัวฉีเฉิงดังก้องออกมาจากด้านในตำหนัก
"เสด็จพ่อ ฝ่าบาท...ลูกไม่ได้ทำจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน
ดวงตาโศกสลดใต้กรอบแว่น เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นหินที่เปียกชื้นจนหน้าผากเริ่มบวมแดง
"ลูกเพียงเข้าไปยืมตำราพิชัยสงครามมาอ่านเท่านั้น ไม่เคยคิดเตะต้องฎีกาลับเลยแม้แต่น้อย...แต่ไม่รู้ว่าฎีกานั่นมาอยู่ใต้มอนได้อย่างไร"
ยามสาย ผ่านฝนเป็นแดดจ้า
แผ่นหินอ่อนหน้าะตระหนักใหญ่ร้อนระอุบาดลึกถึงกระดูก ทว่าร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีน้ำเงินกลับยังคงคุกเข่าตั้งตรงอยู่อย่างนั้น
เหงื่อเม็ดเล็กซึมชื้นตามกรอบหน้าเนียนใส หลี่เหวินเฉิง ยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นดันแว่นตากรอบบางบนสันจมูก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงกดดันและความร้อนระอุ กระทั่งเสียงก้าวเท้าอันนุ่มนวลของแม่ทัพจางเว่ยเสวียนและบุตรสาวดังใกล้เข้ามา
พริบตานั้นเอง ราวกับเวลาจงใจหยุดนิ่ง สายลมยามเช้าพัดเอากลิ่นหอมหวานของดอกมู่หลันโชยมาเตะจมูก
องค์ชายแปดค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางฉากหลังอันกว้างใหญ่ของวังหลวง แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านยอดไม้ตกกระทบใบหน้าเนียนใสไร้ที่ติขององค์ชายแปด เขาดูบอบบาง เปราะบาง ในขณะที่จางลีลี่ในคราบสาวน้อยอ่อนหวานกลับรู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ ภาพของบุรุษตรงหน้า ตรึงสายตาไว้แน่นจนยากจะถอนสายตา
ชั่วขณะนั้น สายตาของคนทั้งคู่ผูกประสานกันกลางอากาศดั่งภาพฝันอันแสนสั้น ทว่ากลับตราสลักลึกลงไปในความรู้สึกอย่างประหลาด
"น้องแปด...ยังนั่งคุกเข่ารับโทษทัณฑ์อยู่อีหรือ" น้ำเสียงอบอุ่นและเปี่ยมด้วยเมตตาดังขัดจังหวะ
ไท่จือหมิงเฉิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายองค์ชายแปด ใบหน้าหล่อเหลามีแววกังวลไม่น้อย เขารีบยื่นมือลงไปหมายจะประคองน้องชายต่างมารดาให้ลุกขึ้น
"ลุกขึ้นเถิด เจ้าคุกเข่าตรงนี้นานเกินไปแล้ว ร่างกายจะรับไม่ไหวเอาได้ยิ่งอ่อนแอป่วยบ่อยๆ คุกเข่านานๆ ไม่ดีแน่"
เหวินเฉิงชะงักช้อนสายตาที่แฝงความหวาดกลัวมองหมิงเฉิง ก่อนจะรีบหดมือกลับ หลุบตาลงต่ำเอ่ยเสียงเบาน่าสงสาร
"ขอบพระทัยเสด็จพี่ไท่จือ...แต่ข้า...ข้าไม่กล้าขัดบัญชาเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ หากข้าขัดบัญชาเสด็จพ่อยิ่งพิโรธ..."
