LOGINเซียวหลิงอ้าปากค้าง น้ำตายังคงไหล แต่สีหน้ากลับมีความตกใจเข้ามาแทนที่ “ท่าน...ท่านจัดการไท่จือหรือเจ้าคะ”“อืม”“ได้ด้วยหรือเจ้าคะ”“ถ้าข้ามีกระบี่อยู่ในมือ เขาคงไม่ได้นอนสบายขนาดนั้น”โจวชิงฉือที่ยืนอยู่ข้างประตูถึงกับหันหน้าหนีไปไอเพื่อกลบเสียงหัวเราะ เซียวหลิงเองก็ชะงักไป ก่อนจะหลุดเสียงสะอื้นปนหัวเราะออกมา ทว่าสีหน้าของนางกลับหม่นลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ราวกับมีเรื่องบางอย่างที่กดทับอยู่ในใจมานานจนไม่อาจเก็บไว้อีกต่อไป“คุณหนู ท่านไม่รู้หรอกว่าไท่จือเป็นคนเช่นไร...ท่านอาจคิดว่าเขาเพียงแค่เสแสร้งทำเป็นคนดีต่อหน้าผู้อื่น แต่ความจริงแล้วเขาร้ายกาจยิ่งกว่านั้นมาก”ลีลี่ไม่ได้รีบตอบ นางเพียงขยับตัวให้เซียวหลิงนั่งลงข้างๆ แล้วรับผ้าเช็ดหน้าจากเสี่ยวจื่อส่งให้อีกฝ่าย “เช็ดน้ำตาก่อน แล้วเล่าให้ข้าฟังตั้งแต่ต้น”เซียวหลิงกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น นิ้วมือสั่นเทาอยู่พักหนึ่งกว่าจะเริ่มพูดได้“ตอนที่ข้ายังอยู่ในตำหนักบูรพา ข้าเคยคิดว่าไท่จือเป็นบุรุษที่มีเมตตา แม้จะไม่ค่อยพูดกับคนรับใช้ แต่ก็ไม่เคยลงโทษใครต่อหน้าผู้อื่น เขายิ้มให้ทุกคน พูดจาอ่อนโยน แม้แต่คนที่ทำผิดก็ยังได้รับคำปลอบโยนจากเขา ข้าจึ
โจวชิงฉือพยักหน้ารัวๆ อย่างโล่งอก คิดว่าคุณหนูคงเข้าใจเจตนาของใต้เท้าแล้ว แต่ประโยคถัดมาของนางกลับทำให้เขาอยากหันหลังวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด“ถ้าเช่นนั้นคราวหน้าข้าจะบอกท่านพ่อบ้างว่า หากเจ้าถูกจับไปทรมานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ข้าจะไม่ช่วยเจ้าเหมือนกัน เพราะอยากดูว่าคนร้ายจะเผยธาตุแท้ออกมาหรือไม่ เจ้าคิดว่าอย่างไร”“คุณหนู เรื่องนี้จะเหมือนกันได้อย่างไรขอรับ”“เหตุใดจะไม่เหมือน เจ้าเป็นคนของข้า ข้าก็เป็นคนของเจ้า เอ๊ะ ไม่สิ ข้าเป็นเจ้านายเจ้าเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นข้ายิ่งมีเหตุผลที่จะไม่ช่วยเจ้าใหญ่เลย”“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับอย่างไรเสียถ้าหากเหตุการณ์เลวร้ายลงกว่านั้นก็จะมีคนเข้าไปช่วยท่านอยู่ดีเห็นไหมแค่เฉินเฟิงชักกระบี่คนของเราก็รีบเข้าไปแล้ว” โจวชิงฉือรีบยกมือยอมแพ้ “ต่อไปหากคุณหนูตกอยู่ในอันตราย ข้าจะบุกเข้าไปช่วยทันที ต่อให้ใต้เท้าจะลงโทษ ข้าก็จะยอมรับโทษเอง”“พูดได้ดี คราวหน้าจำคำพูดตัวเองไว้ด้วย”ลีลี่ตบไหล่เขาเบาๆ อย่างพอใจ ก่อนจะเดินผ่านไปนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง ทว่าเพียงขยับตัว สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะความเจ็บบริเวณสีข้าง เหวินเฉิงที่เดินตามมาตลอดรีบยื่นมือประคองแขน