"เจ้าลำบากมากพอแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คุกเข่าตรงนี้"
“เมื่อคืน”
ไท่จือถอนหายใจยาว ตบไหล่น้องชายเบาๆ เขาหันไปยิ้มให้แม่ทัพและจางลีลี่ด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
"เรื่องฎีกาลับที่ส่งมาถึงราชสำนักนั่น ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจถึงมันจะเห็นชัดๆ ว่าอยู่ที่ใต้หมอนเจ้าก็เถอะ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปทูลขอความเมตตาจากเสด็จพ่อให้ทรงลดโทษและละเว้นโทษกับเจ้าเอง อย่าได้กังวลเลย"
จางลีลี่ย่อกายทำความเคารพองค์ชายแปดตามธรรมเนียม ทว่าสายตายังคงแอบจับจ้องใบหน้าเนียนใสใต้แว่นตาที่กำลังสั่นระริกนั้น
“เสด็จพ่อรอนานแล้ว ท่านแม่ทัพเรารีบเข้าไปกันเถอะ”
เหวินเฉิงมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสาม ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"คนอย่างข้า... ไม่คู่ควรรับรู้เรื่องราวของเสด็จพ่อและเสด็จพี่ไท่จือหรอก กลับไปคัดตำราแพทย์ต่อจะดีที่สุด"
ขันทีเสี่ยวจื่อเห็นดังนั้นจึงรีบถลันเข้ามาประคองแขน
"องค์ชาย ท่านลุกขึ้นยืนแบบนี้ หากฝ่าบาททรงทราบเข้าจะยิ่งทรงกริ้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
"เสด็จพี่ไท่จือเอ่ยอนุญาตให้ข้าลุกขึ้นได้แล้วนี่นา" เหวินเฉิงดันแว่นตาขึ้นบนสันจมูก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงซื่อๆ ไร้เดียงสา
ขันทีคนสนิทได้ฟังก็ส่ายหน้าถอนหายใจยาวด้วยความอ่อนใจ
"ท่านนี่ช่างเจ็บแล้วไม่รู้จักจำเลยจริงๆ ไท่จือแค่เสแสร้งทำเป็นเมตตาท่านต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น มิเห็นหรือว่าเขามีแขกคนสำคัญมาด้วย เขาแค่เอ่ยเพื่อให้ตนเองดูเป็นคนดีในสายตาผู้อื่น ทว่าพอคนพวกนั้นกลับไปแล้ว ไท่จือก็ต้องลงมือจัดการท่านพร้อมกับฝ่าบาทเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาอยู่ดี"
คำพูดเจ็บปวดนั้นทำให้เหวินเฉิงชะงักกึก นัยน์ตาใสซื่อหลังเลนส์แก้วฉายแววหมองเศร้าลงทันตา เขาถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้งอย่างยอมรับชะตากรรม ก่อนจะค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าบนพื้นหินแข็งกระด้าง ณ จุดเดิมโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีกเลย
"เสด็จพ่อ..." หมิงเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มสั่นเครือเล็กน้อย
"ลูกมาวันนี้ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่น้องแปดเหวินเฉิงพ่ะย่ะค่ะ"
“อ่อ ยังมีเรื่องสำคัญกว่าการสู่ขอไท่จือเฟยอีกหรือ” ฮ่องเต้ฉีเฉิงเอ่ยเบาๆ
“เสด็จพ่อลูกจะทนเห็นน้องลำบากอยู่ข้างนอกนั่นแล้วห่วงแค่ความสุขของตัวเองได้อย่างไรและลูกก็คิดว่าคนที่จะมาเป็นไท่จือเฟยของลูกก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
ลีลี่กลืนน้ำลายลงคอยากเย็น พูดได้ดี
ฮ่องเต้เหลือบตามองท่านแม่ทัพกับลีลี่ นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ คิดว่าหมิงเฉิงจะเห็นเรื่องส่วนตัวสำคัญกว่าสิ่งใด แต่กลับเห็นแก่ความสัมพันธ์พี่น้องที่น่าชื่นชม
"เหวินเฉิงคนนั้น…เจ้าเด็กเนรคุณที่ขโมยฎีกาสำคัญของแผ่นดิน หมิงเฉิงเจ้าเชื่อในสิ่งที่เหวินเฉิงแสแสร้งหรือไร เหตุใดจึงยังกล้ามาขอร้องแทนมันอีก"
หมิงเฉิงประสานมือตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยสายตาอันเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและบริสุทธิ์
"เป็นลูกที่สั่งสอนน้องไม่ดี น้องแปดอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นคนซื่อสัตย์ ไร้พรรคพวกในวังหลวง ยามนี้ต้องคุกเข่าตากฝน ตากแดดจนเจ็บป่วยทรมาน น้องยิ่งร่างกายอ่อนแอ ลูกเป็นพี่ชายคนโต เห็นน้องชายต้องรับโทษหนักเช่นนี้แล้วหัวใจแทบแตกสลายพ่ะย่ะค่ะ... แม้เหวินเฉิงจะทำความผิดจริง แต่ลูกเชื่อว่าเขาอาจจะเพียงทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้โปรด เสด็จพ่อทรงเมตตา ผ่อนหนักเป็นเบา ลบล้างโทษให้เขาสักครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดอันสละสลวยและเปี่ยมด้วยน้ำใจพี่น้อง ทำให้นัยน์ตาของฮ่องเต้ค่อยๆ อ่อนแสงลง ความโกรธขึ้งที่มีต่อเจ้าแปดถูกแทนที่ด้วยความภาคภูมิใจในตัวบุตรชายคนโตตรงหน้า ฮ่องเต้ทอดสายตามองไท่จือด้วยรอยยิ้มพึงพอใจและซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"หมิงเฉิงเอ๊ย...หมิงเฉิง เจ้าช่างมีจิตใจที่กว้างขวางและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมยิ่งนัก ทั้งที่เจ้าแปดคนนั้นนั่นก่อเรื่องน่าอดสูไว้ แต่เจ้ากลับไม่ถือโทษ ซ้ำยังมาคุกเข่าอ้อนวอนแทนลูกเนรคุณคนนั้นอีก" ท่านแม่ทัพเว่ยเสวียนพยักหน้าขึ้นลง