บ้านหลังเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกห่างไกลจากเขตพระราชวังดูรกร้างไม่ต่างจากบ้านร้างทั่วไป ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าและกำแพงที่มีเถาวัลย์เลื้อยปกคลุมช่วยพรางสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี หากไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด ต่อให้เดินผ่านหลายครั้งก็คงไม่มีใครคิดว่าด้านในจะเป็นที่หลบซ่อนของกลุ่มคนที่กำลังวางแผนโค่นไท่จือเซียวถงเป็นคนเปิดประตูนำทุกคนเข้าไปก่อน เขาหันกลับไปตรวจตราตามทางเดินอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา จึงค่อยปิดประตูลงกลอนแล้วผายมือให้เหวินเฉิงกับลีลี่เข้าไปด้านใน“ถึงแล้ว ที่นี่ปลอดภัยชั่วคราว คนของข้ากระจายตัวเฝ้ารอบบริเวณไว้แล้ว หากมีใครเข้ามาใกล้ พวกเราจะรู้ทันที”ลีลี่พยักหน้ารับ มือหนึ่งกุมสีข้างที่ยังปวดระบมจากการต่อสู้ อีกมือยกขึ้นจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย นางเพิ่งก้าวผ่านประตูห้องโถง ก็ได้ยินเสียงคนคุ้นเคยดังมาจากด้านใน“ข้าบอกแล้วว่าให้เจ้าเลิกเดินวนได้แล้ว เดินจนพื้นจะสึกอยู่แล้ว ยังจะเดินอีกหรือ”“แล้วจะให้ข้านั่งเฉยๆ ได้อย่างไรขอรับ ป่านนี้ยังไม่มีข่าวจากคุณหนูเลย หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร”“เจ้ากังวลไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ นั่งลงก่อนเถอะ ข้าเวียนหัวแทนเจ้าแล้ว”ลีลี่ชะงั
เหวินเฉิงถึงกับพูดไม่ออก ใบหูขึ้นสีแดงจางๆ ขณะที่เซียวถงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบหันหน้าไปอีกทาง ทว่าไหล่ที่สั่นเล็กน้อยกลับทรยศว่าเขากำลังกลั้นหัวเราะ“คุณหนูจาง” เซียวถงกระแอมเบาๆ “พวกเราควรออกจากคุกหลวงก่อนที่คนของหมิงเฉิงจะยกกำลังมาเพิ่ม”เหวินเฉิงไม่รอให้ลีลี่ตอบ เขาประคองนางให้ยืนมั่นคงกว่าเดิมแล้วหันไปสั่งคนของเซียวถงด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เตรียมทางออก แล้วส่งคนไปตรวจสอบรอบนอก อย่าให้ข่าวเรื่องพวกเรารั่วไหลไปถึงตำหนักบูรพาก่อนเวลา”จากนั้นเขาก็ก้มลงถามลีลี่ในอ้อมแขนอีกครั้ง เสียงเบาลงกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด “เดินไหวหรือไม่”ลีลี่เหลือบมองแขนที่ยังประคองเอวตนอยู่ แล้วคลี่ยิ้มมุมปาก “ถ้าท่านไม่ปล่อย ข้าก็คงเดินไม่ถนัดนัก”เหวินเฉิงรีบคลายมือทันที ทว่ากลับยังยืนอยู่ใกล้จนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน “เช่นนั้นข้าจะเดินข้างเจ้า หากเจ้าหน้ามืดอีก ข้าจะได้ประคองทัน”“อืม แบบนี้ค่อยเหมือนคำพูดของคนที่ห่วงผู้อื่นหน่อย”ลีลี่ก้าวออกไปพร้อมเขา แต่ยังไม่ทันพ้นประตูห้องขัง นางก็เหลือบกลับไปมองเฉินเฟิงที่ถูกมัดมือไว้กับคนของเซียวถง ก่อนกระซิบกับเหวินเฉิงว่า “เราต้องรีบแล้ว หากเฉินเฟิงฟื้นขึ
“พวกเจ้าคิดว่ามีกันมากแล้วข้าจะกลัวหรือ”เฉินเฟิงตวาดใส่เซียวถง แต่แทนที่จะวางกระบี่กลับยกขึ้นตั้งท่า ปลายกระบี่ส่ายไปมาระหว่างเหวินเฉิงกับลีลี่ ราวกับกำลังหาทางฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้ เขารู้ว่าหากถูกกลุ่มต่อต้านไท่จือจับตัวไป หมิงเฉิงคงไม่ปล่อยให้มีชีวิตกลับมาแก้ตัวเป็นแน่ ในเมื่อถอยกลับไปก็มีแต่ตาย มิสู้เสี่ยงจับตัวประกันแล้วหาทางหนีเสียยังดีกว่า“ถอยไปให้หมด ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าองค์ชายแปด”“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำได้” เหวินเฉิงถามยิ้มๆ พลางก้าวออกมาจากด้านข้างลีลี่กลับก้าวไปข้างหน้า “เมื่อครู่ข้ายังไม่ทันได้ออกแรงมาก เจ้ายังยืนดูอยู่ได้ ตอนนี้มีคนล้อมเจ้าไว้ตั้งมากมาย กลับคิดจะเอาชีวิตองค์ชายแปดมาเป็นข้อต่อรอง เจ้านี่ประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยหรือไม่”“หุบปาก”เฉินเฟิงหันกระบี่เข้าใส่ลีลี่ทันที ก่อนพุ่งเข้ามาโดยไม่ให้โอกาสพูดอีก คมกระบี่วาดผ่านอากาศตรงเข้าหาหัวไหล่ลีลี่ นางเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่เฉียดผ่านเสื้อผ้าไปเพียงเล็กน้อย ทว่าการโจมตีครั้งแรกเป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น เฉินเฟิงพลิกข้อมือกลับ ฟันย้อนเข้าหาลำตัวจากอีกด้านอย่างรวดเร็ว หมายบีบให้นางต้องถอยจนติดผนังลีลี
และก็เป็นอย่างที่คิด คนที่อ้อมไปด้านข้างฉวยโอกาสพุ่งเข้ามารวบเอวนางจากด้านหลัง ลีลี่พลันย่อตัวลง ปล่อยให้แขนของอีกฝ่ายรวบผ่านลำตัวไปโดยไม่อาจล็อกได้แน่น จากนั้นเหยียบปลายเท้าของเขาเต็มแรงพร้อมกระแทกศีรษะไปด้านหลัง ชายคนนั้นสะดุ้งเผลอคลายแขน นางจึงหมุนตัวกลับ ใช้ฝ่ามือผลักคางให้ใบหน้าเชิดขึ้น แล้วตามด้วยเข่าที่กระแทกเข้ากลางลำตัว“โอ๊ยยยยยปล่อยข้านะ”เสียงครางเจ็บปวดหลุดจากปากเขา ร่างสูงงอตัวลงตามสัญชาตญาณ ลีลี่จับไหล่เขาไว้แล้วผลักออกเต็มแรง ชายคนนั้นถอยไปชนกับสหายที่เพิ่งพยายามลุกขึ้นจากพื้น ทั้งสองเสียหลักชนกันจนล้มลงไปอีกครั้ง คราวนี้คนแรกที่ถูกจับทุ่มถึงกับนอนกุมเข่า ส่วนคนที่สองนอนงอตัวหายใจไม่ทั่วท้อง“โอ๊ยยยยยยเจ็บๆๆๆๆ กลัวแล้วๆๆๆ”เหวินเฉิงขยับเข้าหาลูกกรงอีกก้าว ดวงตาไม่ละจากลีลี่แม้แต่น้อย เขาเห็นนางหลบการจับกุมได้อย่างแม่นยำก็จริง แต่ทุกครั้งที่คนเหล่านั้นเข้าใกล้ หัวใจของเขากลับบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก มือที่จับลูกกรงค่อยๆ กำแน่นขึ้น หากประตูห้องขังเปิดอยู่ เขาคงเข้าไปยืนขวางหน้านางแล้ว ไม่ปล่อยให้คนพวกนั้นเข้าถึงตัวได้แม้แต่คนเดียวแต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงตะโกนเตือน “ข้างหลั