ฮ่องเต้ทรงถอนใจยาว ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
"การมีผู้นำที่รู้จักให้อภัยและห่วงใยผู้อื่นเช่นเจ้า... แผ่นดินนี้ช่างโชคดียิ่งนัก สมแล้วที่เป็นไท่จือที่ข้าไว้ใจ และเหมาะกับตำแหน่งผู้ปกครองแผ่นดินในวันข้างหน้าที่สุด"
"ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ" หมิงเฉิงก้มหน้าลงนอบน้อม กิริยาอ่อนน้อมดั่งเทพบุตร
ทว่าในมุมมืดที่ไม่มีใครเห็น... ริมฝีปากหยักของไท่จือหมิงเฉิงกลับกระตุกยกยิ้มเย็นชา นัยน์ตาทอประกายเหี้ยมเกี้ยมวาววับ
การสวมหน้ากากเป็นพี่ชายผู้แสนดี ทำให้เหวินเฉิงกลายเป็นคนติดค้างติดหนี้บุญคุณเขาจนดิ้นไม่หลุด... และทั้งแม่ทัพและจางลีลี่ยังมองเขาในด้านดีได้อีก ได้ประโยชน์ถึงสองทาง ช่างเป็นละครฉากใหญ่ที่คุ้มค่าเสียจริง
“บัญชาออกไป ให้องค์ชายแปดไม่ต้องคุกเข่าอีกต่อไปแล้ว และให้เขาหาโอกาสมาขอบคุณ ไท่จือด้วยที่ขออภัยโทษให้ด้วย”
ท่านแม่ทัพยิ้มพึงพอใจกลับทั้งอุปนิสัยของไท่จือหมิงเฉิงและความโปรดปรานที่ฮ่องเต้ฉีเฉิงมีให้ไท่จือ
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ
“เหรียญทองนี้ดูเหมือนเหรียญที่ใช้จ่ายภายในวังบางแห่ง แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเกี่ยวข้องกับใคร”หมิงเฉิงก้มหน้าลงราวกับไม่อยากกล่าวถึงผู้ที่ตนกำลังสงสัย “ลูกตรวจสอบกับบัญชีเบิกจ่ายภายในแล้ว พบว่าเหรียญทองลักษณะนี้เคยถูกเบิกจากคลังของตำหนักเหินห่าว ซึ่งเป็นตำหนักที่จัดสรรให้เหวินเฉิงพำนักพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อในทันที พระองค์วางเหรียญทองลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิเคราะห์“เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่ลอบทำร้ายเจ้าคือคนของเหวินเฉิงอย่างนั้นหรือ”“ลูกยังไม่กล้าสรุปเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หมิงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม “แต่เหรียญทองนี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้ ลูกจึงจำเป็นต้องนำเรื่องมาทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ”ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “หมิงเฉิง เจ้าลองคิดให้ดี เหวินเฉิงซ่องสุมกำลังพลตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงมีคนของตนเองออกไปลอบทำร้ายไท่จือได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ออกจากตำหนัก วันๆ เอาแต่อ่านตำราและศึกษาสมุนไพร เจ้ายังไม่เคยนำหลักฐานว่าเขามีกำลังคนอยู่ในมือมาถวายเรา แล้ววันนี้กลับมีคนของเขาลอบทำร้ายเจ้าเสียแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้หมิงเฉิงต้องก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เขาเตรียมค
รอยยิ้มบนใบหน้าลีลี่ค่อยๆ จางลง นางมองเขาอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเหวินเฉิงไม่ได้ตำหนินางด้วยน้ำเสียงดุดัน เพียงก้มมองมือที่พันผ้าไว้แล้วกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุผลของตัวเอง ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้หมิงเฉิงทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตอบโต้ แต่เจ้ายังมีแผลที่สีข้างอยู่ และตอนนี้ก็ทำมือเจ็บเพิ่มอีก หากเมื่อคืนมีคนมามากกว่านั้น หรือหมิงเฉิงไม่เสียหลักเพราะความโกรธ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะออกมาได้ง่ายๆ หรือนั่นคือตำหนักบูรพา”ลีลี่หลุบตาลง “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังตัว...”“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเป็นห่วง” เขาตอบ “แผนที่ดีไม่ควรฝากชีวิตไว้กับการที่ศัตรูประมาทเพียงอย่างเดียว เจ้าเอาชนะเขาได้ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะเป็นเช่นเดิม”นางเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “ข้ารู้ว่าตัวเองทำผิดแล้ว”เหวินเฉิงมองใบหน้าที่เริ่มสลดของนาง แล้วรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายกมือแตะศีรษะนางเบาๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก“รู้ว่าผิด คราวหลังก็อย่าทำอีก ข้าไม่ได้ดุเจ้าเพราะห่วงจะเอาชนะหมิงเฉิงไม่ได้ แต่เพราะข้าเป็นห่วงเจ้า”ลีลี่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาไหววูบเล็







